แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้สูงอายุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้สูงอายุ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564

สัญญานอันตราย วัย 40+ เสี่ยงเป็นโรคความจำเสื่อม

 

สัญญานอันตราย วัย 40+ เสี่ยงเป็นโรคความจำเสื่อม

สาเหตุของกลุ่มโรคสมองเสื่อมที่มีการถดถอยรวดเร็วและรุนแรง

กลุ่มโรคสมองเสื่อมที่มีการถดถอยรวดเร็วและรุนแรง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น 

  • ติดเชื้อในสมอง เช่น เคยมีการติดเชื้อจากการกินเนื้อวัวที่เป็นโรควัวบ้าที่เคยระบาดในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ จากสัตว์สู่คนและคนสู่คนได้ 
  • สมองอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำงานไวผิดปกติ 
  • โปรตีนและสารเคมีในสมองเสื่อมถอย
  • ได้รับสารพิษ 
  • ขาดสารอาหารรุนแรง 
  • เป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก และเนื้องอกสมอง
  • เป็นโรคพันธุกรรมในครอบครัว
  • สาเหตุเหล่านี้ถ้าได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยชะลอความเสื่อมถอยด้านความจำ หรือความจำกลับมาสู่ภาวะปกติเท่ากับก่อนป่วยได้
  • อันตรายจากกลุ่มโรคสมองเสื่อมที่มีการถดถอยรวดเร็วและรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถรักษาได้ ส่งผลทุพพลภาพ ในระยะเวลาอันสั้น คือโรคซีเจดี ซึ่งเกิดจากการทำงานผิดปกติของโปรตีนในสมองที่เรียกว่า พรีออน (Prion) เป็นโปรตีนลักษณะพิเศษที่ทำให้โปรตีนอื่น กลายสภาพเป็นโปรตีนพรีออนผิดปกติที่เพิ่มมากขึ้นเองได้ เมื่อเข้าสู่สมองคน ในระยะเวลารวดเร็วไม่กี่เดือนเซลล์ประสาทจะตาย ทำให้ความสามารถของสมองถดถอยไม่สามารถฟื้นกลับสู่ภาวะปกติได้อีก

สัญญาณอันตราย สมองเสื่อมรุนแรงอย่างรวดเร็ว

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคซีเจดีพบได้ในทุกเพศ ช่วงอายุที่พบบ่อยประมาณ 55-75 ปี มีภาวะเสื่อมถอยด้านความคิดความจำในระยะเวลาที่รวดเร็วและรุนแรงไม่กี่เดือน โดยญาติและผู้ใกล้ชิดควรสังเกตผู้ป่วยว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแบบรวดเร็ว ดังนี้

  • ความจำแย่ลง
  • ทำงานผิดพลาด 
  • เห็นภาพหลอน 
  • เอะอะโวยวาย 
  • เฉยเมย 
  • พูดและการเคลื่อนไหวช้าลง 

ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการกระตุกตามแขนขาและลำตัวแบบไม่รู้สาเหตุ 

ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ กระทั่งนอนติดเตียง และเสียชีวิตภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือ 1 ปี 

วิธีรักษาอาการสมองเสื่อมรุนแรงอย่างรวดเร็ว

ด้านการรักษาแพทย์จะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น 

ส่งตรวจ MRI 

ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง 

ตรวจเลือดหรือน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจสารเคมีในสมอง 

อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมอาการพฤติกรรมวุ่นวายและลดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เป็นต้น 

สาระน่าเกี่ยวกับ:คนสูงอายุและโรคความจำเสื่อม

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564

5 เคล็ดลับรักษาหัวใจให้แข็งแรง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น

 

5 เคล็ดลับรักษาหัวใจให้แข็งแรง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น

1.เข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพ

กุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพหัวใจ คือ การรู้จักและทำความเข้าใจกับค่าตัวเลขต่างๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยควรให้ความใส่ใจในการไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ และอย่างน้อยต้องมีการตรวจสุขภาพแบบครอบคลุมปีละครั้ง หรือ แวะไปคลินิกสุขภาพเพื่อตรวจประเมินคัดกรองเป็นระยะ  

ต้องย้ำกันตรงนี้ว่า ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของการนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยต้องระวังเรื่องนี้ให้มากเนื่องจาก ภาวะความดันโลหิตสูง ได้สมญานามว่า “เพชฌฆาตเงียบ” ที่ไม่มีแม้แต่สัญญาณหรืออาการเตือนให้รู้ล่วงหน้า ดังนั้นการตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องที่ต้องควรกระทำ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษา จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองให้สูงขึ้น

2.ลด ละ เลิกพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การลดการสูบบุหรี่ลง เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปกป้องหัวใจ ข่าวดี คือ ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจจะลดลงอย่างมีนัยยะหากสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร การสูบบุหรี่ทำอันตรายต่อเยื่อบุผนังหลอดเลือดแดง โดยทำให้เกิดการเกาะกลุ่มกันของไขมัน (Atheroma) ทำให้หลอดเลือดแดงตีบลง 

ในบางรายอาจเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ที่เรียกกันว่า Angina เป็นสัญญาณเตือน แต่หลายรายกลับเพิ่งพบภาวะเส้นเลือดตีบหลังจากเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ หลังจากเส้นเลือดในสมองแตกไปแล้ว   

ดังนั้น ขอให้คุณสร้างความมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ และทำให้สำเร็จจงได้!  โยนบุหรี่ ไฟแช็ก และที่เขี่ยบุหรี่ทิ้งไป แล้วลองมองหาผลิตภัณฑ์ทดแทนนิโคตินดู  การเลิกพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพลงได้จะให้ประโยชน์กับร่างกายของเรามากกว่าที่เราคิด

3.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ

การได้รับแคลอรีที่เหมาะสมนั้น ต้องประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 40 โปรตีนร้อยละ 30 ไขมันดีร้อยละ 30 ร่วมกับการบริโภคใยอาหาร 25 กรัม และการดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้วต่อวัน และเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น ให้ทานอาหารตามแบบแผนการรับประทานที่เน้นการทาน ผลไม้สด ผักสด ผลไม้แห้ง อาหารจำพวกถั่วและธัญพืช เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นเพียงพอในแต่ละวัน 

นอกจากนี้ อาหารจำพวกปลาที่มีไขมัน (แซลมอล แมกเคอเรล และทูน่า) เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท เมล็ดฟักทอง และถั่วเหลือง ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อาหารประเภทปลาไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกทดแทนที่ดีเยี่ยม แทนการบริโภคอาหารจำพวกเนื้อวัวซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง แต่ในปลายังมีโอเมก้า-3 ที่มีส่วนช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทำหน้าที่ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลงด้วย

4.ออกกำลังกายให้หัวใจสูบฉีด

การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ให้ประโยชน์มากกว่าแค่การช่วยลดน้ำหนักหรือทำให้บุคลิกภาพดูดี แต่ยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแบบครอบคลุม การออกกำลังกายช่วยให้หลอดเลือดขยายและคลายตัว ส่งผลให้การลำเลียงเลือดมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หัวใจแข็งแรงขึ้น 

เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเพิ่มการผลิต “ไนตริกออกไซด์” ที่มีส่วนสำคัญในการควบคุม ป้องกัน รวมถึงทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ตามปกติ เป็นการสร้างความมั่นใจถึงการมีหัวใจที่แข็งแรงขึ้น 

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้แอคทีฟขึ้นนั้น ให้เริ่มต้นตั้งเป้าที่การออกกำลังกายระดับปานกลาง 30 นาทีต่อวันเป็นอย่างต่ำ หากลองทำแล้วยากเกินไป ให้เปลี่ยนมาเป็นการเดินเล็กๆน้อยๆ แต่ทั้งวันแทน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ในสวนสาธารณะที่ไกลออกไปจากออฟฟิศ หรือหันมาใช้โต๊ะทำงานแบบยืนเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ในท่านั่งตลอดวัน

5.ลดระดับความเครียดลง

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานประจักษ์ชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างระดับความเครียดที่สูงกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับโรคหัวใจ แต่ความเครียดเองนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของหัวใจเราแน่นอน ความเครียดส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง ทำให้กินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้ออกกำลังกายน้อยลง หรือไม่ก็ทำให้สูบบุหรี่มากขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้น การมีความเครียดระยะยาว ทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น อะดรีนาลีน และ คอร์ทิโซลในระดับที่สูงมากเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อการมีชีวิตที่ดี เราต้องตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะหาเวลาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมที่เราชื่นชอบ ผู้ที่มีระดับความเครียดต่ำนั้น มีแนวโน้มที่จะออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสองปัจจัยสำคัญต่อการรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง 

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้แอคทีฟและมีสุขภาพดีนั้น สามารถใช้เป็นแนวทางระยะยาวในการป้องกันภัยจากโรคหัวใจให้ไกลตัวได้ ถ้ายังไม่ได้เริ่มต้น ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ในชีวิต ประจำวันเพื่อให้หัวใจสูบฉีดได้เต็มสูบ เพื่อวันนี้และเพื่ออีกหลายสิบปีที่รออยู่ข้างหน้า และที่แน่นอนเลย คือ หัวใจของคุณจะขอบคุณคุณ ที่ดูแลหัวใจเป็นอย่างดี แม้วัยที่เพิ่มมากขึ้น

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:หัวใจ

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ทำไม "ผู้สูงอายุ" จึงไม่รู้สึกคันหลังจากถูก "ยุงกัด"?

 ทำไม "ผู้สูงอายุ" จึงไม่รู้สึกคันหลังจากถูก "ยุงกัด"?


คนต่างวัยมีการตอบสนองต่อการถูกยุงกัดได้อย่างไร

คนเรามีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในยุงที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงชีวิต ในเด็กแรกเกิด เมื่อโดนยุงกัด เด็กจะไม่รู้สึกคันหรือมีอาการบวมแดงบริเวณรอยแผลที่โดนกัด เนื่องจากยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างไรก็ดี เมื่อถูกยุงกัดหลายครั้งเข้า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะค่อยๆ ถูกสร้างขึ้น จนเมื่อเข้าสู่วัยอนุบาลและประถมศึกษา เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายได้แก่ T เซลล์ (T cells) และแมคโครฟาจ (Macrophage) จะจดจำโปรตีนในน้ำลายยุงและพวกมันจะมารวมกันที่ตำแหน่งที่โดนยุงกัด ก่อให้เกิดการบวมแดงขึ้น เด็กๆ จะไม่รู้สึกคันขึ้นมาในทันทีหลังจากโดนยุงกัด แต่อาการคันจะเกิดขึ้นหลังโดนกัดเป็นเวลาหลัง 1-2 วัน เรียกปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันชนิดนี้ว่าปฏิกิริยาการประวิงเวลา (Delayed reaction) ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันหลังจากยุงกัดที่เกิดในเด็กส่วนใหญ่ อาการบวมแดงและคันจะหายไปในระยะเวลาหลายวันจนถึงสัปดาห์ อย่างไรก็ดี มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรให้เด็กถูกยุงกัดบ่อย เพราะอาจจะทำให้เกิดการแพ้น้ำลายยุงและส่งผลให้เด็กมีอาการบวมคันและอักเสบที่ผิวหนังได้ อีกทั้งยังอาจจะก่อให้เกิดโรคอย่างไข้เลือดออกได้อีกด้วย



เมื่อโตขึ้นมาอีกและถูกยุงกัด ปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันต่อน้ำลายยุงจะเปลี่ยนไป โดยเมื่อถูกยุงกัดร่างกายจะสร้างอิมมูโนโกลบูลินชนิด E หรือ IgE ขึ้นมาต่อต้านโปรตีนในน้ำลายยุง เมื่อ IgE จับกับโปรตีนที่แปลกปลอมจะทำให้เกิดการหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) และสารอื่นๆ ออกมาจากเซลล์ที่เรียกว่า แมสต์เซลล์ (Mast cells) ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ที่ผิวหนัง แล้วก่อให้เกิดอาการคันและบวมแดงขึ้นมาหลังจากโดนยุงกัดในเวลา 2-3 นาที อาการคันและบวมแดงจะบางเบาลงภายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เรียกปฏิกิริยาการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อน้ำลายยุงชนิดนี้ว่า ปฏิกิริยาแบบเฉียบพลัน (Immediated reaction) ทั้งนี้การตอบสนองแบบ Delayed reaction ก็จะยังเกิดขึ้นด้วย ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน ดังนั้นยุงกัดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เกิดอาการบวมคันขึ้นมาทันทีและอาจจะคันหลังจาก 1-2 วันด้วย

เมื่ออายุประมาณ 50-60 ปี และถูกยุงกัดมานับไม่ถ้วน T เซลล์และแมคโครฟาจจะค่อยๆ คุ้นกับโปรตีนในน้ำลายยุงและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเริ่มไม่ค่อยตอบสนองต่อโปรตีนในน้ำลายยุงแล้ว การตอบสนองแบบ Delayed reaction จะค่อยๆ หายไป คงไว้แต่การตอบสนองแบบ Immediated reaction ที่เมื่อถูกยุงกัดแล้วอาการบวมและคันที่เกิดขึ้นจะหายไปภายในเวลาประมาณ 30 นาที

ในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60  ปี การตอบสนองภูมิคุ้มกันแบบ Immediated reaction จะค่อยๆ หายไป แต่ร่างกายจะสร้างอิมมูโนโกลบูลินอีกชนิดขึ้นมาต่อต้านน้ำลายยุง คือ  IgG ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพสูงในการจับกับน้ำลายยุงและลดความรุนแรงของโปรตีนในน้ำลายยุงได้เร็วกว่าปฏิกิริยาการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบ Immediated reaction จึงทำให้ผู้สูงอายุไม่มีอาการบวมและคันจากการถูกยุงกัดนั่นเอง

แม้ว่าเมื่ออายุมากขึ้นอาการบวมคันจากการถูกยุงกัดจะน้อยลงจนทำให้ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นสามารถไปนั่งใต้ต้นไม้ในสวนสาธารณะช่วงฤดูร้อนได้อย่างไร้กังวล แต่สำหรับคนไทยไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของชีวิตเราก็ยังต้องระวังยุงอยู่เสมอ เพราะยุงเป็นพาหะนำโรคอย่างไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:ผู้สูงอายุ