แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีแก้ไข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีแก้ไข แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564

อาการอ่อนเพลียแก้ไข้ได้ด้วย 7 วิธีนี้

 อาการอ่อนเพลียแก้ไข้ได้ด้วย 7 วิธีนี้


1.ว่าด้วยเรื่องการกิน

อาหารเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย เมื่อคุณกินอาหารเข้าไป จะผ่านกระบวนการย่อยและเผาผลาญ เปลี่ยนเป็นสารอาหารและพลังงานให้ร่างกาย อย่างไรก็ดี คุณจำเป็นต้องควบคุมการกินอาหารด้วย ไม่ใช่ว่าจะตามใจปากกินตามใจชอบ ซึ่งถ้าคุณต้องการให้ร่างกายกระฉับกระเฉงตลอดทั้งวัน คุณควรวางแผนการกินดังนี้

  • กินทุกๆ 3-4 ชั่วโมง เพื่อรักษาพลังงานให้คงที่ตลอดทั้งวัน การทิ้งช่วงมื้ออาหารนานเกินไปทำให้พลังงานตก ร่างกายจะเตือนให้คุณรู้เมื่อคุณรู้สึกหิว และระหว่างนั้นอาจทำให้คุณกินจุบกินจิบ ดังนั้น คุณควรกินอาหารให้ถี่ขึ้นทุกๆ 3-4 ชั่วโมง (เมื่อร่างกายส่งสัญญาณว่าหิว) โดยกินทีละน้อยๆ เน้นบ่อยๆ และไม่ใช่ว่าจะกินอะไรก็ได้ เลือกที่มีประโยชน์ด้วย
  • เน้นโปรตีน โปรตีนเป็นสารอาหารที่อยู่ท้อง อิ่มนาน เพราะใช้เวลาย่อยนานกว่าสารอาหารประเภทอื่น นอกจากนี้ โปรตีนยังช่วยเพิ่มรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างในมื้ออาหารด้วย
  • คาร์โบไฮเดรต เน้นอาหารที่ใยอาหารสูง เช่น ผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี โดยคาร์โบไฮเดรตจะเป็นสารอาหารที่ร่างกายใช้เวลาย่อยเร็วที่สุด เพิ่มพลังงานให้ร่างกายเร็วกว่าสารอาหารชนิดอื่นๆ แต่ใยอาหารจะทำให้การลำเลียงคาร์โบไฮเดรตช้าลง อิ่มนานขึ้น รักษาพลังงานไว้ได้นานขึ้น ภาวะน้ำตาลตกก็จะช้าลงตาม เมื่อระดับพลังงานคงที่ คุณก็จะไม่หิว ไม่อยากอาหารบ่อยๆ นั่นเอง
  • ขนมกินได้แต่ต้องเลือก ไม่ได้แปลว่าคุณจะกินขนมไม่ได้ แต่คุณอาจต้องเลือกกิน ซึ่งขนมที่อุดมด้วยสารอาหาร จะช่วยรักษาระดับพลังงานของคุณให้คงที่ หากมีขนม 2 อย่างที่แคลอรีเท่ากัน การเลือกขนมที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์กว่าก็ส่งผลดีต่อร่างกายมากกว่าเช่นกัน ได้พลังงานและได้ประโยชน์ ดีกว่าขนมที่กินแล้วได้แต่แคลอรีอย่างเดียวแน่นอน

2.ดื่มน้ำให้เพียงพอ

เมื่อร่างกายของคุณขาดน้ำหรือได้รับน้ำที่ไม่เพียงพอ หัวใจของคุณจะทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด เนื่องจากเลือดคุณข้นหนืด ไหลเวียนไม่สะดวก ซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียได้ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระบบเผาผลาญและการลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนล้าไม่มีแรง เพราะได้รับพลังงานจากอาหารไม่เพียงพอ คุณสามารถเช็กการดื่มน้ำของตัวเองจากการปัสสาวะ หากคุณดื่มน้ำเพียงพอ คุณจะรู้สึกว่าต้องปัสสาวะทุกๆ 2-3 ชั่วโมงระหว่างวัน นอกจากนี้ให้สังเกตสีของปัสสาวะ หากสีเข้มมากคุณก็ดื่มน้ำน้อยเกินไป

3.นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

การที่คุณนอนหลายชั่วโมง ไม่ได้แปลว่าคุณพักผ่อนเพียงพอถ้าการนอนนั้นไม่มีคุณภาพ สังเกตได้จากคุณยังรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนทั้งวันทั้งที่เข้านอนเร็วและ (คิดว่า) นอนหลายชั่วโมง การนอนหลับที่มีคุณภาพมีผลต่อระดับพลังงานในแต่ละวัน มีงานวิจัยบางชิ้นที่สนับสนุนว่าเมื่อคุณนอนหลับไม่เพียงพอ อาจทำให้ร่างกายดื้ออินซูลิน มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาล แต่ที่แน่ๆ ถ้าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง เมื่อพลังงานไม่พอ คุณก็มีแนวโน้มจะกินมากขึ้นเพื่อเพิ่มพลังงาน กินเท่าไรก็ไม่พอเพราะระบบเผาผลาญทำงานไม่ดี

4.อย่าใช้คาเฟอีนเพื่อเพิ่มพลัง

คาเฟอีนช่วยกระตุ้นพลังได้ในระยะสั้นเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป พลังงานของคุณก็จะค่อยๆ ผ่อนลง แต่ไม่ได้หมายความคุณจะดื่มกาแฟไม่ได้ เพียงแต่ต้องควบคุมปริมาณคาเฟอีนให้ได้วันละ 200 ถึง 300 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งปริมาณจะเท่ากับกาแฟที่ชงแล้วประมาณ 2 แก้ว ฉะนั้น คุณสามารถดื่มกาแฟในตอนเช้าได้ตามปกติ ขอแค่อย่าดื่มมากจนเกินไป และต้องเว้นระยะห่างต่อแก้วให้พอดี สมดุลกับการกินอาหารและการดื่มน้ำเปล่า

5.เพิ่มการออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย นอกจากจะมีผลให้ร่างกายของคุณแข็งแรงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงได้ดีทีเดียว การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้รับเลือดอย่างเต็มที่ ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมอินซูลิน ที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เมื่อไม่รู้สึกว่าน้ำตาลตก คุณก็จะไม่รู้สึกเพลียหรืออ่อนล้าหมดแรง

6.ควบคุมความเครียด

หากคุณเครียดมากเกินไป จะทำให้คุณรู้สึกอ่อนล้าและหมดพลังงานได้ ไม่เพียงเท่านั้น ความเครียดยังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ เมื่อคุณรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ก็ทำให้ยิ่งเหนื่อยและหงุดหงิด แล้วก็จะเครียดหนักกว่าเดิม ดังนั้น คุณจะต้องควบคุมระดับความเครียดของตนเองไม่ให้มีมากเกินไปจนรบกวนการใช้ชีวิต ซึ่งมีหลากหลายวิธี เช่น การทำงานอดิเรกที่คุณชื่นชอบ ฟังเพลง นอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง จะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและความเครียดได้ แต่กุญแจสำคัญอยู่ที่คุณต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเอง

7.ดูแลตัวเอง

ร่างกายของคุณ ถ้าคุณไม่ดูแลแล้วจะหวังให้ใครมาดูแล สุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณจะดีหรือแย่อยู่ที่การดูแลตัวเอง พลังงานที่ทำให้เราดำรงชีวิตได้มาจาก 2 ส่วน คือ พลังทางกายและพลังทางจิตใจ หากคุณรู้สึกว่าตัวเองเริ่มล้า คุณต้องระบุให้ได้ว่าต้องการเพิ่มพลังกายหรือพลังใจ หากต้องการพลังงานกายเพราะหิว คุณก็ไปหาอะไร (ที่มีประโยชน์) กิน ง่วงก็ไปงีบ เหนื่อยก็ดื่มน้ำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย แต่ถ้าต้องการพลังใจ คุณต้องหากิจกรรมที่ช่วยกำจัดพลังงานลบ ลองออกไปเดินรับอากาศบริสุทธิ์ หรือทำอะไรที่ออกแรงกายมากๆ เพื่อผ่อนความตึงเครียดลง

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:อาการอ่อนเพลีย

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564

6 วิธีช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน


6 วิธีช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน

1.ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย

2.หลีกเลี่ยงปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะไมเกรน

3.นอนพักในที่มืดและเงียบสงบ

4.ประคบเย็นบริเวณศีรษะ

5.ปรับพฤติกรรมการนอน และการรับประทานอาหาร

6.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


9 สาเหตุที่ปวดหัวไมเกรน

1.การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิง

2.ความเครียด

3.สภาพแวดล้อม เช่น แสงจ้าหรือแสงแฟลช เสียงดัง กลิ่นที่รุนแรง หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบฉับพลัน

4.การใช้ยาบางชนิด

5.การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือมากเกินไป

6.ออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากเกินไป

7.การสูบบุหรี่

8.อาการถอนคาเฟอีน

9.การอดอาหาร หรือการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการ: ปวดหัวไมเกรน

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ตะคริว คืออะไร แก้ไขอย่างไร

 ตะคริว คืออะไร แก้ไขอย่างไร


ตะคริว คือ อาการหดเกร็งที่ทำให้กล้ามเนื้อปวดและเป็นก้อนแข็ง ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยที่เราไม่สามารถบังคับได้ บางครั้งก็อาจมีอาการปวดหรือเจ็บกล้ามเนื้อมัดที่เกิดการหดเกร็ง การเป็นตะคริวนี้อาจเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อส่วนใดของร่างกายก็ได้ และอาจเกิดกับกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียวหรือหลายๆ มัด พร้อมกันก็ได้

“ตะคริว” เกิดขึ้นได้หลายช่วงเวลา แม้ในช่วงที่ไม่ควรเกิดขึ้น จนอาจนำอันตรายมาสู่เราได้ เช่น ตอนว่ายน้ำ ตอนวิ่ง ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน บางรายอาจมีอาการตะคริวที่ขาในขณะนอนหลับตอนกลางคืนจนสะดุ้งตื่น หรือที่เรียกว่าตะคริวกลางคืน ซึ่งมักเกิดกับกล้ามเนื้อขาและพบได้บ่อยในคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ บางรายก็เกิดที่ หลัง หรือหน้าท้อง 

การเกิดตะคริวจะเป็นอยู่เพียงแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ทิ้งเวลาไว้ซักพักภายใน 2-15 นาที อาการจะดีขึ้น ในบางรายอาจมีอาการปวดเรื้อรังเป็นวันก่อนจะหายอย่างสมบูรณ์ การเกิดตะคริวทำให้เกิดปัญหาการเคลื่อนไหวในจุดนั้นๆ เราจึงจำเป็นต้องรู้จักอาการนี้ทั้งสาเหตุ การรักษา และการป้องกัน

สาเหตุของการเกิดตะคริว

  1. ตะคริวเกิดจากสาเหตุมากมายหลายประการจนยากที่จะระมัดระวังได้ จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมการเกิดตะคริวได้ สาเหตุที่ว่านั้น อาจเกิดจาก
  2. เอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้ยืดตัวบ่อยๆ จึงทำให้มีการหดรั้งหรือเกร็งได้ง่าย
  3. เซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติในขณะนอนหลับ
  4. เกิดได้จากโรคบางโรค เช่น โรคตับ หรือโรคไต
  5. เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่ม เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาราโลซิฟีน เป็นต้น

  • การดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อขาดน้ำ
  • เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล โดยเฉพาะโซเดียมและโพแทสเซียม ได้แก่ ท้องเดิน อาเจียน เสียเหงื่อมาก
  • ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ก็อาจเป็นตะคริวได้บ่อย
  • ตั้งครรภ์อาจเป็นตะคริวได้บ่อยขึ้น เนื่องจากระดับของแคลเซียมในเลือดต่ำ
  • บาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ อาจเกิดจากการกระแทกระหว่างเล่นกีฬา
  • ใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นทำงานหนักมากเกินไประหว่างการทำกิจกรรมออกแรง
  • เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ จากการออกกำลังกายหนักหรือวอร์มอัพไม่พ่อ
  • การนอน นั่ง หรือยืน ในท่าที่ไม่สะดวกนานๆ ก็ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก
  • ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หรือหลอดเลือดตีบตันๆ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี

จะแก้ตะคริวอย่างไร

หากเกิดตะคริวขณะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาบนบก ให้ยืดกล้ามเนื้อ หรือนวดบริเวณที่เป็นตะคริวประมาณ 1-2 นาที หากอาการยังไม่หายดี ให้ค่อยๆนวดไปเรื่อยๆ

หากเกิดตะคริวขณะว่ายน้ำ เราต้องตั้งสติ พยายามทำให้ตัวของเราลอยน้ำอยู่ตลอดเวลา หากเกิดตะคริวที่น่องด้านหลัง ให้หงายตัวขึ้น ใช้มือพยุงน้ำให้ลอย และยกขาขึ้นเหนือน้ำเข้าหาใบหน้า หากเกิดตะคริวหลังขาอ่อน พยายามอยู่ในท่านอนคว่ำ และพับข้อเท้าเข้าหาด้านหลัง หากเกิดตะคริวที่ข้อเท้า นอนหงายและให้เท้าอยู่บนผิวน้ำ แล้วนวด หรือหมุนเบาๆ ที่ข้อเท้า

หากเกิดอาการเป็นตะคริวในขณะที่นอน ให้ยืดกล้ามเนื้อขา โดยยืดขาให้ตรง กระดกปลายเท้าขึ้น ค้างไว้ 5 วินาที ทำแบบนี้ 5-10 ครั้ง แล้วนวดกล้ามเนื้อขาเป็นวงกลมจนกว่าจะหาย

หากสตรีตั้งครรภ์เกิดตะคริว ให้ปรึกษาแพทย์ที่ฝากครรภ์ เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างละเอียด และทำการรักษา เนื่องจากอาการตะคริวอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ: ตะคริว




วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564

คออักเสบ อาการเรื้อรังที่ส่งผลให้เกิดอาการตีบรั่วของหัวใจ

คออักเสบ อาการเรื้อรังที่ส่งผลให้เกิดอาการตีบรั่วของหัวใจ

คออักเสบ คืออะไร

คออักเสบ หรือ Pharyngitis คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทั้งไวรัสและแบคทีเรียภายในอากาศ ซึ่งโรคชนิดนี้สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้ทุกวัย และหากผู้ป่วยเป็นเด็กก็เสี่ยงต่อการทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น โรคหัวใจรูมาติก

อาการของคออักเสบ

1.อาการที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ลักษณะของอาการจะมีเสียงแหบ มีอาการคอแห้ง คอแดง มีไข้ต่ำกว่าการติดเชื้อจากแบคทีเรีย น้ำมูกไหล ไม่อยากอาหาร อ่อนเพลีย ผื่นขึ้นตามผิวหนัง และอาจมีอาการร้อนใน และในส่วนของผู้ป่วยเด็กจะมีอาการท้องร่วงร่วมอยู่ด้วย

2.อาการที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะของอาการจะมีไข้ ปวดเมื่อยไม่สบายตัว ปวดศีรษะ มีจุดสีแดงหรือรอยขาวรอยเทาที่คอ คอบวมแต่เมื่อกดจะไม่มีอาการปวด และในส่วนของผู้ป่วยเด็กจะมีอาการปวดท้องและคลื่นไส้อาเจียนร่วมอยู่ด้วย

วิธีรักษาคออักเสบ

ในส่วนของวิธีการรักษาโรคคออักเสบนั้นควรรักษาตามอาการจนกว่าเชื้อจะถูกกำจัดผ่านภูมิคุ้มกันของร่างกาย พร้อมทั้งการดูแลตัวเองด้วยวิธีดังนี้

1.อาการคออักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ควรรักษาด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากๆ หมั่นดื่มน้ำอุ่น กินอาหารที่ย่อยง่าย ห้ามปล่อยให้คอแห้ง และกินยาลดไข้หรือยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง

2.อาการคออักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย รักษาด้วยการกินยาที่สามารถฆ่าเชื้อได้ตามแพทย์สั่ง ซึ่งจำเป็นต้องกินยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 7-10 วัน อย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดกินยาด้วยตัวเองเมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้น เพราะจะส่งผลให้การรักษาไม่เป็นผลสำเร็จ และอาจทำให้เกิดการดื้อยาได้

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ คออักเสบ

3 ประเภทของอาการ แผลหนอง วิธีดูแล แผลเป็นหนอง ที่ถูกต้อง

3 ประเภทของอาการ แผลหนอง วิธีดูแล แผลเป็นหนอง ที่ถูกต้อง

วิธีดูแล รักษาแผลเป็นหนอง

การรักษาหนองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มีความรุนแรง การรักษาแผลเป็นหนองนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและลักษณะของบาดแผล เมื่อพบว่าแผลมีหนอง แพทย์จะทำการระบายหนองออกโดยยังคงรักษาความชุ่มชื่นของแผลไว้เพื่อให้ร่างกายนั้นรักษาตัวเองไว้ได้ แผลที่มีการติดเชื้อมากๆ นั้นอาจจะต้องได้รับยาเพื่อรักษาโดยเฉพาะ ซึ่งยาแต่ละชนิดแพทย์จะทำการสั่งโดยวินิจฉัยจากอาการ

ประเภทของ แผลเป็นหนอง

ประเภทของแผลเป็นหนองนั้นสามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้

1. Sanguineous drainage

หนองชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นสีแดงสดหรือสีชมพู โดยหนองชนิดนี้จะประกอบไปด้วย เลือดสดเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับน้ำเชื่อม แต่จะมีความข้นและความหนืดมากกว่าเลือดปกติ ซึ่งหนองชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นกับแผลที่เพิ่งเป็น หากเกิดหนองชนิดนี้หลังจากที่เป็นแผลได้ 2-3 ชั่วโมง แสดงว่าแผลนั้นเกิดการฟกช้ำ

2. Serous drainage

หนองชนิดนี้เป็นหนองที่ประกอบไปด้วยโปรตีน เซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์สำคัญอื่นๆ ที่ร่างกายมักจะใช้ในการรักษาตัวเอง หนองชนิดนี้มีลักษณะใส และโปร่งแสงคล้ายกับน้ำ หากมีหนองชนิดนี้ที่แผลมากเกิดไป อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าบริเวณแผลมีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายอยู่บริเวณนั้น

3. Serosanguineous drainage

หนองชนิดเป็นหนองที่ผสมกันระหว่างหนองสองชนิดข้างต้น ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โดยหนองชนิดนี้มักจะมีสีชมพูออกแดง มักจะเกิดขึ้นหลังจากเปลี่ยนผ้าพันแผล

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ แผลหนอง

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ตาตุ่มคล่ำดำทำไงดีแก้ไข ด้วย 4 วิธี นี้ทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ตาตุ่มคล่ำดำทำไงดีแก้ไข ด้วย 4 วิธี นี้ทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

แช่เท้าในน้ำอุ่น

การแช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นการช่วยให้ผิวหนังกำพร้าอ่อนตัวลงและง่ายต่อการขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หากจะใช้รักษาตาตุ่มด้าน ให้ผสมน้ำอุ่นในกะละมัง ในปริมาณที่พอให้ท่วมตาตุ่ม จากนั้นฝานมะกรูดลงไปในน้ำอุ่นเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายแล้วแช่เท้าลงไป ระหว่างแช่ค่อยๆ นวดและขัดเบาๆ ด้วยเกลือขัดผิว นอกจากจะช่วยลดอาการตาตุ่มด้านแล้วยังช่วยกำจัดแบคทีเรีย และกลิ่นเท้าเหม็นได้อีกด้วย

ขัดด้วยหินพัมมิส

หินพัมมิส เป็นหินที่เกิดจากการประทุของภูเขาไฟแล้วเย็นตัวอย่างรวดเร็วจึงทำให้มีรูพรุนทั้งก้อน และจากที่มีรูพรุนนี้เมื่อนำมาขัดผิว จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปอย่างนุ่มนวล โดยหลังจากแช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 5-10 นาที แล้วใช้หินพัมมิสค่อยๆ ขัดบริเวณตาตุ่มจะให้หนังกำพร้าที่มีสีดำและด้าน ค่อยๆ หลุดออกไปอย่างนุ่มนวล

ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื่น

ทุกครั้งหลังจากขั้นตอนการขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ควรทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิวหนังที่จะเกิดใหม่ของตาตุ่มทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาดำ และด้านอีก

สครับตาตุ่ม

ในขณะอาบน้ำทุกครั้งเมื่อเราสครับส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว อย่าลืมที่จะทำการสครับบริเวณตาตุ่มด้วยทุกครั้ง เพื่อลดความด้านดำของผิวหนังบริเวณนี้ และควรสครับเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป จากนั้นควรบำรุงผิวหนังที่เกิดใหม่ให้กลับมาเนียนนุ่มเหมือนเดิม

สาระน่ารู้ :เกี่ยวกับตาตุ่มคล่ำดำ

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564

4วิธี แก้การเป็นสิวที่รักแร้

 4 วิธี แก้การเป็นสิวที่รักแร้ 

วิธีรักษาสิวที่รักแร้

           1. หากสิวเกิดจากอาการขนคุด ควรสะกิดให้รูขุมขนเปิดออก ด้วยการนำเอาปลายเข็มหมุดเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ให้สะอาด แล้วค่อย ๆ ใช้แหนบดึงหรือเขี่ยเอาออก จากนั้นจึงแต้มด้วยยาทาสิวเพื่อลดการอักเสบ

          2. ใช้ครีมและโลชั่นแต้มสิวทุกครั้งหลังอาบน้ำ เพียงแต้มลงไปบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิวเป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาสิวบริเวณรักแร้ได้เช่นเดียวกัน

          3. หลีกเลี่ยงการบีบเค้นสิว ขัดถูผิวใต้วงแขนที่รุนแรง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง บวมอักเสบได้มากกว่าเดิม

           4.หากมีอาการเจ็บมากหรือมีสิวค่อนข้างใหญ่ ควรเดินทางไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจวิเคราะห์และรักษาสิวได้อย่างถูกต้อง

          วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดสิวบริเวณรักแร้

           1. เมื่อกลับถึงบ้านให้รีบอาบน้ำ ทำความสะอาด โดยใช้ใยบวบขัดถูคราบเหงื่อขี้ไคลที่ติดอยู่ให้หมดเกลี้ยงแล้วเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้เสื้อผ้าและผิวหนังเกิดการอับชื้น หมักหมมเป็นเวลานาน ๆ เพราะสิวอาจกลับมาเกิดใหม่ได้

           2.ไม่ควรลูบสัมผัสผิวใต้วงแขนบ่อย ๆ เพราะมือของเราในวัน ๆ หนึ่งหยิบจับนู่นนี่ตลอดทั้งวัน จึงทำให้แบคทีเรีย ฝุ่นละอองและเชื้อโรคต่าง ๆ เกาะติดอยู่ตามซอกเล็บและนิ้วมือเป็นจำนวนมาก

          3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและอ่อนโยนต่อผิวหนัง เช่น สารส้ม แป้งระงับกลิ่นกาย หลีกเลี่ยงโรลออนที่มีส่วนผสมของน้ำหอม สารเคมีและแอลกอฮอล์ไว้จะดีที่สุดจ้า

          4.เมื่อได้ทราบทั้งสาเหตุและวิธีแก้สิวบริเวณรักแร้เหล่านี้แล้ว ก็อย่าลืมนำไปลองทำตามกันอย่างสม่ำเสมออีกด้วย รับรองว่าช่วยลดปัญหาสิวบุกรักแร้ได้อย่างแน่นอนจ้า

สาระน่ารู้เกี่นวกับ:สิวที่รักแร้ 

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564

อายุ 30 ปีขึ้นไปควร ระวัง 4 โรค “ต้อ” ทำร้ายดวงตา

 อายุ 30 ปีขึ้นไปควร ระวัง 4 โรค “ต้อ” ทำร้ายดวงตา

ต้อลม (Pinguecula) 

ลักษณะจะเป็นเนื้อนูนที่เยื่อบุตาด้านข้างกระจกตาหรือตาดำ จะอยู่เฉพาะที่เยื่อบุตาขาว (Conjunctiva) ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณหัวตาด้านในบริเวณใกล้จมูก แต่สามารถเกิดที่หางตาและหัวตาพร้อมกันได้ เมื่อเยื่อบุตานูนขึ้น จะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองตามากขึ้น สาเหตุมาจากรังสียูวี เช่น จากแสงแดด และเมื่อโดนลมหรือฝุ่นจะทำให้เคืองตามากขึ้นได้จากการอักเสบหรือผิวตาแห้งง่าย

พบได้ในทุกเพศทุกวัยพบได้มากในประเทศเขตร้อน เพราะสัมพันธ์กับการเจอแดด โดยส่วนใหญ่อายุที่พบจะมากกว่า 30 ปีขึ้นไป

อาการที่เกิดขึ้นคือ

- เคืองตา

- แสบตา

- คันตา

- ตาแดงอักเสบ

การรักษาต้อลมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค หากต้อมีขนาดเล็ก จะไม่รู้สึกระคายเคืองนัก การรักษาในระยะนี้แพทย์จะแนะนำให้เน้นการป้องกัน เพื่อไม่ให้เป็นมากขึ้น โดยปกป้องดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตอย่างเคร่งครัด ด้วยการสวมแว่นกันแดดอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีกิจกรรมนอกอาคาร เพื่อไม่ให้ต้อเติบโตลุกลาม ถ้ามีอาการระคายเคืองหากเกิดการอักเสบแดง แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ลดอาการอักเสบ

ต้อเนื้อ (Pterygium)

มีลักษณะเป็นเนื้อสามเหลี่ยม โดยมีหัวอยู่ที่กระจกตา เนื้อเยื่อเหมือนเยื่อบุตาซึ่งมีเส้นเลือดวิ่งเข้าไปเกาะอยู่บนกระจกตาดำ จะแดงมากน้อยขึ้นอยู่กับมีปริมาณเส้นเลือดบริเวณต้อเนื้อและการอักเสบ ต้อเนื้อส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณหัวตาด้านในใกล้จมูก แต่สามารถเกิดที่หางตาและหัวตาพร้อมกันได้เช่นเดียวกัน ต้อเนื้อจะเกิดจากการถูกแสงอัลตราไวโอเลต (UV) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

มักพบในคนที่อาศัยในเขตอากาศร้อน ใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้ง หรือโดนแสงแดดในปริมาณมาก 

ถ้าต้อเนื้อมีการลุกลามเข้าไปบนกระจกตา และมีขนาดใหญ่ อักเสบเรื้อรัง รวมถึงมีการมองเห็นที่แย่ลงเพราะต้อไปกดกระจกตา แพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อเนื้อ เพื่อเอาเนื้อเยื่อต้อเนื้อออกจากเยื่อตาและผิวกระจกตา ถึงจะผ่าตัดออกแล้วแต่ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นอีก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยและผู้ที่ยังคงได้รับรังสี UV อย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดต้อเนื้อซ้ำแพทย์มักผ่าตัดด้วยวิธีปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใหม่โดยใช้เยื่อบุตาขาวของผู้ป่วยเองหรือเยื่อหุ้มรกที่เตรียมพิเศษ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบันโดยอาจใช้วิธีเย็บเนื้อเยื่อหรือใช้ Fibrin Glue การป้องกันจะเหมือนต้อลม คือ ควรหลีกเลี่ยงแดดจ้า โดยเฉพาะช่วยสายถึงบ่ายต้น ๆ หากทำกิจกรรมกลางแจ้งควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้ง และพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลม ฝุ่น ควัน ที่ส่งผลทำให้กระตุ้นการอักเสบระคายเคืองมากขึ้นได้

ต้อกระจก (Cataract)

การเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุทำให้เลนส์แก้วตาขุ่นลง มักพบในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่เกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น เป็นตั้งแต่กำเนิด หรือจากอุบัติเหตุกับดวงตา หรือการได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น 

ทุกคนมีโอกาสเป็นต้อกระจกตามวัยเพราะความเสื่อมของร่างกาย อาจเป็นเร็วช้าต่างกัน 

อาการที่พบ คือ

- มองเห็นเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง

- เห็นสีเพี้ยน

- เห็นภาพซ้อน

- ตามัวในช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน

- เมื่ออยู่กลางแดดตาจะสู้แสงไม่ได้ 

ยังไม่มีการรักษาด้วยการกินยาหรือหยอดตา เมื่อสายตามัวลงจะมีผลต่อการใช้ชีวิตควรได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ปัจจุบันวิธีที่เป็นมาตรฐานที่นิยมคือ วิธีสลายต้อกระจกด้วยเครื่องสลายต้อและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Phacoemulsification with Intraocular Lens) โดยส่วนใหญ่ใช้เพียงแค่ยาชาเฉพาะที่ ผ่าตัดเร็ว แผลมีขนาดเล็ก กลับมามองเห็นได้เร็ว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่ทดแทนเมื่อนำต้อกระจกออกแล้ว ในปัจจุบันมีให้เลือกหลายชนิดตามความต้องการของคนไข้ มีทั้งเลนส์ที่ชัดระยะเดียว มองไกลได้ชัดเจนมากขึ้น หรือเลนส์ชัดหลายระยะ ใส่แว่นน้อยลง กลับมาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น หรือถ้าคนไข้มีสายตาเอียงสามารถแก้สายตาเอียงไปพร้อมกันได้จากการเลือกเลนส์ให้เหมาะสม 

การป้องกัน แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้งเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ไม่ให้ดวงตาถูกกระแทก เลี่ยงการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น และเมื่ออายุมากขึ้นควรตรวจตาปีละครั้งเพราะส่วนใหญ่การเกิดต้อกระจกสัมพันธ์กับความเสื่อมตามวัย

ต้อหิน (Glaucoma)

โรคที่มีความเสื่อมของเส้นประสาทและขั้วประสาทตาทำให้สูญเสียการมองเห็น ลานสายตาแคบลง มักพบความดันในลูกตาสูงซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้โรคแย่ลง ส่งผลทำลายเส้นประสาทตาและขั้วประสาทตา ทำให้เกิดการสูญเสียลานสายตาอย่างถาวรได้ 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ เพราะกลุ่มใหญ่ๆของต้อหินไม่มีอาการบอกล่วงหน้า แต่ถ้าเป็นต้อหินมุมปิดเฉียบพลันอาจมีอาการปวดตา ตาแดง ต้อหินบางชนิดความดันลูกตาไม่สูง แต่ต้องคุมความดันตาให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมมากขึ้น ถ้าหากไม่ทำการรักษาจะทำให้ลานสายตาค่อยๆ แคบลงจนตาบอดได้ในที่สุด 

สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุแต่ที่พบมากคืออายุ 40 ปีขึ้นไป 

ต้อหินที่พบมีทั้งต้อหินเฉียบพลันที่มีอาการปวดตาในทันทีทันใดและเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ และต้อหินเรื้อรังที่ไม่มีอาการใดๆ ต้องตรวจตาและวัดความดันลูกตาถึงสามารถรู้ได้ 

การรักษาแม้ไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่ช่วยควบคุมไม่ให้อาการแย่ลง ส่วนใหญ่รักษาเพื่อควบคุมความดันลูกตาให้เหมาะสม โดยมีทั้งการใช้ยาหยอดตา ยารับประทาน การใช้เลเซอร์รักษาตามชนิดต้อหิน และการผ่าตัดที่ใช้เมื่อรักษาด้วยยาและเลเซอร์ไม่ได้ผล โดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของจักษุแพทย์เพื่อคุมความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ดี ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็กสายตาเป็นประจำทุกปี

การได้รับการตรวจเช็กดวงตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปีเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากจะช่วยประเมินสุขภาพดวงตาได้อย่างละเอียดแล้ว หากตรวจพบว่าดวงตามีปัญหาโรคต้อสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ก่อนที่จะร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น

สาระน่ารู้:เกี่ยวกับโรคของดวงตา

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564

5 อาหารที่แม่เพิ่งคลอดไม่ควรกิน

 5 อาหารที่แม่เพิ่งคลอดไม่ควรกิน

เมนูอาหารสำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกมาใหม่นั้น จะมีด้วยกันหลายเมนูที่ให้ประโยชน์ทั้งการบำรุงสุขภาพของคุณแม่ กระตุ้นให้มีน้ำนมมากขึ้นและเป็นผลดีต่อลูกน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็มีเมนูต้องห้ามที่คุณแม่ไม่ควรรับประทานอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำลายสุขภาพของตัวเองแล้ว ยังอาจส่งผลไปกับน้ำนมและทำร้ายสุขภาพของลูกได้อีกด้วย

1.อาหารหมักดอง

อาหารหมักดองจะอุดมไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการดองและรักษารูปแบบของอาหารไว้ได้อย่างยาวนาน จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพของแม่และลูกน้อยโดยตรง ถ้าคุณแม่ต้องการรับประทานอาหารหรือผลไม้ประเภทนี้ ควรละเว้นไปก่อน โดยเฉพาะแม่ที่ให้นมลูกเอง เพราะจะส่งผลเสียทำให้ลูกน้อยเกิดปัญหาที่ระบบทางเดินอาหารและเกิดท้องเสียได้ง่าย

2.อาหารรสจัด

แม้ว่าคนไทยจะชื่นชอบอาหารรสจัดที่จะต้องได้รับประทานแทบทุกมื้อ จึงจะทำให้รู้สึกดี แต่สำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกมาใหม่และให้นมลูกเอง ควรเลี่ยงอาหารรสจัดทุกประเภท ไม่ว่าจะเผ็ดจัด, เค็มจัด, เปรี้ยวจัด หรือหวานจัด เพราะอาหารเหล่านี้มักจะก่อให้เกิดแก๊สภายในกระเพาะอาหาร จึงอาจทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวและส่งผลไปกับน้ำนม ทำให้ลูกน้อยไม่อยากกินนม เพราะรสชาติของนมจะเปลี่ยนไปและอาจทำให้ท้องเสียได้

3.เครื่องดื่มอันตราย

เครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อทั้งสุขภาพของแม่และลูกน้อย คือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูงอย่างกาแฟและน้ำอัดลม รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะส่งผลเสียทำลายสุขภาพของคุณแม่หลังคลอดมากกว่าคนทั่วไปเป็น 2 เท่า พร้อมส่งผลเสียไปสู่ลูกน้อยที่ดื่มนมของคุณแม่ โดยกระทบต่อพัฒนาการ สมอง และทำให้ลูกเลี้ยงยากมากขึ้น

4.ผักบางชนิด

ผักบางชนิดควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด เช่น ดอกกะหล่ำ เพราะเป็นหนึ่งในผักที่สร้างแก๊สภายในกระเพาะอาหารได้มาก เมื่อรับประทานแล้วจึงจะทำให้รู้สึกปวดท้องและทำให้ทางเดินอาหารของเด็กระคายเคือง หรืออาจส่งผลเสีย กลายเป็นแก๊สภายในกระเพาะอาหารของเด็ก จนทำให้เกิดปัญหากระเพาะอักเสบได้อีกด้วย

5.อาหารไม่สุก

อาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกหรืออาหารดิบทุกประเภทควรหลีกเลี่ยงไว้ก่อน แม้แต่ซูชิปลาดิบก็ควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะอาจส่งผลเสียไปหาลูกน้อยผ่านทางนมแม่ได้ โดยเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย สารเคมีอันตรายบางชนิด และพยาธิที่ส่งต่อไปหาลูกน้อยได้โดยตรง

สำหรับคุณแม่ที่คลอดบุตรมาใหม่ เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม คือ เรื่องอาหาร โดยเฉพาะคุณแม่ที่จะต้องให้นมบุตรเอง ควรหลีกเลี่ยงอาหารทั้ง 5 ประเภทนี้ เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยของคุณ จนอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตได้

3 โรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิตควรรู้พร้อมวิธีแก้รักษาง่ายๆ

3 โรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิต รู้วิธีแก้รักษาง่ายๆ

ในช่วงที่หลายๆ คนต้องหันมาทำงานที่บ้าน และมักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จึงทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงโรคที่เกิดขึ้นกับมือได้เลย ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมเอา 3 โรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นกับคนทำงานมาแชร์ให้คนทำงานทุกคนได้ทราบกันค่ะ พร้อมทั้งระบุถึงสาเหตุและวิธีการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคดังกล่าวมีความรุนแรงกว่าเดิม จะมีโรคอะไรบ้างนั้นไปติดตามอ่านพร้อมๆ กันเลย

1.Trigger Finger โรคนิ้วล็อค

สาเหตุของโรคนิ้วล็อค

โรคนิ้วล็อคมีสาเหตุมาจากการใช้งานมือมากเกินไป หรือบางครั้งก็เกิดจากการใช้งานมืออย่างไม่ถูกต้อง เช่น การจับสิ่งของ หรือการเกร็งนิ้วมือเป็นเวลานานจนทำให้เกิดอาการอักเสบที่บริเวณโคนนิ้วมือ รวมทั้งเกิดการอักเสบของเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นที่ทำหน้าที่งอนิ้วมือ ดังนั้นเมื่อปลอกหุ้มเอ็นเกิดการอักเสบก็จะเกิดการหดตัว ทำให้เส้นเอ็นในปลอกประสาทถูกล็อค และไม่สามารถงอหรือเหยียดนิ้วได้

วิธีการรักษาโรคนิ้วล็อค

ในส่วนของวิธีการรักษาโรคนิ้วล็อคที่เกิดขึ้นในระยะแรกนั้น แพทย์จะทำการรักษาเพื่อให้หายอาการอักเสบด้วยการให้ผู้ป่วยกินยา หรืออาจใช้วิธีการฉีดยาที่ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องรับการผ่าตัด ทั้งนี้หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานจนถึงขั้นล็อคและมีอาการปวดมากหรือไม่สามารถงอและเหยียดนิ้วได้ รวมถึงการฉีดยาไม่เกิดผล แพทย์อาจจะพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อขยายปลอกหุ้มเอ็นที่มีปัญหาให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

2.De Quervain’s Tenosynovitis โรคเอ็นข้อมืออักเสบ

สาเหตุของโรคเอ็นข้อมืออักเสบ

สำหรับโรคเอ็นข้อมืออักเสบ ถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มผู้ทำงาน ซึ่งสาเหตุมาจากการใช้มือทำงานอย่างหนัก จนถึงขั้นทำให้เกิดอาการอักเสบที่เอ็นบริเวณข้อมือทางด้านหลังฝั่งนิ้วหัวแม่มือ สร้างความเจ็บปวดที่บริเวณดังกล่าวอย่างมากเมื่อกระดกนิ้วหัวแม่มือ

วิธีการรักษาโรคเอ็นข้อมืออักเสบ

วิธีการรักษาโรคเอ็นข้อมืออักเสบในระยะแรกจะใช้วิธีการประคบเย็นบ่อยๆ แล้วตามด้วยการขยับมือเบาๆ เพื่อให้เอ็นบริเวณข้อมือมีการยืดตัว แต่ไม่ควรทำอย่างรุนแรง ทั้งนี้ควรพักการใช้งานมือข้างที่เอ็นข้อมืออักเสบ เพื่อให้อาการกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว

3.Carpal Tunnel Syndrome โรคพังผืดเส้นประสาทที่ข้อมือ

สาเหตุของโรคพังผืดเส้นประสาทที่ข้อมือ

ในส่วนของสาเหตุของโรคพังผืดเส้นประสาทที่ข้อมือ เกิดจากการที่บริเวณข้อมือมีช่องว่างจำกัด และบริเวณดังกล่าวนั้นมีเส้นประสาทเส้นใหญ่อยู่ ซึ่งหากใช้ข้อมืออย่างหนัก ก็จะทำให้เยื่อหุ้มเอ็นเกิดการอักเสบ จะทำให้เกิดพังผืด จนไปกดเส้นประสาที่ข้อมือ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดและชาที่มือ มืออ่อนแรง และสำหรับบางคนที่มีอาการหนัก สามารถสังเกตอาการได้จากการดูบริเวณเนินพระจันทร์ ซึ่งจะมีอาการชานิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง บางส่วนจะมีอาการชาที่นิ้วนางร่วมด้วย

วิธีการรักษาโรคพังผืดเส้นประสาทที่ข้อมือ

สำหรับวิธีการรักษาโรคพังผืดเส้นประสาทที่ข้อมือในระยะแรก แพทย์จะทำการรักษาด้วยการฉีดยาหรือใส่ปลอกข้อมือ พร้อมทั้งให้ลดการใช้งานข้อมือให้น้อยลง โดยที่ยังไม่ใช้วิธีการรักษาแบบผ่าตัด แต่หากมีพังผืดไปกดเส้นประสาทมากๆ จนทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเนินพระจันทร์ลีบฝ่อและหายไป จนส่งผลให้มืออ่อนแรงและหยิบจับสิ่งของไม่ได้ ก็จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพื่อขยายช่องเส้นประสาท

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ 3 โรคยอดฮิตที่เกิดกับคนทำงาน เชื่อว่าสาวๆ หลายคนอาจจะกำลังเผชิญกับโรคใดโรคหนึ่งดังที่กล่าวมา แต่ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลมากจนเกินไป แต่ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป พร้อมทั้งลดการใช้งานมือให้น้อยลง เพื่อที่จะสามารถบรรเทาอาการปวดและเพื่อให้มือสามารถกลับมาเป็นปกติได้โดยเร็ว

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:โรคคนทำงานออฟฟิต


วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วิธีแก้ปวดหลัง แบบไม่พึ่งยา วิธีแก้ปวดหลัง ที่คุณเองก็ทำได้

วิธีแก้ปวดหลัง แบบไม่พึ่งยา วิธีแก้ปวดหลัง ที่คุณเองก็ทำได้

วิธีแก้ปวดหลัง มีด้วยกันมากมายหลายวิธี แต่รู้ไหมคะว่า วิธีที่ง่ายสุดๆ แถมไม่ต้องเสียสตางค์ก็คือการ ออกกำลังกาย แต่จะมีท่าไหนบ้าง มาดูกัน

ก่อนอื่น เราต้องรู้ถึงสาเหตุที่ทําให้ปวดหลังประการหนึ่งคือ อาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง เนื่องจากการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ถูกต้องในชีวิตประจําวัน การหักโหมออกกําลังกายหรือเล่นกีฬา

บางประเภท ฉะนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และนี่คือ เทคนิคการเยียวยาอาการปวดหลังเบื้องต้นที่สามารถทําเองได้ที่บ้านจาก Sport Injury Bulletin ประเทศสหรัฐอเมริกา

-ใช้น้ำแข็ง

ระคบด้วยถุงน้ำแข็ง (Ice Pack) บริเวณที่เป็น เพื่อบรรเทาอาการปวด ค่อยๆ เลื่อนถุงน้ำแข็ง ไปตามแนวหลังคล้ายการนวด (หรืออาจให้คนที่บ้านช่วยได้) ประมาณ 12 นาที ถึงแม้ว่าน้ำแข็งจะไม่ได้ทําให้หายปวด แต่จะช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อโดยรอบ

-ยืดเหยียดเล็กน้อย

การยืดเหยียดจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง โดยทําตามวิธีดังต่อไปนี้

นอนบนพื้นราบหรือบนเตียง แขนทั้งสองอยู่ข้างลําตัว

เกร็งหน้าท้อง กดแผ่นหลังให้ติดพื้น ค้างท่าไว้ ประมาณ 12 วินาที เป็นท่าง่ายๆ ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ

-เวิร์คเอ๊าต์ช่วงขา

ท่านอนยกขาจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อ หลังส่วนล่างให้แข็งแรงขึ้นได้ โดยทําตามวิธีดังต่อไปนี้

นอนบนพื้นราบหรือบนเตียง แขนสองข้างอยู่ข้างลําตัว

ยกแขนขวาขึ้นพร้อมกับยกขาซ้ายขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทําได้

ค้างท่าไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทําได้ จากนั้นกลับสู่ท่าเดิม แล้วทําสลับข้าง นับเป็น 1 ครั้ง

ทําซ้ำ 10 ครั้ง นับเป็น 1 เซต ทําประมาณ 2 เซต

ออกกำลังกายแก้ปวดหลัง

นายแพทย์บุญวัฒน์ จะโนภาษ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา กล่าวว่า “โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อแผ่นหลังของคนเราจะถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทําให้เกิดอาการตึงของกล้ามเนื้อ ทําให้เวลานั่งนานๆ เช่น นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือขยับตัว เปลี่ยนอิริยาบถ จะเกิดอาการปวดล้าบริเวณกลางหลังและปีกหลัง”

โดยแนวทางป้องกันอาการปวดหลังที่ดีที่สุดคือ การหมั่นฝึกออกกําลังกายเพื่อความ แข็งแรงและสร้างความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง กระดูกสันหลัง วันนี้มีวิธีบริหารกล้ามเนื้อแผ่นหลัง กระดูก สันหลัง ซึ่งท่าบริหารเหล่านี้จะช่วยยืดและผ่อนคลายเส้นเอ็นกระดูกสันหลัง ทําให้คุณไม่ต้องกังวลกับอาการปวดหลังอีกต่อไป

Step 1

ท่าเตรียม นอนหงายลงบนพื้น

ท่าปฏิบัติ งอเข่าข้างหนึ่งเข้าหาลําตัว ใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่า ค้างไว้ นับ 1-10 ทําจนครบ 10 เซต ท่าเตรียม นอนหงายลงบนพื้น

Step 2

ท่าปฏิบัติ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นทํามุม 45 องศากับพื้น โดยพยายามเหยียดขาให้ตรง ค้างไว้ นับ 1-10 ทําจนครบ 10 เซต

แค่ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ค่ะ

สาระน่ารู้

ข้อเท้าพลิก ทำยังไงให้หายไวที่สุด ?

ข้อเท้าพลิก ทำยังไงให้หายไวที่สุด

วันนี้เกิดข้อเท้าผลิกระหว่างวิ่ง เพราะโดนมอเตอร์ไซด์วิ่งตัดหน้า อาการตอนนี้มีปวดนิดหน่อย แต่ต่อไปยังไม่รู้

ควรแก้ไขยังไงให้ไม่เกิดอาการอักเสบมากไปกว่านี้ครับ เพราะใกล้งาน BKK Marathon แล้วด้วย 

1.ประคบเย็นก่อนคืนนึงครับ เอาน้ำแช่น้ำแข็งแช่เท้าเลย จะลดอาการบวม แล้วใช้เจลตัวยาไดโคลฟีแนค ช่วยรักษากล้ามเนื้ออักเสบครับ เป็นเจลเย็นไม่ใช่ครีมร้อนนะครับ


2.ถ้าใช้ของไทยก็ถูกหน่อย ยี่ห้อไดฟีลีนก็ได้ครับ

ตอนนี้ทาไดโคลฟีแนคเรียบร้อยแล้วครับ ไดฟิลีนเกรดโรงพยาบาลครับ กำลังรอดูอาการอยู่ครับ ถ้าหนักกว่านี้สงสัยคงต้องหาหมอแล้วขอยาแก้อักเสบซึ่งไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย


3.ใส่เฝือก พักข้อได้เต็มที่ หายไว

R = rest พักและลดการใช้งานลงให้มากที่สุด

I = ice ประคบเย็นในช่วง 48 ชมหลังการบาดเจ็บ ประคบกี่รอบก็ได้ตามที่คุณต้องการ แต่อย่านานเกินครึ่งชม.ต่อครั้ง หลังจาก 2 วันเปลี้ยนเป็นประคบอุ่น ความเย็นสามารถลดอาการบวม ปวดและอักเสบได้

C = compression พันพวก bandage ผ้ายืด ให้แรงกดเพื่อลดอาการบวม แต่ต้องพันให้ถูกวิธี ไม่งั้นปลายเท้าจะขาดเลือดไปเลี้ยงได้ และไม่พันทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนนะ

E = elevation ยกขาขึ้นสูงกว่าหัวใจ เพื่อลดการไหลเวียนเลือดไปตรงนั้น เพราะเมื่อเกิดการอักเสบจะมีสารน้ำต่างๆ ไปคั่งมากขึ้นทำให้เกิดอาการบวม


4.เคยข้อเท้าพลิกเนื่องจากเดินตกหลุมค่ะ ทีแรกคิดว่าแค่เท้าแพลงธรรมดา

ตอนนั้นด้วยความไม่รู่เอาเคาท์เตอร์เพนแบบร้อนทาเข้าไป (จริงๆ ต้องใช้แบบเจลเย็นทา)

มันเลยยิ่งบวมยิ่งอักเสบเข้าไปใหญ่ กลายเป็นว่าเดินไม่ได้

ไปหาหมอที่โรงพยาบาล ได้ผ้าก็อตพันเท้า ยานวดแก้ปวด ยากินแก้อักเสบมา จนยาหมด ก็ยังไม่หายดีค่ะ

อาการคือจะเจ็บแปลบๆ บริเวณข้อเท้า ทำให้เวลาเดินต้องเดินกะเผลก บางทีก็ทำให้เดินเกร็งเท้าแบบไม่รู้ตัว

นานเข้ามันเลยเดินเกร็งเป็นนิสัย จากที่เคยเจ็บแค่ข้อเท้า มันลามมาถึงหัวเข่า

บริเวณที่เจ็บ ไม่ใช่ข้อกระดูกนะคะ แต่เป็นเส้นเอ็นค่ะ

เจ็บเส้นเอ็นที่ข้อเท้า พอเดินเกร็งมากๆ มันก็ลามมาเจ็บเส้นเอ็นบริเวณเข่าอีก

ตอนนั้นไม่คิดว่ามันเป็นเพราะเราเดินเกร็งเลยค่ะ

เวลาผ่านไปเดือนกว่าๆ นับจากที่เท้าแพลง ตัดสินใจไปหาหมอจับเส้น

หมอบอกว่าทิ้งไว้นานขนาดนี้ ต้องจับกันนานหน่อย

ถ้ามาตั้งแต่แรก จับทีเดียวก็หาย

ครั้งแรก ที่จับรู้สึกดีขึ้น เจ็บน้อยลง แต่หมอบอกให้แก้ท่าเดิน อย่าเกร็งเท้าเวลาเดิน

ถ้ามันเจ็บก็ปล่อยมันเจ็บไป อดทนหน่อย แต่ต้องเดินสบายๆ เดินด้วยท่าปกติ เกร็งไม่ได้

ช่วงแรกต้องปรับตัวกันนานทีเดียวค่ะ

เราไปจับอยู่ 3 ครั้ง อาการปวดเส้นเอ็นก็หาย

ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บของ จขกท. เป็นที่ข้อกระดูกหรือเส้นเอ็น

ถ้าเป็นที่เส้นเอ็น ทายายังไงก็ไม่หายค่ะ เพราะยามันไปจับเส้นเอ็นให้พลิกกลับมาท่าเดิมไม่ได้

ถ้าอยากทราบหมอที่อยู่หมอจับเส้น หลังไมค์ได้นะคะ

ปล. เราไม่มีส่วนได้เสียใดๆ กะหมอจับเส้นค่ะ

5.เพิ่งเป็นมายังไม่หายเลยอะ

ตอนแรกนึกว่าพลิกธรรมดา แต่ไม่ใช่แฮะ มันบวมมากๆ   ออกแนวม่วงๆแดงๆ

ปรากฏเอ็นฉีก  เข้าเฝือกแล้วไม่กี่วันดันแกะออก เพราะรู้สึกดีขึ้น

พอเดินนานๆ ไกลๆกลับมาบวมอีก

จนป่านนี้4 เดือนแล่ว ยังได้ยินเสียงกรึบๆ เจ็บเวลาขยับข้อเท้าอยู่เลย

เพราะเราไม่ยอมเข้าเฝือกไม่งั้นหายไปแล้ว

สรุปคือห้ามเอาออกแบบเราเด็ดขาด


6.เรื่องจับเส้นไปหาหมอนวดนี่อย่าเลย เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ ทาทีดีที่สุดคือเข้าเฝือก งดเดิน

งดขึ้นบันได ถ้าเลี่ยงไม่ได้หยุดพักเท้าเป็นระยะ ไม่งั้นกลับมาอีกที บวมฉึ่ง

ผมเคยประคบเย็นสองวัน แล้วประคบร้อน ปรากฎว่า ข้อเท้าบวม


7.ไปหาหมอโดนว่าแทบแย่ คุณหมอบอกให้ประคบเย็นไปจนกว่าจะหายบวม

โดยเฉพาะตอนเย็นทุกๆวัน เพราะกลางวันต้องใช้ขาในการเดินอยู่แ้ล้ว

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ถึงจะประคบอุ่นได้

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก PanTip

สาระน่ารู้

แจก 7 สูตร DIY มาสก์หน้า "ลดรอยสิว"

 แจก 7 สูตร DIY มาสก์หน้า "ลดรอยสิว" 

1 มาสก์น้ำผึ้ง + อบเชย

เริ่มต้นด้วยสูตรมาสก์ลดรอยสิวแบบฉบับ DIY สูตรแรกอย่าง มาสก์น้ำผึ้ง + อบเชย ก่อนเลยค่ะ สาวๆ รู้รึเปล่าว่าน้ำผึ้งที่นำมาราดขนมปังหรือชงผสมกับเครื่องดื่ม ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยเพิ่มพลังความสวยและแก้ปัญหาผิวได้เหมือนกันนะ เพราะ “ น้ำผึ้ง ” มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว และช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วออกไป พอนำมาผสมกับ “ อบเชย ” ที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านการอักเสบ เลยกลายเป็นสูตรมาสก์หน้าที่ช่วยลดรอยสิวให้แลดูจางลงและผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น


โดยวิธีการทำมาสก์หน้าลดรอยสิวสูตรนี้ก็ให้ ผสมผงอบเชย 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 2 สองช้อนชา แล้วคนจนส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นก็ทาเนื้อมาสก์ให้ทั่วผิวหน้าที่สะอาด พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 - 15 นาที แล้วล้างออก ซึ่งมาสก์หน้าสูตรนี้สามารถทำเป็นประจำทุกวันเพื่อลดรอยสิวแบบติดสปีดได้เลย

2 มาสก์นมสด + น้ำผึ้ง + ผงขมิ้นชัน

ตามมาดูต่อกับสูตรมาสก์หน้าลดรอยสิวสูตรที่สองอย่าง มาสก์นมสด + น้ำผึ้ง + ผงขมิ้นชัน ที่ยังคงมีส่วนผสมของ “ น้ำผึ้ง ” ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นช่วยเรื่องการสมานแผลและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว รวมพลังมาพร้อมกับ “ นมสด ” ที่อุดมด้วยกรดแลคติก ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและต้านริ้วรอยก่อนวัย ส่วน “ ผงขมิ้นชัน ” ก็มีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ พอส่วนผสมทั้งสามอย่างมารวมตัวกันก็จะช่วยลดรอยสิวหรือรอยดำให้แลดูจางลงอย่างเห็นผล


ถึงแม้ว่ามาสก์หน้าสูตรนี้จะมีส่วนผสมหลายอย่าง แต่ขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยนะ แค่ผสมผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา นมสด 2 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา คนจนส่วนผสมเข้ากันและเนื้อข้นขึ้น แล้วปาดเนื้อมาสก์ให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ 10 - 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า พอมาสก์หน้าด้วยสูตรนี้เป็นประจำ 2 - 3 ครั้ง / สัปดาห์ ก็จะช่วยให้รอยสิว รอยดำ และจุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลงไป

3 มาสก์ว่านหางจระเข้

เราเชื่อว่าใครที่เป็นคนชอบเสิร์ชสูตรความงามแบบฉบับ DIY เป็นประจำ ก็คงจะเคยเห็น “ ว่านหางจระเข้ ” ผ่านตากันอยู่บ่อยๆ แน่เลยใช่มั้ยละ??? สาเหตุก็เป็นเพราะว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ โดยเฉพาะคุณสมบัติช่วยฟื้นบำรุงและแก้ปัญหาผิวได้หลายอย่าง รวมทั้งคนที่กำลังกังวลใจกับรอยสิวบนผิวหน้าก็สามารถใช้ มาสก์ว่านหางจระเข้ ได้เหมือนกัน เพราะว่านหางจระเข้จะช่วยปลอบประโลมผิว ทาแล้วรู้สึกเย็นสบายผิวสุดๆ พร้อมช่วยต้านการอักเสบของผิว นอกจากนี้ในว่างหางจระเข้ยังมีซัลเฟอร์และกรดซาลิไซลิก ที่ช่วยลดการอักเสบของสิวและลดรอยสิวให้แลดูจางลงด้วยนั่นเอง


วิธีการ DIY มาสก์ว่านหางจระเข้ก็ให้ นำเจลว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา พอคนส่วนผสมจนเข้ากันแล้วก็ให้ทาเนื้อมาสก์ให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ 10 - 15 นาทีแล้วล้างออก โดยมาสก์หน้าสูตรนี้จะช่วยควบคุมความมันส่วนเกิน ลดการระคายเคืองผิว และแก้ปัญหารอยสิวได้ด้วย

 

4 มาสก์นมอัลมอนด์ + ไข่ขาว

คราวนี้แวะมา DIY สูตรมาสก์หน้าไล่รอยสิวแบบง่ายๆ จากวัตถุดิบที่หาได้จากในห้องครัวบ้างดีกว่าค่ะ เพราะสูตรนี้เป็น มาสก์นมอัลมอนด์ + ไข่ขาว ที่สาวๆ จะได้รับประโยชน์จากทั้งวิตามินซีและสารฝาดสมานจาก “ นมอัลมอนด์ ” และ “ ไข่ขาว ” ช่วยเรื่องการควบคุมความมันส่วนเกินที่อาจเป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดสิว รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยสิวที่ทิ้งเอาไว้บนผิวหน้าหลังสิวยุบหรือแห้งแล้ว ถือเป็นสูตรมาสก์หน้าที่เหมาะกับคนที่มีสภาพผิวมันและเป็นสิวง่ายมากๆ เลยนะ


หากสาวคนไหนอยากลองมาสก์หน้าลดรอยสิวด้วยสูตรนี้ดูบ้างก็ให้ ผสมนมอัลมอนด์ 2 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ฟอง และน้ำเลมอน 1 ช้อนชา คนจนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า ( แต่เว้นบริเวณผิวรอบดวงตา ) พอกทิ้งไว้ประมาณ​ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า สูตรนี้ให้มาสก์หน้าเป็นประจำ 2 ครั้ง / สัปดาห์ เพื่อช่วยลดเลือนรอยสิวให้แลดูจางลงเร็วขึ้นกว่าเดิม

5 มาสก์น้ำมันมะกอก + เลมอน

มาสก์น้ำมันมะกอก + เลมอน ก็เป็นอีกหนึ่งสูตรมาสก์หน้าลดรอยสิวที่สามารถหาวัตถุดิบได้ง่ายๆ จากในห้องครัวค่ะ แต่เราแนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ “ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ” หรือ “ Extra Virgin Olive Oil ” มาใช้เป็นส่วนผสมจะดีที่สุด เพราะน้ำมันมะกอกชนิดนี้อุดมด้วยวิตามินปริมาณสูงและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีสรรพคุณช่วยเรื่องการฟื้นบำรุงและซ่อมแซมผิว พร้อมทั้งปกป้องผิวจากแบคทีเรียตัวร้ายที่เป็นตัวการก่อให้เกิดสิว ส่วน “ เลมอน ” ก็ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและขจัดสารพิษออกจากรูขุมขน ผลลัพธ์ที่ได้หลังมาสก์หน้าสูตรนี้เป็นประจำก็คือผิวแข็งแรงและดูเรียบเนียนสม่ำเสมอกัน


วิธี DIY มาสก์หน้าสูตรนี้ให้ ผสมน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเลมอน 2 - 3 หยด และน้ำเปล่าใส่ในถ้วย แล้วนำส่วนผสมไปอุ่นและวางทิ้งไว้จนคลายความร้อน จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ใช้สำลีเช็ดเนื้อมาสก์ออกแล้วล้างหน้าให้สะอาดได้เลย

6 มาสก์กล้วยหอม

สาวๆ มีใครชอบกิน “ กล้วยหอม ” เหมือนกันบ้างรึเปล่าคะ ยกมือขึ้นให้ดูหน่อยเร็ววว! ขอให้รู้ไว้เลยนะว่ากล้วยหอมเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณประโยชน์มหาศาล ทั้งกินแล้วอิ่มท้องนาน มีไฟเบอร์ปริมาณสูงที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย แถมยังมีประโยชน์เรื่องการบำรุงผิวพรรณอีกต่างหากนะ เพราะกล้วยหอมมีทั้ง วิตามินเอที่ช่วยลดเลือนรายดำ รอยสิว และจุดด่างดำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น / วิตามินบีที่ช่วยลดปัญหาผิวแห้งกร้านหรือผิวหยาบกระด้าง / วิตามินอีที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและป้องกันริ้วรอยก่อนวัย และโพแทสเซียมที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มน้ำ ซึ่งคนที่มีปัญหารอยสิวก็สามารถ DIY มาสก์กล้วยหอม เพื่อลดเลือนรอยสิวและเรียกคืนผิวเนียนใสง่ายๆ ด้วยตัวเองได้เหมือนกัน


ส่วนผสมที่ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับสูตรมาสก์กล้วยหอมก็คือ กล้วยหอมปั่นละเอียด 1 ลูก โยเกิร์ต ¼ ถ้วย และน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ นำส่วนผสมมาคนให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็ทาให้ทั่วผิวหน้าด้วยแปรงแต่งหน้า พอกทิ้งไว้ 10 - 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หลังจากมาสก์หน้าด้วยสูตรนี้แล้วจะสัมผัสได้เลยว่าผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น และหากทำเป็นประจำก็จะช่วยให้ผิวเนียนใสไร้รอยสิว

7 มาสก์เปลือกส้ม

าให้ลองจินตนาการถึงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน กัดแล้วฉ่ำน้ำ กินเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นแบบสุดๆ สาวซิสจะนึกถึงผลไม้ชนิดไหนเป็นอันดับแรกกันคะ?! เรามั่นใจว่าหลายคนจะต้องนึกถึง “ ส้ม ” อย่างแน่นอน แล้วรู้รึเปล่าว่านอกจากส้มจะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีปริมาณสูง ที่กินแล้วช่วยบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยง่ายๆ แล้ว ในส้มยังอุดมด้วยเรตินอลที่ทำหน้าที่เป็นสารผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดผิวใหม่ที่ดูเปล่งปลั่งสดใสแบบไร้รอยสิวหรือจุดด่างดำ ที่สำคัญส้มยังมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวที่ถูกทำร้าย ผ่านกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิวด้วยนั่นเอง

โดยวิธีทำ มาสก์เปลือกส้ม ให้สาวๆ ผสมผงเปลือกส้ม 1 ช้อนโต๊ะ และนมสด 1 ช้อนชา แล้วคนจนส่วนผสมเข้ากันและเริ่มข้นขึ้น จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า พอมาสก์หน้าด้วยสูตรนี้เป็นประจำ 2 ครั้ง / สัปดาห์ รอยสิวบนผิวหน้าก็จะค่อยๆ แลดูจางลง

สาระน่ารู้



 

5 วิธีแก้เล็บเหลืองให้กลับมาสวยสดใสอีกครั้ง

 5 วิธีแก้เล็บเหลืองให้กลับมาสวยสดใสอีกครั้ง

1.หยุดทาสีเล็บ

สารเคมีที่อยู่ในน้ำยาทาเล็บ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เล็บเหลือง แต่หลายคนก็ยังพยายามทาสีเล็บ เพื่อปกปิดความเหลือง การทำแบบนี้ไม่ใช้วิธีแก้เล็บเหลืองที่ถูกต้อง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด ให้หยุดทาสีเล็บสักพัก เพื่อให้เล็บได้ปรับสภาพ รอจนกว่าเล็บจะแข็งแรงจึงกลับมาทาสีเล็บใหม่อีกครั้ง

2.ตัดแต่งเล็บให้เรียบร้อย

การตัดแต่งเล็บในบางส่วนที่เสียไป ก็เป็นอีกวิธีแก้เล็บเหลืองอย่างได้ผล โดยการตัดเล็บส่วนที่เหลืองออกไป แล้วจึงใช้ตะไบปัดขอบให้เรียบร้อย รอจนกว่าเล็บจะยาวแล้วตัดค่อย ๆ ตัดส่วนปลายออกไปเรื่อย ๆ เพียงแค่นี้ก็ช่วยจัดการปัญหาเล็บเหลืองได้แล้ว

3.ขัดด้วยยาสีฟัน

การใช้ยาสีฟันในการทำความสะอาดเล็บนั้นมีหลักการเดียวกับการทำความสะอาดฟัน เพราะการขัดเล็บก็ช่วยทำให้เล็บขาวขึ้นได้ ด้วยการนำแปรงสีฟันเก่าและยาสีฟันมาให้พร้อม แล้วเริ่มลงมือขัดทำติดต่อกัน 7 วัน จะทำให้เล็บขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

4.แก้เล็บเหลืองด้วยมะนาว

หลังจากที่เราพักการทาเล็บมาสักพัก เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่อยู่ในน้ำยาทาเล็บ ก็ถึงเวลาที่จะต้องบำรุงเล็บด้วยสมุนไพร ด้วยการใช้มะนาว มาผ่าครึ่ง แล้วนำมาขัดวนให้ทั่วแล้วนวดบริเวณเล็บที่เหลือง หลังจากนั้นจึงล้างออก แล้วแช่มือลงไปในน้ำอุ่น เพียงแค่นี้ก็จะช่วยคืนความสดใสให้แก่เล็บ เล็บกลับมามีสีสวยสดใสเป็นธรรมชาติมากขึ้น

5.เลือกใช้ยาทาเล็บคุณภาพดี

สาเหตุที่ทำให้เกิดเล็บเหลือง ก็คือการใช้น้ำยาทาเล็บที่มีคุณภาพต่ำ เมื่อทาติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เล็บเสื่อมสภาพ หลังจากพักฟื้นเล็บจนมีสุขภาพดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องทาเล็บใหม่อีกครั้ง ดังนั้นในครั้งนี้ ให้เลือกใช้น้ำยาทาเล็บที่มีคุณภาพดี โดยมีคุณสมบัติในการปกป้องเล็บ และการทารองพื้นก่อนทาเล็บก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยปกป้องเล็บ ทำให้เล็บไม่เหลือง มีสีสวยสดใสเป็นธรรมชาติ

การดูแลเล็บเป็นสิ่งหนึ่งที่สาว ๆ ต้องให้ความใส่ใจ เพราะถึงแม้ว่าจะมีใบหน้าที่สดใส รูปร่างที่ดี แต่ถ้าเล็บเหลืองก็คงไม่น่าดูเท่าไหร่ สำหรับผู้ที่ชอบทาเล็บเป็นประจำแล้วเล็บเหลือง ให้นำวิธีแก้เล็บเหลืองเหล่านี้ไปใช้ จะทำให้เล็บกลับมาสดใสเป็นธรรมชาติเหมือนเดิม

สาระน่ารู้

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564

19 วิธีรักษาฝ้าบนใบหน้า

 19 วิธีรักษาฝ้าบนใบหน้า

1.การป้องกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณควรเริ่มต้นจากการหลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าหากต้องเผชิญแสงแดดก็ควรแต่งกายแบบไม่เผยผิวพร้อมกับทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวจากรังสียูวี โดยเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไป และต้องเป็นแบบ PA+++ ด้วย ถึงจะช่วยปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าต้องอยู่ภายใต้แสงแดดตลอดทั้งวัน คุณอาจเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงมากกว่านี้ แต่ให้หมั่นทาครีมกันแดดบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าครีมกันแดดยังมีประสิทธิภาพดีพอต่อการป้องกันแสงแดด ส่วนไอร้อนจากเตา รังสีจากหน้าจอคอมพ์ ก็เป็นเหตุทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน ดังนั้นเลี่ยงได้ควรเลี่ยงเลย นอกจากนี้คุณควรสังเกตตัวเองด้วยว่าเรารับประทานยาอะไรที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าหรือเปล่า เช่น ยาคุมกำเนิด ใช้เครื่องสำอางอะไรแล้วแพ้จนเป็นรอยคล้ายฝ้าหรือไม่ (ส่วนมากแล้วจะเป็นเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำหอมจะเป็นตัวการทำให้เกิดฝ้าลึก รวมไปถึงครีมทาผิวประเภทไวเทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารอันตรายอย่างสาร "ไฮโดรควิโนน") เป็นต้น

2.ดูแลตัวเองจากภายใน นอกจากการทายา ทำทรีตเมนต์ รวมไปถึงการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ในระหว่างการรักษาเราสามารถดูแลตัวเองจากภายในได้โดยการรับประทานทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ที่เป็นตัวช่วยทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ้าขยายตัวใหญ่ขึ้นนั่นเอง

3.เลือกใช้ครีมบำรุง (ครีมรักษาฝ้า) การเลือกครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ AHA, วิตามินซี, อาร์บูติน (Arbutin), กรดโคจิก (Kojic) รวมไปถึงครีมทาฝ้า ครีมแก้ฝ้า หรือครีมรักษาฝ้าต่าง ๆ ก็สามารถทำให้ฝ้าจางลงและทำให้หน้าดูกระจ่างใสขึ้นได้ เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลานานหน่อยเท่านั้น

4.สูตรหัวไชเท้า สูตรรักษาฝ้าด้วยหัวไชเท้า คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำหัวไชเท้าบดหยาบ ๆ มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที (แล้วแต่สภาพหน้าของแต่ละคนว่ารับได้แค่ไหน ส่วนคนที่มีผิวแพ้ง่ายไม่ควรใช้สูตรนี้) แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ให้คุณทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง หรือวันเว้นวัน ก็จะช่วยลดฝ้าทำให้ฝ้าดูจางลงได้มากเลยทีเดียว และนอกจากจะช่วยลดฝ้าได้แล้วหัวไชเท้ายังมีสรรพคุณช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ และทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย แต่หลังจากล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแล้ว ก็ให้กระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์หรือน้ำเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้รูขุมขนกว้าง

5.สูตรว่านหางจระเข้ วิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ ให้คุณใช้ว่านหางจระเข้ 1 ใบใหญ่ (เลือกใบล่าง ๆ แบบที่แก่แล้ว) นำไปแช่น้ำประมาณ 10 นาที จากนั้นก็ปอกเปลือกออกและล้างให้สะอาด นำไปปั่นหรือบดก็ได้ตามถนัด แล้วจึงนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที โดยสูตรนี้หากทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้ฝ้าหายได้ไวยิ่งขึ้น

6.สูตรมะขามเปียก อีกหนึ่งวิธีรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร ให้คุณนำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาบาง ๆ บริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออก วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้รอยฝ้าดูจางลงและยังช่วยลดรอยด่างดำได้ด้วย แต่ถ้าที่บ้านคุณไม่มีมะขามเปียก ก็อาจเลือกใช้เป็นน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดแทนก็ได้

7.สูตรใบบัวบก สมุนไพรรักษาฝ้าอีกสูตร ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนังได้ โดยเฉพาะฝ้า กระ และสิว วิธีใช้ก็ไม่ยาก เพียงแค่นำมาปั่นแล้วใช้น้ำใบบัวบกมาเช็ดหน้าแทนการใช้โทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน เพียงเท่านี้รอยฝ้าต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ จางลง เหลือไว้แต่ใบหน้าอันขาวเนียนสดใส

8.สูตรไข่ขาว เพียงแค่นำไข่ขาวบริเวณรอบ ๆ ไข่แดง (เฉพาะไข่ขาว) มาทาบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้าของคุณได้

9.สูตรน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิ้ลจะมีประโยชน์ในด้านการช่วยดูแลผิวพรรณได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เนื่องจากในน้ำส้มสายชูนั้นมีฤทธิ์กรด จึงช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใสและเนียนนุ่มขึ้นได้ เพียงแค่คุณนำมันมาผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วใช้สำลีชุบและเช็ดให้ทั่วใบหน้า รอจนแห้งแล้วจึงล้างออก

10.ลอกฝ้าด้วยกรด TCA, กรด AHA ฯลฯ (Chemical peeling) นับว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัย (แม้ว่าจะได้ผลช้า) ที่สามารถช่วยทำให้เซลล์ผิวชั้นบนกับเม็ดสีเมลานินหลุดออกมาได้ โดยเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลักดันให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่หลังการทำทรีตเมนต์นี้ หน้าของคุณจะไวต่อแสงแดดมาก จึงต้องป้องกันให้ดีหลังการทำ คลินิกที่ให้บริการทรีตเมนต์ตัวนี้จะแนะนำให้ทำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

11.ยากินรักษาฝ้า (Tranexamic acid) ปกติแล้วยากินชนิดนี้จะเป็นยากินที่มีคุณสมบัติทำให้เลือดแข็งตัว มีข้อบ่งใช้ที่ได้รับการรับรอง คือ การนำมาใช้รักษาและป้องกันภาวะเลือดออกในผู้ป่วยเลือดไหลหยุดยาก ส่วนการใช้ยานี้เพื่อรักษาฝ้านั้นก็เนื่องมาจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีเมลานินได้ จึงมีผลทำให้ฝ้าจางลง อย่างไรก็ตามข้อบ่งใช้ส่วนนี้ยังไม่ได้รับการรับรอง และยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัยเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน อีกทั้งข้อห้ามในการใช้และผลข้างเคียงของยาชนิดนี้ก็มีหลายอย่าง เช่น มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เจ็บหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ และจากการศึกษาผลการรักษาฝ้าส่วนใหญ่ก็มาจากการทดลองในสัตว์ ส่วนการศึกษาในมนุษย์นั้นก็พบเฉพาะในรูปแบบของยาใช้ภายนอกซึ่งก็ไม่ใช่ยากิน ดังนั้นจึงแนะนำว่าผู้จะใช้ยาหรือกำลังใช้อยู่ ให้หาทางเลือกอื่นมาใช้ในการรักษาฝ้าแทน

12.รักษาด้วยไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ยาทาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนสามารถช่วยให้การผลิตเม็ดสีถูกขัดขวางจนทำให้ผิวบริเวณที่เป็นฝ้าขาวขึ้นมาได้ แต่แม้ว่าไฮโดรควิโนนจะให้ผลในการรักษาที่ดี แต่มันก็มีข้อเสียและควรระวัง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทาง อย. ไทย ไม่อนุญาตให้ซื้อขายกันได้อย่างเสรี เว้นแต่แพทย์เท่านั้นที่สามารถจ่ายครีมที่มีส่วนผสมของยาชนิดนี้ได้

13.ฉีดเมโสรักษาฝ้า (Mesotherapy) เป็นการใช้เข็มเล็ก ๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวตื้น ๆ เพื่อการกระจายตัวยาที่ใช้รักษากระลงสู่ชั้นเซลล์ที่มีปัญหา โดยจะฉีดลึกลงไปประมาณ 1-2 มม. ระยะห่างกันไม่เกิน 1 เซนติเมตร เฉพาะบริเวณที่มีปัญหากระและฝ้า แต่ต้องทำการฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ วิธีนี้ถ้าจะหวังผลการรักษาให้เป็นที่พอใจคงเป็นไปได้ยาก อย่างมากก็แค่ช่วยให้ฝ้าดูจางลงเท่านั้น

14.ฉีดสเต็มเซล์ มีงานวิจัยชี้ว่าการฉีดสเต็มเซลล์ให้กับคนที่ต้องการรักษาผิวพรรณเพื่อย้อนวัยตัวเอง จะส่งผลทำให้ฝ้าลดลงตามไปด้วย เมื่อทำการทดลองกับคนที่ไม่ได้ต้องการย้อนวัย แต่ต้องการรักษาฝ้าเพียงอย่างเดียว ก็พบว่าสเต็มเซลล์ก็สามารถช่วยลดฝ้าได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์จากรกของเด็กที่เพิ่งคลอด หรือสเต็มเซลล์จากผิวหนังแกะ

15.ไอออนโตรักษาฝ้า (Iontophoresis) เครื่องมือชนิดนี้อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อน ๆ มีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้บนผิวให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ยาออกฤทธิ์ในการรักษาได้ดี โดยยาที่นิยมนำมาใช้จะอยู่ในรูปแบบของเจล อย่างเจลอาร์บูติน, เจลโคจิก, เจลวิตามินซี, เจลลิโคไลซ์ และทรานซามิคเจล การรักษาแบบนี้มีผลข้างเคียงน้อย แต่อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้าง หากทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รับรองได้เลยว่าฝ้าคุณต้องจางลงอย่างแน่นอน ส่วนเครื่องโฟโน (Phonophoresis) ก็สามารถนำมาใช้ร่วมกับเจลเพื่อช่วยผลักยาเข้าสู่ผิวได้เช่นเดียวกับเครื่องไอออนโต ทำแล้วให้ความรู้สึกสบายกว่าการทำไอออนโต แต่โดยส่วนตัวคิดว่าการทำด้วยเครื่องไอออนโตน่าจะให้การรักษาที่ดีกว่า (จากเคสตัวอย่างด้านล่าง คือ ก่อนและหลังการทำไอออนโตโดยใช้วิตามินซี จำนวน 8 ครั้ง)

16.กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion : MD) เพื่อช่วยเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดเร็วขึ้น ก็สามารถช่วยลดรอยดำจากฝ้าได้ (เหมาะกับฝ้าแบบตื้น) แต่อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงเกินไป

17.รักษาฝ้าด้วย IPL (Intense Pulsed Light) เครื่องประเภทนี้มีหลักการทำงานคล้ายเลเซอร์ (จึงถูกเรียกเหมารวมว่าเป็นเลเซอร์) นั่นก็คือเป็นการใช้แสงยิงลงไปที่ผิวให้เกิดความร้อน และความร้อนนั้นจะไปทำลายโปรตีนของเม็ดสีผิวหรือเมลานิน ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น กระบวนการทำไม่มีความเจ็บปวดและไม่ต้องทายาชาเหมือนการทำเลเซอร์ทั่วไป หลังทำเสร็จอาจมีรอยแดงบ้างเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และจะค่อย ๆ จางหายไปเอง หลังการทำ IPL แล้ว จุดที่เป็นฝ้าแดดอาจมีการตกสะเก็ดบ้าง แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะมันจะค่อย ๆ หลุดออกมาเอง และเพื่อให้ผลที่ดีในการรักษาควรทำติดต่อกันทุก 2 สัปดาห์ ในช่วงแรก และกลับมาทำอีกทุก ๆ 1-2 เดือน เพื่อยังผลการรักษาเอาไว้ แต่อย่างไรก็ดี การทำ IPL ก็ไม่สามารถทำให้ฝ้าหายขาดได้ เพียงแต่ช่วยทำให้มันจางลงเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปมีโอกาสจะกลับมามีสีเข้มเหมือนเดิม ดังนั้นทำไปแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ ไม่อย่างงั้นจะเสียเงินฟรี ๆ นะเออ

18.เลเซอร์ Fraxel เป็นเลเซอร์ที่ใช้พลังงานความร้อนเพื่อเข้าไปกระตุ้นเซลล์ผิวให้ผลัดผิวไวยิ่งขึ้น จึงทำให้ส่วนที่เป็นฝ้าถูกผลัดออกไปด้วย การทำ Fraxel แม้จะมีความปลอดภัยแต่ก็ทำให้ใบหน้าบวมแดงได้หลังจากทำเสร็จแล้ว และยังต้องระวังตัวเองจากแสงแดดในช่วงสัปดาห์แรกหลังทำให้มาก หากต้องการทำซ้ำ ควรทิ้งระยะห่างประมาณ 2 เดือน หรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

19.ลเซอร์ Yag เป็นเลเซอร์รักษาฝ้าแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ซึ่งการทำ Yag คือการส่งคลื่นแสงลงไปถึงชั้นผิว วิธีนี้ค่อนข้างจะปลอดภัย ทิ้งสะเก็ดน้อยจนถึงไม่มีสะเก็ดเลยสำหรับเครื่องรุ่นใหม่ แต่ในช่วงหลังทำผิวของคุณจะไวต่อแสงมาก ดังนั้นจึงต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดหลังทำประมาณ 1 สัปดาห์ (ถ้าจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ก็ต้องทาครีมกันแดดป้องกันไว้ด้วย)

สาระน่ารู้

10 วิธีรักษากระบนใบหน้า

 10 วิธีรักษากระบนใบหน้า

1.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเกิดกระได้ง่าย คุณต้องเริ่มจากการป้องกันและตัดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง ด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทาครีมกันแดดที่สามารถช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB และมีค่า SPF30 PA+++ ขึ้นไป (ถ้าจำเป็นต้องตากแดดเกือบทั้งวัน ก็ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าครีมกันแดดยังมีปริมาณเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด) รวมไปถึงยาคุมกำเนิดที่เราทานเข้าไปก็มีผลต่อการเกิดกระและฝ้าได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณต้องการคุมกำเนิดก็อาจจะหันมาเลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบแปะปลาสเตอร์แทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมอีกที

2.เลือกใช้ครีมบำรุง นอกจากการป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดแล้ว การใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานิน อย่างครีมพวกไวท์เทนนิ่ง หรือครีมลดกระยี่ห้อต่าง ๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเกิดกระใหม่ ๆ และไม่ทำให้กระที่มีอยู่เดิมมีขนาดใหญ่ขึ้นได้

3.ลดกระด้วย AHA (กรดผลไม้) เพื่อผลัดเซลล์ผิว AHA สามารถช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลักดันให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ และนอกจากจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าออกไปแล้ว เม็ดสีเมลานินก็จะถูกกำจัดออกไปด้วยเช่นกัน วิธีนี้แม้จะเป็นวิธีที่ได้ผลช้า แต่ก็นับว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและทำให้รอยกระของคุณจางลงได้จริง ส่วนกรดวิตามินเอก็สามารถช่วยเร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้ามีผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้นเช่นกัน

4.รักษาด้วยไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ตัวยาชนิดนี้สามารถให้ผลดีและทำให้กระของคุณจางลงได้เร็วมาก เพราะมันสามารถเข้าไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินได้นั่นเอง แต่มันก็มีผลข้างเคียงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ที่เห็นได้ชัดคือ มันอาจทำให้กระและฝ้าคล้ำลงเมื่อเจอแสงแดดหากคุณไม่ได้ป้องกัน ที่สำคัญสารชนิดนี้อาจเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างเนื้อเยื่อให้อ่อนแอลง จนเสี่ยงต่อการเป็นโรคผิวหนังที่ร้ายแรงกว่า "กระ" ที่เป็นอยู่ รวมไปถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทาง อย. สั่งห้ามไม่ให้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนวางขายได้ทั่วไป แต่แพทย์เท่านั้นที่สามารถจ่ายครีมที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนนได้ โดยสามารถนำสารชนิดนี้มาผสมในครีมได้ไม่เกิน 2% เห็นไหมล่ะว่ามันต้องใช้อย่างระมัดระวังจริง ๆ

5.เมโสรักษากระ (Mesotherapy) หลักการคือการใช้เข็มเล็ก ๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวตื้น ๆ เพื่อเป็นการกระจายตัวยาที่ใช้รักษากระลงสู่ชั้นเซลล์ที่มีปัญหา โดยจะฉีดลึกลงไปประมาณ 1-2 มม. ระยะห่างกันไม่เกิน 1 เซนติเมตร เฉพาะบริเวณที่มีปัญหากระและฝ้า และจะต้องทำการฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ ราคาทำต่อคอร์สก็ประมาณ 1 หมื่นบาทครับ (วิธีนี้ถ้าจะหวังผลการรักษาให้เป็นที่พอใจคงยากครับ ผมคิดว่าอย่างมากก็แค่ช่วยทำให้กระจางลงเท่านั้นครับ)

6.เลเซอร์รักษากระ การรักษาแบบนี้จะเป็นการยิงคลื่นแสงลงไปถึงชั้นผิวด้านใน เพื่อให้ผิวเกิดการซ่อมแซมตัวเอง พร้อมกับผลัดเซลล์ผิวได้ไวยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็สัมพันธ์กับเงินที่จ่าย เพราะเครื่องเลเซอร์นั้นมีหลายรุ่นหลายยี่ห้อ คุณภาพและราคาก็แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น Q Switched Nd YAG, Carbon dioxide laser, Medlite C6, Spectra VRM, MDL, DFML Laser, SPM, Helios, DHL แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ก่อนที่คุณจะเอาหน้าไปฝากหมอทำเลเซอร์ คุณต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าได้เอาหน้าไปฝากไว้กับผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ เพราะกระมีหลายชนิดหลายประเภท การรักษาด้วยเครื่องมือแต่ละชนิดอาจให้ผลไม่เหมือนกัน (ภาพ : pantip.com by PORRER)

7.รักษาด้วยเครื่อง IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเครื่องที่ให้กำเนิดพลังงานแสงไปยังบริเวณผิวหนังที่รอยกระ ผิวหนังในส่วนที่มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมากกว่าจะดูดซับพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ส่งผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกทำลายและลดจำนวนลง มีผลทำให้กระดูจางลง (แต่ไม่หาย) หากทำตั้งแต่ 2-3 ครั้งขึ้นไป แต่การรักษาด้วยวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการรักษาโดยผู้ที่ขาดความรู้และความชำนาญ

8.กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion : MD) เพื่อช่วยเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดเร็วขึ้น จะได้ผลสำหรับกระที่อยู่ในชั้นตื้น ๆ แต่มีข้อควรระวังคือ อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงเกินไป

9.รักษาด้วยเครื่องไอออนโต เครื่องมือชนิดนี้อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อน ๆ และมีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ยาที่ทาไว้ก่อนหน้านั้นออกฤทธิ์ในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น โดยยาหรือวิตามินที่นิยมนำมาใช้จะอยู่ในรูปแบบของเจล และที่นิยมนำมาใช้รักษากระและฝ้าส่วนมากจะเป็น เจลอาร์บูติน, เจลโคจิก, เจลวิตามินซี, เจลลิโคไลซ์ เป็นต้น การรักษาแบบนี้มีผลข้างเคียงน้อย แต่อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้าง ส่วนเครื่องโฟโนก็สามารถนำมาใช้ร่วมกับเจลรักษากระได้เช่นเดียวกับเครื่องไอออนโต

10.ทำทรีตเมนต์ นอกจากการทาและทำเลเซอร์แล้ว หากเราทำทรีตเมนต์เหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยทำให้รอยกระของเราลดลงได้ไวยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยทำให้ผิวแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่สำหรับการทำทรีตเมนต์ ถ้าคุณต้องไปทำที่สถานเสริมความงามต่าง ๆ ก็คงหนีไม่พ้นการใช้ทรีตเมนต์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและทรีตเมนต์ซ่อมแซมผิว แต่ถ้าใครไม่สะดวกไปทำนอกบ้าน เราก็มีสูตรทรีตเมนต์แบบทำเองได้ที่บ้านมาฝากกัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสูตรที่สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว แต่ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้งก็อาจลดเวลาลงหน่อย 

สาระน่ารู้

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564

6 วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง นุ่มชุ่มชื่น

 วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง นุ่มชุ่มชื่น

1. ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้วยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

2. ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป

ในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท: สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมาก ควรเลือกโลชั่นที่มีความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

3. เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิวนอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

4. การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์ เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง

5. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ :เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด

6. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง :ไขมันอิ่มตัวจากเบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ และ แอลกอฮอลล์

เพียงง่ายๆ เท่านี้คุณก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์

สาระหน้ารู้

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

สาเหตูการเกิดผมคัน และ วิธีกำจัดผมคัน

 สาเหตูการเกิดผมคัน และ วิธีกำจัดผมคัน

สาเหตุ ของผมคันนั้น หลักๆ แล้วมาจากการมีนิสัยชอบดึงผมตัวเองเล่น

จนทำให้เกิดการอักเสบบริเวณรากผม และส่วนของโคนผม

ดังนั้น จึงทำให้เส้นผมที่เกิดขึ้นมาใหม่ มีลักษณะที่หงิกงอ บิดเบี้ยว

ส่วนในกรณีที่ไม่เคยถอนมาก่อน อยู่ดีๆ ผมคันก็ขึ้นมาเอง

สาเหตุก็เกิดจากลักษณะผิดปกติของรูขุมขนบริเวณนั้น


ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย (เช่น กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน ฯลฯ)


วิธีกำจัดผมคัน มีทั้งเป็นแบบถาวร และแบบชั่วคราว

ใช้วิธีการเล็มผม หรือตัดเอาผมส่วนนั้นออกไป

เช่น ถ้าส่วนปลายของผมมีปัญหา ดูหยิกหยอยหงิกงอ ในขณะที่บริเวณโคนยังตรงอยู่


ก็เล็มออก เฉพาะส่วนที่หยิกงอ แต่หลังจากนั้น เมื่อผมยาวขึ้นมาอีก


ก็จะกลับมามีลักษณะแบบเดิมอีก ซึ่งก็ต้องทำการเล็มอีกอยู่เรื่อยๆ


แม้จะน่ารำคาญใจ และน่าหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่วิธีนี้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


และปลอดภัยที่สุดแล้ว ในระยะยาว เพราะไม่ได้ไปทำร้ายส่วนรากผมนั่นเอง


ส่วนใครที่ใช้วิธีทำร้ายรากผมบ่อยๆ แล้วสงสัยว่าผลจะเป็นยังไงในระยะยาว


อ่านข้อถัดไปเลยค่ะ

ใช้วิธีการถอนผมคัน หรือดึงผมคันออกไปเลย

ซึ่งอาจจะคิดว่าเป็นการตัดปัญหาไป และหวังว่าผมที่จะงอกขึ้นมาใหม่ จะกลายเป็นผมตรง


ซึ่งก็อาจจะมีทั้งเป็นไปได้ (อาจจะงอกใหม่เป็นผมตรงก็ได้)


และเป็นไปไม่ได้ (ผมที่งอกใหม่ก็หยิกเหมือนเดิม)


แต่ความจริงแล้วจะทำให้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะถ้าทำบ่อยๆ นานวันเข้าล่ะก็


ผมที่เคยขึ้น ก็อาจจะไม่ขึ้นอีกแล้ว เส้นผมบริเวณนั้นก็อาจจะบางลง จนเห็นหนังศีรษะไปเลย


ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่าการมีผมคันแน่ๆ ค่ะ


และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ใครที่ติดนิสัยดึงผมไปแล้ว จะเลิกยาก เพราะจะติดเป็นนิสัย


คล้ายๆ กับนิสัยชอบกัดเล็บ เครียดก็ดึงผม เหงาก็ดึงผม ว่างก็ดึงผม


เผลอๆ ไม่รู้ตัว มือก็ไปดึงผมออกอีกแล้ว ซึ่งสุดท้ายแล้ว นอกจากจะหยุดหรือหักห้ามใจไม่ได้แล้ว


กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินไป คือผมเริ่มหายไป และไม่งอกออกมาอีกแล้ว

สำหรับผมคันที่เกิดแบบชั่วคราว

ซึ่งหมายความว่า สามารถหายได้


หลายคนทดลองใช้วิธีการบำรุงผม และหมักผม เพื่อบำรุงไปจนถึงหนังศีรษะด้วย


บอกว่าอาการดีขึ้น และบางส่วนก็หายจากอาการผมคันหยิกหยอยไปได้เหมือนกัน


เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดจะใช้วิธีนี้ ก็เป็นวิธีที่ให้แต่ผลดี ไม่มีผลเสีย


เพราะการหมักผม และการบำรุงผม จะทำให้ผมแข็งแรง ดกดำ เงางาม มีน้ำหนักด้วย


โดยเฉพาะการหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว การหมักผมด้วยน้ำมันมะกอก และการหมักผมด้วยน้ำมันงา


เหล่านี้ ล้วนเป็นสูตรการหมักผม ที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยบำรุงผม และหนังศีรษะได้ดีในระยะยาวด้วยค่ะ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ควรดึงผมเล่น หรือทำอะไรก็ตามที่จะเป็นการทำลายรากผม


ถ้ามีอาการคันหนังศีรษะ (คันจริงๆ แบบไม่ได้คิดไปเอง หรือเห็นผมหยิกหยอยชี้ขึ้นมาก็คิดไปเองว่าคันแน่ๆ แล้วก็รู้สึกว่าต้องถอนทิ้ง) ก็ให้ทายา หรือพบแพทย์จะดีที่สุดนะคะ


รวมทั้งหมั่นบำรุงผมเป็นประจำ ก็จะช่วยบรรเทาอาการลงไปได้บ้างค่ะ

สาระน่ารู้

5 วิธีกำจัดเหาหาย เป็นผู้ใหญ่ก็รักษาได้

 5 วิธีกำจัดเหาหาย เป็นผู้ใหญ่ก็รักษาได้ 

เหาคืออะไร

เหา (Lice) คือแมลงตัวจิ๋วสีเทาๆ ดำๆ ขนาดตัวเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ชอบกินสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วบนหนังศีรษะของเรา เมื่อเหาตัวเมียโตเต็มที่หรืออายุประมาณ 1 เดือน มันจะไข่ทิ้งไว้ที่โคนผมของเราประมาณ 7-10 ฟองต่อวัน และจะฟักเป็นตัวประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ไข่เหามีลักษณะเป็นเม็ดเล็กสีขาวติดแน่นอยู่ที่โคนผม ซึ่งเมื่อผมของเรายาวขึ้น ไข่เหาก็จะเลื่อนตามเส้นผมไปด้วยเนื่องจากมันเกาติดกับผมบริเวณนั้นนั่นเอง 

เราติดเหาได้อย่างไร

หลายคนอาจสงสัยว่าเราติดเหาได้อย่างไร คำตอบก็คือเหาสามารถติดได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การเล่นกับเด็กๆ ที่เป็นเหา การใช้สิ่งของร่วมกันย่างหมวก หูฟัง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า หวี หรือนอนเตียงเดียวกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเราติดเหาจากคนรอบข้างแบบไม่รู้ตัวค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราติดเหา

ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่รู้ตัว เผลออีกทีก็มีไข่เหาเต็มศีรษะแล้ว ส่วนบางคนอาจมีอาการคันเนื่องจากระคายเคืองน้ำลายของเหาค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ตัวแล้วต้องรีบหาวิธีกำจัดเหาให้หายขาดแบบด่วนๆ

5 วิธีทำให้เหาหาย กำจัดเหาได้ทันใจแบบไม่ต้องเขิน

1.สางผมด้วยหวีเสนียด

อาจจะเป็นวิธีที่ดูเรียบง่ายแต่ขอบอกว่าได้ผลจริงและยังเหมาะกับคนทุกวัยรวมถึงผู้ใหญ่อย่างเราด้วย เพราะหวีเสนียดเป็นหวีซี่ถี่มากจึงช่วยสางเอาตัวเหาและไข่เหาออกได้เป็นอย่างดี วิธีการก็แค่โชลมผมด้วยน้ำให้เปียกหมาดๆ จากนั้นก้มศีรษะลง หากระดาษมารองไว้ จากนั้นค่อยๆ สางผมทีละช่อตั้งแต่โคนจนถึงปลายผม หมั่นทำทุกวันเพื่อลดจำนวนเหาและไข่เหาบนหนังศีรษะ ร่วมกับลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือทำความสะอาดบ้านและไม่ใช้สิ่งของร่วมกันคนอื่น เหาจะค่อยๆ หายในที่สุดค่ะ อ้อ! ปัจจุบันเขามีหวีสำหรับสางเหาแบบไฟฟ้าด้วยนะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดเหาให้ดีขึ้น ล้ำไปอีก!

2.ใช้เอสเซนเชียลออยล์

น้ำมันสกัดจากธรรมชาติหรือเอสเซนเชียลออยล์หลายชนิดมีคุณสมบัติในการกำจัดเหาได้ ใครชอบวิธีทำให้เหาหายแบบธรรมชาติที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและได้ผลจริงจังก็ควรนำวิธีนี้ไปลองนะคะ โดยออยล์ที่เราแนะนำก็คือ


ทีทรีออยล์

ลาเวนเดอร์ออยล์

โคลฟออยล์

ยูคาลิปตัสออยล์

ซินนามอนออยล์

เปปเปอร์มิ้นต์ออยล์

เมื่อเลือกออยล์ที่ชอบได้แล้วอย่าลืมทดสอบว่าเราแพ้หรือเปล่าโดยการหยดออยล์หยดเล็กๆ ทดสอบบริเวณแขนก่อนก็ได้ค่ะ หากไม่แพ้ก็เริ่มรักษาเหาโดยการผสมน้ำมันมะกอก 40 มิลลิลิตร เข้ากับออยล์ที่เราเลือก15-20 หยด ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปหมักผม คลุมผมด้วยผ้าขนหนูหรือหมวกอาบน้ำ ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นล้างและสระผมตามปกติ ทำเป็นประจำอาการเหาจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ

3.หมักผมด้วยน้ำมันมะกอกก่อนสางผม

นอกจากน้ำมันมะกอกจะช่วยบำรุงผมให้นุ่มลื่น แข็งแรง และสุขภาพดีแล้ว มันยังมีส่วนช่วยกำจัดเหาได้อีกด้วย! เพราะน้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มความลื่นให้เส้นผม เมื่อนำไปใช้ร่วมกับการสางผมด้วยหวีเสนียดจึงเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้ วิธีการก็แค่ชโลมน้ำมันมะกอกให้ทั่วศีรษะ จากนั้นสางผมโดยใช้หวีเสนียด ทำเป็นประจำเหาจะค่อยๆ ลดลงภายในสัปดาห์ เป็นวิธีทำให้เหาหายแบบได้บำรุงผมไปในตัว

4.หมักผมด้วยน้ำส้มสายชู

หากใครหาวิธีทำให้เหาหายแบบแอดวานซ์ขึ้นมาอีกนิด ลองใช้เทคนิคน้ำส้มสายชูบ้านๆ ที่เราใช้ทำอาหาร จะเป็นน้ำส้มสายชูปกติหรือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลก็ได้ค่ะ วิธีการก็คือหมักผมด้วยเบบี้ออยล์จากนั้นใช้หวีเสนียดสางผม สระ และล้างผม 1 รอบ ตามด้วยการหมักผมด้วยน้ำส้มสายชูที่เตรียมไว้ให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าคลุมผมทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อตื่นแล้วให้ล้างและสระผมให้สะอาด รับรองเหาหายเร็ว หมดปัญหาเหากวนใจ 

5.ทำความสะอาดบ้านและข้าวของเครื่องใช้ให้ดี

หลายคนอาจสงสัยว่านี่คือวิธีทำให้เหาหายด้วยหรือ แน่นอนว่าใช่ค่ะ เพราะต่อให้เราหมักผมยังไง ถ้าบ้านไม่สะอาดก็มีโอกาสเป็นเหาได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นอย่าลืมซักปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนให้เอี่ยมอ่องแล้วนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรค จากนั้นกวาดพื้นหรือดูดฝุ่นให้เนี้ยบ ตามด้วยการผสมไฮเตอร์ 1 ฝา กับน้ำ 5-10 ลิตรเพื่อนำมาใช้แทนน้ำยาถูพื้น ถูให้สะอาดทุกซอกทุกมุม หรือจะใช้น้ำที่เราผสมไว้มาเช็ดข้าวของเครื่องใช้ด้วยก็ได้ ทำตามนี้เป็นประจำ รับรองว่าเจ้าตัวร้ายอย่างเหาไม่มีที่ยืนแน่นอน

สาระน่ารู้


วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

“ร้อนใน” กับ 15 วิธีลัดช่วยให้หายเร็วขี้น

 “ร้อนใน” กับ 15 วิธีลัดช่วยให้หายเร็วขี้น

บ้วนปากด้วยน้ำเกลือทุก 2 ชั่วโมง หรือหลังอาหารทุกมื้อ

หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้แผลร้อนในระคายเคือง และแห้งตึงจนเกินไป

เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มวันละ 2 ครั้ง หรือหลังรับประทานอาหาร

หากมีแผลร้อนในที่ค่อนข้างใหญ่ และลึก จนมีอาการเจ็บปวดมาก สามารถใช้ผ้าสะอาดพันปลายนิ้ว เช็ดทำความสะอาดฟัน เหงือก และซอกฟันแทนการใช้แปรงสีฟันชั่วคราวได้

เลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อป้องกันฟันผุ

เลือกรับประทานอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย

หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารรสจัด (เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด)

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีอุณหภูมิเย็นจัด และร้อนจัด

งดอาหาร และสิ่งที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในช่องปาก เช่น เหล้า บุหรี่ หมากพลู เป็นต้น

ดื่มน้ำผลไม้ไม่แยกกาก เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่รับประทานอาหารได้ไม่หลากหลาย หรือรับประทานผักผลไม้ได้ไม่มาก จากอาการเจ็บแผลร้อนใน

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อคืน

ออกกำลังกายเป็นประจำ วันละ 30 นาที-1 ชั่วโมง สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง

ดื่มน้ำให้เพียงพอ เช็กได้จากสีปัสสาวะ ดื่มน้ำจนกว่าปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อน

พยายามลดความเครียด ด้วยการหากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องที่เครียด

หากแผลร้อนในค่อนข้างใหญ่ และไม่ดีขึ้นหลังจากทำทุกวิธีแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณายาทาแผลให้หายไวยิ่งขึ้น


**เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการรักษาแผลร้อนใน หรือแผลในปาก


ยังไม่มีรายงานการแพทย์ใดๆ ยืนยันได้ว่า การรับประทานยาขม จะช่วยรักษาแผลร้อนในได้ และเมื่อมีแผลร้อนใน หรือแผลที่อักเสบบริเวณริมฝีปาก ไม่ควรใช้เยนเชี่ยน ไวโอเล็ตทา (Gentian Violet หรือยาม่วง) เพราะจะทำให้ริมฝีปากแตกแห้งมากขึ้น และแผลยิ่งแตกมากขึ้นไปด้วย

สาระน่ารู้