แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564

5 วิธีดีต่อสุขภาพสำหรับลดน้ำหนักที่ควรบอกต่อ

5 วิธีดีต่อสุขภาพสำหรับลดน้ำหนักที่ควรบอกต่อ

1.ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอน ในเวลา 06.00 – 07.00 น. เพื่อช่วยลดภาวะขาดน้ำจากการนอนหลับ อีกทั้งช่วยลดความข้นหนืดของเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และกระตุ้นการขับถ่ายได้อีกด้วย

2.ดื่มน้ำ 1 แก้ว ช่วงเช้า ในเวลา 08.00 – 09.00 น. โดยดื่มน้ำก่อนมื้อเช้า 15-20 นาที แล้วค่อยกินมื้อเช้าเพราะถ้ากินอาหารตามทันที น้ำที่ไปเจือจางน้ำย่อย จะส่งผลให้การย่อยอาหารไม่ดี และหลังอาหารให้จิบน้ำเพียงครึ่งแก้วพอ

3.ดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว ในช่วงเวลาระหว่างวัน เวลา 09.00 – 13.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาทำงาน ให้ดื่มน้ำระหว่างวันไปเรื่อย ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำในระหว่างวัน นอกจากนี้ น้ำยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย 

4.ดื่มน้ำ 2 แก้ว ช่วงบ่ายและเย็น เวลา 13.00 – 17.00 น. พยายามดื่มน้ำเปล่าในปริมาณ 2-3 แก้ว จะช่วยแก้กระหาย และทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น

5.ดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว ช่วงเย็นและก่อนนอน เวลา 18.00 – 22.00 น การดื่มน้ำช่วงเย็น ให้ดื่มก่อนและหลังกินมื้อเย็น และแบ่งบางส่วนไปดื่มช่วงก่อนนอน เพื่อช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ และป้องกันร่างกายขาดน้ำขณะนอนหลับ

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:สุขภาพ

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564

5 เหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล

5 เหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล

1.เปรียบเทียบกับหุ่นของคนอื่น

แน่นอนว่าก่อนลดน้ำหนัก ผู้หญิงหลายคนจะมีบุคคลต้นแบบที่เอามาเป็นแรงกำลังใจในการลดน้ำหนัก ซึ่งก็อาจจะทำตามวิธีของบุคคลเหล่านั้นไปเสียทุกอย่าง จนทำให้เกิดการเปรียบเทียบหุ่น และเมื่อการลดน้ำหนักที่ใช้วิธีเหมือนกับบุคคลตัวอย่างไปเสียทั้งหมดไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้ ก็อาจทำให้หมดกำลังใจไปเสียดื้อๆ ได้ ดังนั้นเมื่อต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกับหุ่นของตัวเองและบุคคลที่เราเอามาเป็นตัวอย่างในการลดน้ำหนัก เนื่องจากแต่ละคนมีรูปร่าง รวมทั้งพันธุกรรมของกล้ามเนื้อแตกต่างกัน

2.ตัดคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหาร

สาวๆ หลายคนเชื่อว่าการลดน้ำหนักให้ได้ผลคือการตัดคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหาร ซึ่งมื้ออาหารของผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักประมาณ 90% จะลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลง แล้วหันไปดื่มน้ำผลไม้ หรือกินขนมหวานชิ้นเล็กชิ้นน้อยแทน แต่บอกเลยว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในการลดน้ำหนัก เพราะคาร์โบไฮเดรตจัดเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ หากขาดสารอาหารชนิดนี้ จะส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยง่ายและส่งผลต่อการคิดไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งนั่นจะทำให้ร่างกายไม่มีแรงมากพอต่อการออกกำลังกาย อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่มากจนเกินควบคุมได้อีกด้วย

3.กินอาหารน้อยเกินไป

การกินอาหารที่น้อยลงไปจากเดิม ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดี ในทางตรงกันข้ามจะยิ่งทำให้สาวๆ เสียเวลาไปกับการลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะหลักการวิทยาศาสตร์ในการลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักนั้น จะมีเพียงสูตร CICO หรือ Calories in, Calories out นั่นก็คือ อยากลดน้ำหนักให้กินน้อยกว่าที่ใช้ อยากเพิ่มน้ำหนักให้กินเยอะกว่าที่เบิร์น ส่วนการใช้สูตรกินวันละ 1,000 แคลอรี แทบจะไม่ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักระยะยาวเลย

4.วัดความสำเร็จด้วยตราชั่ง

การเอาแต่หมกมุ่นกับตัวเลขบนตราชั่ง โดยชั่งน้ำหนักทั้งเช้าและเย็น แทบจะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะตราบใดที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาแม้เพียงไม่กี่ขีด ก็จะส่งผลให้เกิดความเครียดตามมา และอาจทำให้ระบบอื่นๆ ภายในร่างกายได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผล ควรเน้นที่สุขภาพและรูปร่างจะดีที่สุด

5.ตั้งเป้าหมายเพื่อคนอื่น

การลดน้ำหนักที่ทำไปเพื่อคนอื่น หรือเพื่อความพึงพอใจของคนอื่น ไม่เพียงแต่จะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผลดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มความกดดันและทำร้ายสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะมีเป้าหมายใดในชีวิต จำเป็นที่จะต้องทำเพื่อตัวเอง เพราะเราเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความสำคัญต่อชีวิตอย่างไร และต้องประสบความสำเร็จแค่ไหนจึงจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับตัวเราเอง

สาระน่ารู้สำหรับ:คุณผู้หญิง

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

วิธีลดความอ้อวน แบบเห็นผลจริง


12 เทคนิค ลดน้ำหนักเร่งด่วน ใน 2 อาทิตย์ ไม่อันตราย ไม่โยโย่!



1. เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารเช้า

     อาหารเช้าสำคัญก็จริง แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักใช่ว่าเราจะกินอะไรก็ได้ค่ะ แนะนำว่าให้กินธัญพืช 1 ถ้วยคู่กับนมอัลมอนด์ หรือโยเกิร์ตกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่ แทนที่จะเลือกกินข้าวเหนียวหมูปิ้งหรืออาหารไขมันสูง เพราะจะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น


 


2. มื้อกลางวันให้เน้นอาหารโปรตีนสูง

     สำหรับมื้อกลางวันแนะนำให้กินอาหารที่แคลอรีต่ำ แต่ให้โปรตีนสูงเป็นหลักค่ะ เช่น อกไก่ อาจจะกินคู่กับแตงกวาและมะเขือเทศ หรือจะเพิ่มไข่ต้ม 2 ฟอง และแครอทต้มอีกสักนิดก็ได้เช่นกัน อกไก่เป็นอาหารที่ไขมันน้อย แถมแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังย่อยง่ายอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบสุดๆ 


 

3. กินของว่าง 2 มื้อต่อวัน

     การกินของว่างระหว่างวันจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้ทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ แต่ของว่างที่ว่านี่ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่แคลอรีสูงนะคะสาวๆ ควรเน้นกินเป็นผลไม้ เช่น เบอร์รี่ทั้งหลาย หรือถ้าอยากหวาน อยากกินขนม ควรเลือกเป็นเจลาตินที่เป็นแบบ Sugar-Free, ธัญพืชอบกรอบ หรืออัลมอนด์ แทนค่ะ เพราะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง แถมไม่อ้วนด้วย!



4. กินอาหารเย็นที่มีแคลอรีต่ำ

     อาหารเย็นถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อ้วนได้ง่ายๆ เลยค่ะ เพราะฉะนั้นควรเลือกกินอาหารเย็นที่มีแคลอรีต่ำ โดยปริมาณแคลอรีของอาหารมื้อเย็นควรน้อยที่สุดรองจากมื้อเช้า และมื้อกลางวัน คิดง่ายๆ คือ มื้อเช้าควรจะได้รับพลังงานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 700 กิโลแคลอรี) มื้อเที่ยง 35 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 600 กิโลแคลอรี) และมื้อเย็น 25 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 500 หรือ 400 กิโลแคลอรี) และที่สำคัญควรกินมื้อเย็นก่อนเข้านอน 4-6 ชั่วโมงนะคะ



5. ลดการกินโซเดียมให้น้อยลง

     แม้ว่าเกลือและน้ำปลา หรือเครื่องปรุงทั้งหลายจะทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น แต่การกินโซเดียมมากเกินไป จะทำให้เราตัวบวมได้ง่ายๆ ! ฉะนั้นอาหารที่เราปรุงเองควรลดเกลือหรือโซเดียมให้น้อยลงค่ะ 



6. ลดการกินน้ำตาล

     เหล่าเครื่องดื่มทั้งหลายที่มีน้ำตาล ไม่ว่าะเป็นน้ำอัดลม ชานมไข่มุก หรือกาแฟ/ชาใส่น้ำตาล หรือแม้กระทั่งสารแทนความหวานต่างๆ ควรกินให้น้อยลงค่ะ เพราะน้ำตาลคือคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง ซึ่งจะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมในที่สุด น้ำตาลจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของความอ้วนที่เห็นผลชัดมากๆ !



 7. เพิ่มผักในทุกมื้อ

     การมีระบบย่อยอาหาร การขับถ่ายที่ดี จะช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผลเร็วมากขึ้นค่ะ ซึ่งการเพิ่มผักใบเขียวหรือไฟเบอร์เข้าไปในทุกมื้ออาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้เป็นระบบมากขึ้นด้วย ถ้าระบบย่อยดีขับถ่ายคล่อง รับรองว่าพุงแบนๆ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่า



8. กระโดดเชือกทุกวันวันละ 20 นาที

    กระโดดเชือก เป็นวิธีออกกำลังกายที่ลดน้ำหนักได้ดีสุดๆ ค่ะ เพราะการกระโดดเชือกเพียง 15 นาที เทียบเท่ากับการวิ่งออกกำลังกาย 30 นาทีเลยล่ะ! โดยการกระโดดเชือกในแต่ละวัน แนะนำให้กระโดดครั้งละ 10 นาที วันละ 2 ครั้ง



9. คาร์ดิโอวันละ 20 นาที

     นอกจากการกระโดดเชือกแล้ว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออื่นๆ ยังช่วยเผาผลาญได้ดีเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งบนลู่วิ่ง หรือวิ่งบนถนน ทั้งนี้แนะนำให้วิ่งวันละ 20 นาทีค่ะ โดยการวิ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดมีการสูฉีด ร่างกายเกิดการเผาผลาญ เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นไขมัน และช่วยลดการสะสมไขมันในส่วนอื่นได้เป็นอย่างดี!


10. ดื่มน้ำมะนาวทุกเช้า

     นอกจากอาหารแล้ว น้ำก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ โดยแนะนำว่า ให้ดื่มน้ำอุ่นโดยใส่มะนาวฝานลงไปด้วยในตอนเช้าของทุกวัน การดื่มน้ำมะนาวแบบนี้ทุกเช้า จะช่วยดีท็อกซ์และเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น!


11. หันมาฝึกโยคะเป็นประจำ

     โยคะไม่เพียงช่วยคลายกล้ามเนื้อ คลายอาการปวดเมื่อยเท่านั้นค่ะสาวๆ แต่โยคะยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นขา หรือแขนได้ดีอีกด้วย แถมโยคะบางท่ายังสามารถช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ทำให้เราขับถ่ายได้เป็นปกติขึ้นอีกด้วยล่ะค่า



12. นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

     เป็นวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลจริงๆ ค่ะ เพราะการอดนอนจะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นส่งผลให้เราอ้วนขึ้นได้! โดยการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและควบคุมการสะสมไขมัน ส่งผลให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง!

สาระน่ารู้