แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวัสดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวัสดี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เด็กเส้นควรทราบ!!! 4 วิธี การทานมาม่า ไม่ให้ทำร้ายสุขภาพ

เด็กเส้นควรทราบ!!! 4 วิธี การทานมาม่า ไม่ให้ทำร้ายสุขภาพ

ไม่รับประทานติดต่อกันมากเกินไป ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 2 มื้อ หรือกินติดกันหลายๆ วัน ควรเว้นระยะในการกิน สลับไปกินอาหารประเภทอื่นบ้าง

  1. ไม่กินบีหมี่กึ่งสำเร็จรูปดิบมาก หรือบ่อยเกินไป
  2. ไม่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร่วมกับอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง
  3. ควรใส่วัตถุดิบที่ให้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมลงไปด้วย เพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารให้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น ไข่ ผัก เห็ด เนื้อสัตว์ต่างๆ ฯลฯ
  4. ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงจนหมดซอง และไม่จำเป็นต้องซดน้ำซุปจดหมด

"มาม่า" กินดิบ-ต้มสุก อันตรายต่างกันอย่างไรบ้าง

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เมื่อกินดิบ จะให้พลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี่ โดยมีส่วนประกอบคร่าวๆ คือ ไขมัน 11 กรัม เป็นไขมันอิ่มตัวราว 25% ของที่ไม่ควรได้เกินในแต่ละวัน และยังมีโซเดียมราว 60-70% ของที่ร่างกายต้องการ แม้ว่าจะเป็นอาหารที่ให้พลังงาน แต่ก็เป็นพลังงานที่ไม่ได้มีคุณภาพต่อร่างกายมากนัก เพราะเป็นพลังงานที่ได้จากแป้งและไขมันทั้งสิ้น และที่สำคัญ เมื่อกินแป้งที่ผสมเครื่องปรุงรสจัดแบบดิบๆ ไม่มีเนื้อผสมเจือจางเหมือนการต้มกับน้ำร้อน จะยิ่งทำให้เราคอแห้ง ถ้าหากกินคู่ไปกับการดื่มน้ำอัดลม จะยิ่งทำลายสุขภาพมากขึ้น เพราะในมื้อนั้นจะมีแต่แป้ง น้ำตาล และไขมัน และยังอาจเสี่ยงท้องอืดมากกว่าปกติอีกด้วย

สำหรับพลังงานอาหารที่ได้จากการกินดิบ และต้มเส้นให้สุก อาจจะปริมาณใกล้เคียงกันหากหมายถึงกินน้ำซุปจนหมดเกลี้ยง แต่ในทางกลับกันหากเราไม่ได้ซดน้ำซุบจนขอดก้นถ้วย ก็จะช่วยให้เราได้รับโซเดียมน้อยลงกว่าการกินดิบ ดังนั้นจริงๆ แล้วการกินแบบต้มเส้นให้สุกจึงอาจจะดีต่อร่างกายมากกว่าเล็กน้อย แต่ก็แต่เล็กน้อยเท่านั้น

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ก่อนที่ประเทศไทยจะใช้คำว่าสวัสดี เราใช้คำว่าอะไรในการทักทายครับ

 ก่อนที่ประเทศไทยจะใช้คำว่าสวัสดี เราใช้คำว่าอะไรในการทักทายครับ??

เท่าที่ค้นมา คำว่า “สวัสดี” เริ่มใช้ครั้งแรกโดย พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ต่อมาในปี จอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศให้ใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2486


แล้วก่อนหน้านั้น คนไทยหริอชาวสยาม ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ เขาทักทายกันด้วยคำว่าอะไรครับ?

ทักด้วยคำถาม เช่น ไปไหนมา จะไปไหน กินข้าวหรือยัง

คงจะทำนอง

เป็นอย่างไรมาอย่างไร ถึงได้มาที่นี่ได้

แล้วพอไหว้กัน ก็คงพูดว่า "ไหว้พระเถอะจ๊ะ"

ปล. มโน ล้วนๆ


ระดับชาวบ้าน : กินข้าวหรือยัง? จะไปไหน? มาทางนี้หน่อยตูมีเรื่องจะเล่าให้ฟังแล้วก็ยาวววววว

ระดับขุนนาง : กราบเท้าใต้เท้าเจ้าค่ะ กราบคุณพระเจ้าค่ะ

ระดับเจ้านาย : ถวายบังคมเพคะพร้อมทั้งหมอบกราบ


เดินไป = ไปไหน

เดินมา = ไปไหนมา

เวลากินข้าว = กินข้าวหรือยัง

ไม่ได้เจอกันนาน = สบายดีไหม, เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้เจอกันเสียนาน

หรืออาจไม่เป็นแพทเทิร์น


ถ้าทางอีสาน เนื่องเป็นถิ่นทุรกันดาร จะหาอะไรกินแต่ละมื้อก็ลำบาก คำทักทายเลยเป็น

ได้หยั๋งกินง๋าย      สำหรับตอนเช้า

ได้หยั๋งกินแลง     สำหรับตอนเย็น

ปล.เนื่องจากตอนเที่ยงคือช่วงที่ต้องกำลังออกไปหาอาหาร เลยไม่ค่อยได้กินข้าวเที่ยง คำทักทายจึงมีน้อย  ถึงแม้เจอกันตอนเที่ยงก็มักจะถามถึงตอนเช้า เจอบ่ายๆ ก็จะถามถึงตอนเย็น โดยเปลี่ยนไปเป็น  ได้หยั๋งไปกินแลงแทน 


อรุณสวัสดิ์ขอรับ


ไปไหนมา สามวาสองศอก จนเป็นสำนวนครับ สังเกตว่าคนไทยสนเรื่องชาวบ้าน


ส่วน กินข้าวยัง จะเป็นการทักในครอบครัว หรือเวลาลูกหลานมาเยี่ยม

เพราะห่วงว่าคงหิวมาจากการเดินทาง


เราไม่มีคำทักเฉพาะแต่ดันไปเลือกคำแขกมาแทน ส่วนลาวไม่เอาตาม

ใช้คำง่ายๆไทย สบายดี ซึ่งเหมาะกว่านะ เหมือนเจอกัน ก้ สบายดี

แบบ how r u เป็นไงบ้าง

คือสนใจว่าคนอื่นเป็นไงมากกว่าอยากไปรู้ว่าเขาไปไหน

สาระหน้ารู้

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากPanTip