แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสวย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสวย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สารปรอท ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางครีมบำรุง เสี่ยงอันตราย

สารปรอท ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางครีมบำรุง เสี่ยงอันตราย

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนอันตรายจากสารปรอท พบได้มากในการผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าสารปรอทไม่ใช่สารอันตรายตัวใหม่ที่เพิ่งใช้ในสังคมไทย โดยช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา สารปรอทเคยเป็นสารอันตรายอันดับหนึ่งของเครื่องสำอางที่ใช้ในไทยมาก่อน ซึ่งจะนิยมผสมในครีม เมื่อมีกระแสความนิยมของการมีผิวขาวเพิ่มขึ้นทำให้มีการลักลอบใช้ปรอทในเครื่องสำอางเพื่อรักษาฝ้า จุดด่างดำ หรือทำให้ผิวขาว สารปรอทเป็นสารอันตรายที่พบบ่อยสุด รองลงมาคือ สารไฮโดรควิโนน และกรดวิตามินเอ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งเพราะพิษของของสารปรอทนั้นมีผลกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติม พิษที่สำคัญของสารปรอทต่อร่างกาย คือ

  1. พิษต่อผิวหนัง แม้ว่าสารปรอทจะมีผลทำให้เม็ดสีลดลง แต่พบว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากใช้ในระยะยาว จะทำให้ผิวบางลง เกิดจุดดำที่ผิวเพิ่มขึ้น เกิดฝ้าถาวร หรือในบางจุดจะทำให้เกิดผิวด่างถาวร
  2. พิษต่อระบบประสาท ทำให้มีอาการสั่น ปลายประสาทอักเสบ การทรงตัวผิดปกติ ชักกระตุก ซึมเศร้าหรือเกิดประสาทหลอนได้
  3. พิษต่อตับและไต ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และไตอักเสบได้ในระยะยาว
  4. พิษต่อระบบเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
  5. หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์ สารปรอทจะดูดซึมสู่ทารก และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกสมองพิการและปัญญาอ่อนได้

ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ควรเลือกใช้เครื่องสำอางจากแหล่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด กรณีที่ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแล้วเกิดผลข้างเคียงแนะนำให้หยุดการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันทีและรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือหากสงสัยว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้อยู่มีสารอันตรายผสมอยู่หรือไม่ สามารถส่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาขอรับการตรวจสอบสารอันตรายเบื้องต้นได้ที่ สถาบันโรคผิวหนัง (โครงการตรวจสารอันตรายในเครื่องสำอาง) 420/7 ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564

วิธีทาครีมกันแดดให้มีประสิทธิภาพอย่างถูกต้อง

วิธีทาครีมกันแดดให้มีประสิทธิภาพอย่างถูกต้อง

ต้องยอมรับเลยว่าปัจจุบัน ครีมกันแดด กลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของเราแล้ว เนื่องจากมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันผิวหมองคล้ำอย่างได้ผล แต่การใช้ครีมกันแดดนั้นหากจะหวังพึ่งแต่ส่วนผสมที่ดีอย่างเดียวคงไม่ได้ บางคนใช้กันแดดดีๆ ราคาสูง แต่ก็ทาแล้วไม่ได้ผล หน้ายังดำแดด หมองคล้ำอยู่เลย อาจเป็นเพราะทากันแดดผิดวิธีก็ได้ค่ะ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องและได้ประสิทธิผลที่ดีนั้นมีอะไรบ้าง

เลือก SPF ให้เหมาะสมกับกิจกรรม

SPF ย่อมาจาก Sunburn Protection Factor ซึ่งเป็นค่าของความสามารถในการปกป้องการเผาไหม้ของแสงแดดต่อผิวเรานั่นเอง ดังนั้นควรเลือกใช้ครีมกันให้เหมาะสมกับกิจกรรม เช่น หากต้องออกไปสัมผัสแสงแดดนานๆ ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF30+ ขึ้นไป หากมีการสัมผัสแสงแดดบ้างในระหว่างวัน จะใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF15-30 ก็ได้ และถ้าไปเที่ยวทะเล หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา ต้องทากันแดด SPF50+ ขึ้นไป รวมถึงหมั่นทาซ้ำทุก 1-2 ชั่วโมงด้วย

ทาครีมกันแดดทุกวันแม้ไม่ได้ออกไปไหนเพราะไม่เพียงแค่แสงแดดเท่านั้นที่ส่งผลร้ายให้กับผิวของเรา ในแสงของหลอดไฟ หรือแม้แต่แสงสว่างจากจอคอมพิวเตอร์ก็สามารถสร้างความหมองคล้ำให้กับผิวเราได้เช่นกัน เพราะหลอดไฟปล่อยทั้ง UVB และ UVC ดังนั้นถึงแม้ไม่ได้ออกไปสัมผัสแสงแดดโดยตรงก็ต้องทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวกันด้วยนะคะ

ทาในปริมาณที่เหมาะสม

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการใช้ครีมกันแดด นอกจากเลือกค่า SPF ให้เหมาะสมกับกิจกรรมแล้วปริมาณการใช้ก็สำคัญ กันแดดทาตัวใช้ประมาณ 1 อุ้งมืออย่าให้น้อยเกินไป และควรเกลี่ยให้ทั่วที่สุด ในส่วนของใบหน้ากับลำคอขึ้นอยู่กับรูปแบบผลิตภัณฑ์หากเป็นเนื้อครีมให้บีบประมาณ 2 ข้อนิ้วมือแล้วแบ่งทาทีละครึ่ง และสำหรับเนื้อโลชั่นให้บีบลงบนฝ่ามือขนาดประมาณเหรียญ 10 แล้วแบ่งทาทีละครึ่ง

ทาก่อนออกแดด 30 นาที

แสง UV เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังและความเหี่ยวย่น การปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างมีประสิทธิภาพ ควรทาครีมกันแดดก่อนออกไปสัมผัสแสงแดด ประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ครีมซึมเข้าผิวให้มากที่สุดและมีประสิทธิภาพกันแดดได้นานขึ้น แต่ถ้าหากต้องสัมผัสกับแสงแดดทั้งวัน เพื่อการปกป้องที่ดีอย่าลืมทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงนะคะ

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/


วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564

5 วิธีลดพุงและลดไขมันทั้งตัวแบบง่ายๆและปลอดภัยและได้ผลจริง

5 วิธีลดพุงและลดไขมันทั้งตัวแบบง่ายๆและปลอดภัยและได้ผลจริง

1.ลดแป้งและน้ำตาล

หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าที่เราอ้วนเพราะกินอาหารมันๆ และของทอด ซึ่งจริงๆ แล้วก็ถูกต้อง แต่ไม่ใช่แค่นั้น อย่ามองข้ามอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสีอย่างข้าวขาว ขนมปัง รวมถึงของหวานอย่าง เครื่องดื่มต่างๆ ที่ใส่น้ำตาลในปริมาณสูง และขนมต่างๆ ด้วย

หลักการทำงานง่ายๆ ของร่างกาย คือการที่เรากินแป้งและน้ำตาลเข้าไปเกินความจำเป็นของร่างกาย ร่างกายจึงนำแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไปมากเกินไป ไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในรูปแบบของ “ไขมันส่วนเกิน” ที่อยู่ตามจ้นแขน ต้นขา พุง สะโพก ฯลฯ เพื่อเก็บสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น

วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ร่างกายถึงเอาไขมันส่วนเกินที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ คือการลดการสะสมเพิ่มเติมของแป้งและน้ำตาล เมื่อถึงจุดที่ร่างกายรู้สึกถึงการได้รับแป้งและน้ำตาลน้อยลงกว่าปกติ ร่างกายจึงเริ่มดึงเอาไขมันส่วนเกินตามร่างกายต่างๆ มาใช้งานนั่นเอง

2.กินอาหารรวบมื้อ

หากใครไม่เคยปล่อยให้ปากและกระเพาะอาหารว่างจากอาหารเกิน 2-3 ชม. เลย นั่นแหละ คือสาเหตุที่ทำให้คุณอ้วน ลองรวบมื้ออาหารเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างวันให้เหลือไม่เกินวันละ 3 มื้อดู ขนมขบเคี้ยว ผลไม้ต่างๆ ที่เคยหยิบมากินช่วงสายๆ บ่ายๆ หรือก่อนนอน ให้รวบไปกินพร้อมกันหลังมื้ออาหารหลักอย่างมื้อเช้า กลางวัน หรือมื้อเย็นแทน ลดการกินจุบจิบระหว่างวันลง เท่านี้ก็ช่วยให้ร่างกายได้พักจากการรับอาหาร และย่อยอาหารได้แล้ว

3.กำหนดเวลาหยุดกิน

หลังจากที่เราพยายามรวบมื้ออาหาร ไม่กินมื้อเล็กมื้อน้อยพร่ำเพรื่อแล้ว การปล่อยให้ช่วงเวลาหนึ่งของร่างกายเข้าสู่ภาวะ “อด” บ้าง ก็ช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไขมันสะสมในร่างกายมาใช้ได้ด้วย หลายคนอาจจะคุ้นหูว่านี่คือวิธีในการทำ IF (Intermittent Fasting) คือการกำหนดช่วงเวลาในการกินอาหาร-งดมื้ออาหาร สูตรเวลาที่เป็นที่นิยมกันคือ 16/8 หมายถึง กินอาหารได้ 8 ชั่วโมง งดมื้ออาหารไป 16 ชั่วโมง โดยเราสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเราได้ (แต่แนะนำให้เป็นช่วงเวลาที่ตรงกับนาฬิกาของร่างกาย คือกินในช่วงที่ควรกิน งดในช่วงที่ควรงด)

ยกตัวอย่างเช่น สูตร 16/8 กินอาหารได้ตั้งแต่ 10.00-18.00 น. หรือใครที่ตื่นเช้าอาจจะเป็น 9.00-17.00 น. (แต่ไม่แนะนำให้กินในช่วงที่ควรนอน เช่น กินในช่วง 22.00-6.00 น. เพราะไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วงเวลาที่ควรนอน ก็ควรนอน)

หากใครที่ทำสูตรเวลา 16/8 แล้วทนหิวไม่ไหว จะเริ่มจาก 12/12 ก่อนก็ได้ เช่น กินอาหารได้ในช่วง 8.00-20.00 น. เท่านั้น (แปลว่างดกินมื้อดึกหรืออาหารก่อนนอน) จากนั้นค่อยๆ ขยับเวลา เพิ่มเวลาในการ “งด” อาหารให้นานขึ้น ขยับเวลาในการกินให้สั้นลงทีละชั่วโมงๆ เท่านี้การงดมื้ออาหารในช่วงเวลาหนึ่งๆ ก็จะง่ายขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาเอาไขมันส่วนเกินในร่างกายมาใช้เป็นพลังงานระหว่างวันนั่นเอง

4.สร้างกล้ามเนื้อ

ปริมาณมวลกล้ามเนื้อในร่างกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่าร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน หากมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น เมื่อเรากำจัดไขมันส่วนเกินไปออกไปได้แล้ว การสร้างมวลกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง การที่ร่างกายของเรามีมวลกล้ามเนื้อแน่นขึ้น จะช่วยให้เราเมื่อเรากลับไปกินอาหารเหมือนเดิม จะไม่กลับไปอ้วนง่ายเหมือนแต่ก่อน เพราะเราจะเริ่มมีกล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญพลังงานที่ดีนั่นเอง

การจะสร้างกล้ามเนื้อให้ดี เราควรกินโปรตีนให้เพียงพอ เช่น เนื้อสัตวไขมันต่ำ นม ไข่ และออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ อะไรก็ได้ที่เล่นแล้วรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อ ยกน้ำหนัก สควอช แพลงกิ้ง ครันช์ ฯลฯ

5.ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

แม้ว่าเราจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าเราควรออกกำลังกาย 30-45 นาทีขึ้นไป เพื่อให้ลดน้ำหนักอย่างได้ผล แต่อันที่จริงแล้ว เราอาจแบ่งเวลาเป็น 15 นาทีเวทเทรนนิ่ง 15 นาทีคาร์ดิโอได้ หากคุณทำตามข้อ 1-4 จนได้น้ำหนักที่ใกล้เคียงกับที่ต้องการ (น้ำหนักปกติ ไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไป) ร่างกายของคุณเริ่มคุ้นชินกับการดึงเอาพลังงานไขมันสะสมมาใช้แทนพลังงานจากอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่เคยได้แล้ว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเพียง 10-15 นาทีก็ช่วยให้คุณลดน้ำหนักอย่างได้ผลและปลอดภัยได้แล้ว

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ภาวะ "เปลือกตาหย่อน" อันตรายหรือไม่ แก้ไขได้อย่างไร


ภาวะ "เปลือกตาหย่อน" อันตรายหรือไม่ แก้ไขได้อย่างไรสาเหตุของการเกิด “เปลือกตาหย่อน”

อ. พญ. พิมพ์ขวัญ จารุอำพรพรรณ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ภาวะเปลือกตาหย่อน หรือหนังตาหย่อน (dermatochalasis) เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยคือ เกิดในผู้สูงอายุ เนื่องจากหนังตามีความยืดหยุ่นมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ทำให้สามารถหย่อนคล้อยลงมาได้ แต่ว่าในกรณีที่เป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุ มักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือชาติพันธุ์ เช่น ในคนเอเชียที่มีตาชั้นเดียว และมีการสะสมของไขมันใต้ชั้นหนังตามาก ทำให้ชั้นหนังตาห้อยลงมาต่ำกว่าระดับขนตา และโดยเฉพาะในผู้สูงอายุอาจพบภาวะเปลือกตาตก (blepharoptosis) และคิ้วตก (brow ptosis) ร่วมด้วยได้ ซึ่งต้องแยกสาเหตุเพราะวิธีการรักษาแตกต่างกัน

อันตรายของ “เปลือกตาหย่อน”

นอกจากจะเป็นเรื่องความไม่สวยงามแล้ว การที่เปลือกตาหย่อนคล้อยจนลงมาปิดจนเหมือนหรี่ตาอยู่ตลอดเวลา ทำให้การทัศนวิสัยในการมองเห็นของลดลงด้วย เป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิต หรือทำงานที่ต้องใช้สายตาเป็นสำคัญ เช่น ขับรถ เย็บผ้า ทำงานกับเครื่องจักร และอื่นๆ

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเมื่อยล้าหน้าผาก เนื่องจากใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากช่วยยกเปลือกตาบนขึ้นตลอดเวลา จนกระทั่งอาจมีรอยย่นที่หน้าผากถาวรได้ ในบางกรณีขนตาอาจถูกหนังตาที่หย่อนกดลงและม้วนเข้าในทำให้กระจกตาตรงตาดำเป็นแผลหรือระคายเคืองได้ หากมีอาการตามนี้ให้รีบพบแพทย์

แก้ไขเปลือกตาหย่อนได้อย่างไร

อ. พญ. พิมพ์ขวัญ ระบุว่า ภาวะเปลือกตาหย่อน สามารถแก้ไขโดยการผ่าตัดเปลือกตา โดยเลือกตัดบริเวณหนังตาที่ห้อยย้อยลงมาออก รอยแผลผ่าตัดจะซ่อนอยู่ตรงบริเวณชั้นตา (ถ้ามีชั้นตา) ระหว่างการผ่าตัดอาจจะมีการนำไขมันส่วนเกินที่ทำให้เปลือกตาอูมออกได้ด้วย ก่อนที่จะเย็บปิดแผลตรงชั้นตาให้สวยงามและมีความเป็นธรรมชาติ อาจทำร่วมกับการผ่าตัดตาทำตาสองชั้นได้ ผู้ป่วยจะมีอาการบวมหรือเขียวช้ำบริเวณที่ผ่าตัดประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะดีขึ้นและกลับมาใกล้เคียงปกติ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

หลังผ่าตัดควรรับประทานยา หรือทายาตามคำแนะนำของแพทย์ และควรระวังไม่ให้แผลถูกน้ำ เหงื่อหรือสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อน เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อได้ หลังผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์แพทย์จะนัดมาทำการตัดไหม หลังจากนั้นยังไม่ควรขยี้ตาเพราะจะทำให้แผลเปิดได้ รวมถึงมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อติดตามดูอาการ

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:"เปลือกตาหย่อน"

5 วิธีดูแลเส้นผมให้นุ่มสลวย ทำเองได้ง่าย ไม่ต้องง้อร้าน

1.เลือกใช้แชมพูที่เหมาะกับเส้นผม

อันดับแรกในการดูแลเส้นผมให้นุ่มสลวยสุขภาพดี คือการเลือกใช้แชมพูที่เหมาะกับสภาพเส้นผมของตัวเอง อย่าเลือกใช้ตามคำโฆษณาอย่างเดียว แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับเส้นผมของตัวเองมากที่สุด เนื่องจากลักษณะเส้นผมของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน บางคนอาจมีผมบาง ผมหนา เส้นผมไม่มีน้ำหนัก หรือผมแห้งชี้ฟู ดังนั้นการเลือกใช้แชมพูทำความสะอาดเส้นผม จึงควรเลือกที่เหมาะกับเส้นผมของตัวเอง ที่สำคัญไม่ควรสระผมทุกวัน เพราะอาจจะทำให้เกล็ดผมเกิดความอ่อนแอ ทำให้ผมชี้ฟูได้ง่าย

2.ไม่ลืมทาครีมนวดทุกครั้ง

การใช้ครีมนวดผมหลังสระผมทุกครั้ง เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนมักจะละเลยกันมาก ทั้งที่วิธีนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผมของสาวๆ นุ่มสลวย เนื่องจากครีมนวดผมเป็นตัวช่วยในการถนอมเส้นผมและคอยดูแลความชุ่มชื้น พร้อมทั้งช่วยเติมความเงางามให้เส้นผมได้อย่างมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งวิธีการใช้ครีมนวดผมที่ถูกต้องคือ ชโลมครีมนวดผมตั้งแต่บริเวณกึ่งกลางเส้นผมแล้วไล่จรดไปสุดปลายผม ในส่วนของคนที่มีปัญหาผมมันง่าย ควรลดปริมาณการใช้ครีมนวดให้น้อยลงจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

3.ฟื้นฟูเส้นผมด้วยทรีทเมนต์

สาวๆ หลายคนอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าในช่วงที่เส้นผมของคนเราเปียก จะทำให้เกล็ดผมเปิดออกโดยอัตโนมัติ นั่นจึงทำให้เส้นผมสามารถรับสารอาหารต่างๆ เพื่อไปฟื้นฟูความเสียหายของเส้นผมได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้ทรีทเมนต์ในการบำรุงผมให้มีสุขภาพดีและนุ่มสลวยบ่อยๆ โดยแนะนำให้ใช้ทรีทเมนต์หมักผมขณะเส้นผมเปียกประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจไม่ต่างจากการไปทำผมร้านแพงๆ เลยทีเดียว

4.ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงและปกป้องเส้นผม

เมื่อฟื้นฟูเส้นผมที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาเป็นปกติ การบำรุงและป้องกันเส้นผมไม่ให้ได้รับความเสียหายจึงถือเป็นขั้นตอนถัดไปที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยหลังจากสระผมทาครีมนวด หรือทำทรีทเมนต์กันเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ซับผมด้วยผ้าเบาๆ ให้เส้นผมพอหมาดแล้วตามด้วยการบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสูตรเข้มข้นที่อุดมไปด้วยวิตามินและโปรตีน วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผมนุ่มสลวยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เส้นผมแข็งแรงอีกด้วย

5.หวีผมให้ถูกวิธี

การหวีผมถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญต่อการบำรุงเส้นผมให้นุ่มสลวยเช่นกัน ซึ่งสาวๆ ควรให้ความสำคัญกับการหวีผมให้มากๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นผมเปียก แม้จะเป็นช่วงที่เส้นผมรับการบำรุงได้ดี แต่ก็จัดเป็นช่วงที่เส้นผมอ่อนแอมากที่สุด ซึ่งหากหวีผมในขณะที่ผมเปียก จะทำให้รากผมไม่แข็งแรง ส่งผลให้ผมหลุดร่วงได้ง่าย ดังนั้นจึงควรหวีผมในช่วงผมเปียกแต่เพียงเบาๆ หรืออาจจะซับหรือเป่าผมให้แห้งก่อนแล้วค่อยหวีก็ได้เช่นกัน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:5 วิธีดูแลเส้นผมให้นุ่มสลวย

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564

9 อาหารที่มีประโยนช์ที่ช่วยลดความเสี่ยง "มะเร็งเต้านม"

 9 อาหารที่มีประโยนช์ที่ช่วยลดความเสี่ยง "มะเร็งเต้านม"

จริงๆ แล้วไม่มีอาหารหรือรูปแบบการรับประทานใด ที่สามารถป้องกันหรือก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ แต่การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้นสามารถสร้างความแตกต่าง อย่างเห็นได้ชัด สำหรับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มีความซับซ้อน เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายๆ อย่างรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุ พันธุกรรม Hello คุณหมอ มี อาหารลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ไปดูกันว่ามีอาหารอะไรที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้

มะเร็งกับโภชนาการ เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้น มีปัจจัยมาจากหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และอาหารการกิน จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าประมาณร้อยละ 70 ของความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง รวมถึงการรับประทานอาหารด้วย เช่น การหลีกเลี่ยงบุหรี่ จำกัดแอลกอฮอล์ การควบคุมน้ำหนัก และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ดีในการป้องกันมะเร็ง รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นปัจจัยที่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้เช่นกัน

สิ่งที่คุณรับประทานนั้นล้วนส่งผลต่อสุขภาพของคุณ รวมถึงส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งด้วย จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าอาหารที่รับประทานกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน พฤติกรรมการบริโภคอาหารบางอย่าง เช่น อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนแบบดั้งเดิม ที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และไขมันที่ดีต่อสุขภาพสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่พบได้บ่อย รวมถึงมะเร็งเต้านมด้วย แต่ในทางกลับกันการรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนัก

อาหารลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม มีอะไรบ้าง

มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ในบริเวณที่แตกต่างกันออกไป แถมยังมีรูปแบบที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งรูปแบบในการรักษามะเร็งเต้านมนั้นก็มีหลายแบบ ซึ่งอาหารถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ อาหารเหล่านี้ถือ เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีส่วนช่วยป้องกันพัฒนาการและการลุกลามของมะเร็งเต้านมได้

ผักและผลไม้

เบอร์รี่ต่างๆ

อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ เช่น เมล็ดพืช ธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว

ผลิตภัณฑ์จากนม

ไขมันที่ดีจากธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีและวิตามินอื่นๆ

เครื่องเทศที่มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ เช่น ขมิ้น กระเทียม

พืชที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ผักใบเขียวปรุงสุก มันเทศ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

แอลกอฮอล์

น้ำตาล

ไขมัน

เนื้อแดง

อาหารแปรรูป

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้ หรือการลดอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันทรานส์ อาจมีส่วนช่วยในการ ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้ยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ซึ่งเป็นโรคที่เพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่นๆ ได้อีกด้วย

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:มะเร็งเต้านม


5 เหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล

5 เหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล

1.เปรียบเทียบกับหุ่นของคนอื่น

แน่นอนว่าก่อนลดน้ำหนัก ผู้หญิงหลายคนจะมีบุคคลต้นแบบที่เอามาเป็นแรงกำลังใจในการลดน้ำหนัก ซึ่งก็อาจจะทำตามวิธีของบุคคลเหล่านั้นไปเสียทุกอย่าง จนทำให้เกิดการเปรียบเทียบหุ่น และเมื่อการลดน้ำหนักที่ใช้วิธีเหมือนกับบุคคลตัวอย่างไปเสียทั้งหมดไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้ ก็อาจทำให้หมดกำลังใจไปเสียดื้อๆ ได้ ดังนั้นเมื่อต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกับหุ่นของตัวเองและบุคคลที่เราเอามาเป็นตัวอย่างในการลดน้ำหนัก เนื่องจากแต่ละคนมีรูปร่าง รวมทั้งพันธุกรรมของกล้ามเนื้อแตกต่างกัน

2.ตัดคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหาร

สาวๆ หลายคนเชื่อว่าการลดน้ำหนักให้ได้ผลคือการตัดคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหาร ซึ่งมื้ออาหารของผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักประมาณ 90% จะลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลง แล้วหันไปดื่มน้ำผลไม้ หรือกินขนมหวานชิ้นเล็กชิ้นน้อยแทน แต่บอกเลยว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในการลดน้ำหนัก เพราะคาร์โบไฮเดรตจัดเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ หากขาดสารอาหารชนิดนี้ จะส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยง่ายและส่งผลต่อการคิดไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งนั่นจะทำให้ร่างกายไม่มีแรงมากพอต่อการออกกำลังกาย อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่มากจนเกินควบคุมได้อีกด้วย

3.กินอาหารน้อยเกินไป

การกินอาหารที่น้อยลงไปจากเดิม ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดี ในทางตรงกันข้ามจะยิ่งทำให้สาวๆ เสียเวลาไปกับการลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะหลักการวิทยาศาสตร์ในการลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักนั้น จะมีเพียงสูตร CICO หรือ Calories in, Calories out นั่นก็คือ อยากลดน้ำหนักให้กินน้อยกว่าที่ใช้ อยากเพิ่มน้ำหนักให้กินเยอะกว่าที่เบิร์น ส่วนการใช้สูตรกินวันละ 1,000 แคลอรี แทบจะไม่ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักระยะยาวเลย

4.วัดความสำเร็จด้วยตราชั่ง

การเอาแต่หมกมุ่นกับตัวเลขบนตราชั่ง โดยชั่งน้ำหนักทั้งเช้าและเย็น แทบจะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะตราบใดที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาแม้เพียงไม่กี่ขีด ก็จะส่งผลให้เกิดความเครียดตามมา และอาจทำให้ระบบอื่นๆ ภายในร่างกายได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผล ควรเน้นที่สุขภาพและรูปร่างจะดีที่สุด

5.ตั้งเป้าหมายเพื่อคนอื่น

การลดน้ำหนักที่ทำไปเพื่อคนอื่น หรือเพื่อความพึงพอใจของคนอื่น ไม่เพียงแต่จะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผลดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มความกดดันและทำร้ายสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะมีเป้าหมายใดในชีวิต จำเป็นที่จะต้องทำเพื่อตัวเอง เพราะเราเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความสำคัญต่อชีวิตอย่างไร และต้องประสบความสำเร็จแค่ไหนจึงจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับตัวเราเอง

สาระน่ารู้สำหรับ:คุณผู้หญิง

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วิธีแก้ปวดหลัง แบบไม่พึ่งยา วิธีแก้ปวดหลัง ที่คุณเองก็ทำได้

วิธีแก้ปวดหลัง แบบไม่พึ่งยา วิธีแก้ปวดหลัง ที่คุณเองก็ทำได้

วิธีแก้ปวดหลัง มีด้วยกันมากมายหลายวิธี แต่รู้ไหมคะว่า วิธีที่ง่ายสุดๆ แถมไม่ต้องเสียสตางค์ก็คือการ ออกกำลังกาย แต่จะมีท่าไหนบ้าง มาดูกัน

ก่อนอื่น เราต้องรู้ถึงสาเหตุที่ทําให้ปวดหลังประการหนึ่งคือ อาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง เนื่องจากการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ถูกต้องในชีวิตประจําวัน การหักโหมออกกําลังกายหรือเล่นกีฬา

บางประเภท ฉะนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และนี่คือ เทคนิคการเยียวยาอาการปวดหลังเบื้องต้นที่สามารถทําเองได้ที่บ้านจาก Sport Injury Bulletin ประเทศสหรัฐอเมริกา

-ใช้น้ำแข็ง

ระคบด้วยถุงน้ำแข็ง (Ice Pack) บริเวณที่เป็น เพื่อบรรเทาอาการปวด ค่อยๆ เลื่อนถุงน้ำแข็ง ไปตามแนวหลังคล้ายการนวด (หรืออาจให้คนที่บ้านช่วยได้) ประมาณ 12 นาที ถึงแม้ว่าน้ำแข็งจะไม่ได้ทําให้หายปวด แต่จะช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อโดยรอบ

-ยืดเหยียดเล็กน้อย

การยืดเหยียดจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง โดยทําตามวิธีดังต่อไปนี้

นอนบนพื้นราบหรือบนเตียง แขนทั้งสองอยู่ข้างลําตัว

เกร็งหน้าท้อง กดแผ่นหลังให้ติดพื้น ค้างท่าไว้ ประมาณ 12 วินาที เป็นท่าง่ายๆ ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ

-เวิร์คเอ๊าต์ช่วงขา

ท่านอนยกขาจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อ หลังส่วนล่างให้แข็งแรงขึ้นได้ โดยทําตามวิธีดังต่อไปนี้

นอนบนพื้นราบหรือบนเตียง แขนสองข้างอยู่ข้างลําตัว

ยกแขนขวาขึ้นพร้อมกับยกขาซ้ายขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทําได้

ค้างท่าไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทําได้ จากนั้นกลับสู่ท่าเดิม แล้วทําสลับข้าง นับเป็น 1 ครั้ง

ทําซ้ำ 10 ครั้ง นับเป็น 1 เซต ทําประมาณ 2 เซต

ออกกำลังกายแก้ปวดหลัง

นายแพทย์บุญวัฒน์ จะโนภาษ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา กล่าวว่า “โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อแผ่นหลังของคนเราจะถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทําให้เกิดอาการตึงของกล้ามเนื้อ ทําให้เวลานั่งนานๆ เช่น นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือขยับตัว เปลี่ยนอิริยาบถ จะเกิดอาการปวดล้าบริเวณกลางหลังและปีกหลัง”

โดยแนวทางป้องกันอาการปวดหลังที่ดีที่สุดคือ การหมั่นฝึกออกกําลังกายเพื่อความ แข็งแรงและสร้างความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง กระดูกสันหลัง วันนี้มีวิธีบริหารกล้ามเนื้อแผ่นหลัง กระดูก สันหลัง ซึ่งท่าบริหารเหล่านี้จะช่วยยืดและผ่อนคลายเส้นเอ็นกระดูกสันหลัง ทําให้คุณไม่ต้องกังวลกับอาการปวดหลังอีกต่อไป

Step 1

ท่าเตรียม นอนหงายลงบนพื้น

ท่าปฏิบัติ งอเข่าข้างหนึ่งเข้าหาลําตัว ใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่า ค้างไว้ นับ 1-10 ทําจนครบ 10 เซต ท่าเตรียม นอนหงายลงบนพื้น

Step 2

ท่าปฏิบัติ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นทํามุม 45 องศากับพื้น โดยพยายามเหยียดขาให้ตรง ค้างไว้ นับ 1-10 ทําจนครบ 10 เซต

แค่ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ค่ะ

สาระน่ารู้

แจก 7 สูตร DIY มาสก์หน้า "ลดรอยสิว"

 แจก 7 สูตร DIY มาสก์หน้า "ลดรอยสิว" 

1 มาสก์น้ำผึ้ง + อบเชย

เริ่มต้นด้วยสูตรมาสก์ลดรอยสิวแบบฉบับ DIY สูตรแรกอย่าง มาสก์น้ำผึ้ง + อบเชย ก่อนเลยค่ะ สาวๆ รู้รึเปล่าว่าน้ำผึ้งที่นำมาราดขนมปังหรือชงผสมกับเครื่องดื่ม ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยเพิ่มพลังความสวยและแก้ปัญหาผิวได้เหมือนกันนะ เพราะ “ น้ำผึ้ง ” มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว และช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วออกไป พอนำมาผสมกับ “ อบเชย ” ที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านการอักเสบ เลยกลายเป็นสูตรมาสก์หน้าที่ช่วยลดรอยสิวให้แลดูจางลงและผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น


โดยวิธีการทำมาสก์หน้าลดรอยสิวสูตรนี้ก็ให้ ผสมผงอบเชย 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 2 สองช้อนชา แล้วคนจนส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นก็ทาเนื้อมาสก์ให้ทั่วผิวหน้าที่สะอาด พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 - 15 นาที แล้วล้างออก ซึ่งมาสก์หน้าสูตรนี้สามารถทำเป็นประจำทุกวันเพื่อลดรอยสิวแบบติดสปีดได้เลย

2 มาสก์นมสด + น้ำผึ้ง + ผงขมิ้นชัน

ตามมาดูต่อกับสูตรมาสก์หน้าลดรอยสิวสูตรที่สองอย่าง มาสก์นมสด + น้ำผึ้ง + ผงขมิ้นชัน ที่ยังคงมีส่วนผสมของ “ น้ำผึ้ง ” ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นช่วยเรื่องการสมานแผลและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว รวมพลังมาพร้อมกับ “ นมสด ” ที่อุดมด้วยกรดแลคติก ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและต้านริ้วรอยก่อนวัย ส่วน “ ผงขมิ้นชัน ” ก็มีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ พอส่วนผสมทั้งสามอย่างมารวมตัวกันก็จะช่วยลดรอยสิวหรือรอยดำให้แลดูจางลงอย่างเห็นผล


ถึงแม้ว่ามาสก์หน้าสูตรนี้จะมีส่วนผสมหลายอย่าง แต่ขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยนะ แค่ผสมผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา นมสด 2 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา คนจนส่วนผสมเข้ากันและเนื้อข้นขึ้น แล้วปาดเนื้อมาสก์ให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ 10 - 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า พอมาสก์หน้าด้วยสูตรนี้เป็นประจำ 2 - 3 ครั้ง / สัปดาห์ ก็จะช่วยให้รอยสิว รอยดำ และจุดด่างดำต่างๆ แลดูจางลงไป

3 มาสก์ว่านหางจระเข้

เราเชื่อว่าใครที่เป็นคนชอบเสิร์ชสูตรความงามแบบฉบับ DIY เป็นประจำ ก็คงจะเคยเห็น “ ว่านหางจระเข้ ” ผ่านตากันอยู่บ่อยๆ แน่เลยใช่มั้ยละ??? สาเหตุก็เป็นเพราะว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ โดยเฉพาะคุณสมบัติช่วยฟื้นบำรุงและแก้ปัญหาผิวได้หลายอย่าง รวมทั้งคนที่กำลังกังวลใจกับรอยสิวบนผิวหน้าก็สามารถใช้ มาสก์ว่านหางจระเข้ ได้เหมือนกัน เพราะว่านหางจระเข้จะช่วยปลอบประโลมผิว ทาแล้วรู้สึกเย็นสบายผิวสุดๆ พร้อมช่วยต้านการอักเสบของผิว นอกจากนี้ในว่างหางจระเข้ยังมีซัลเฟอร์และกรดซาลิไซลิก ที่ช่วยลดการอักเสบของสิวและลดรอยสิวให้แลดูจางลงด้วยนั่นเอง


วิธีการ DIY มาสก์ว่านหางจระเข้ก็ให้ นำเจลว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา พอคนส่วนผสมจนเข้ากันแล้วก็ให้ทาเนื้อมาสก์ให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ 10 - 15 นาทีแล้วล้างออก โดยมาสก์หน้าสูตรนี้จะช่วยควบคุมความมันส่วนเกิน ลดการระคายเคืองผิว และแก้ปัญหารอยสิวได้ด้วย

 

4 มาสก์นมอัลมอนด์ + ไข่ขาว

คราวนี้แวะมา DIY สูตรมาสก์หน้าไล่รอยสิวแบบง่ายๆ จากวัตถุดิบที่หาได้จากในห้องครัวบ้างดีกว่าค่ะ เพราะสูตรนี้เป็น มาสก์นมอัลมอนด์ + ไข่ขาว ที่สาวๆ จะได้รับประโยชน์จากทั้งวิตามินซีและสารฝาดสมานจาก “ นมอัลมอนด์ ” และ “ ไข่ขาว ” ช่วยเรื่องการควบคุมความมันส่วนเกินที่อาจเป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดสิว รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยสิวที่ทิ้งเอาไว้บนผิวหน้าหลังสิวยุบหรือแห้งแล้ว ถือเป็นสูตรมาสก์หน้าที่เหมาะกับคนที่มีสภาพผิวมันและเป็นสิวง่ายมากๆ เลยนะ


หากสาวคนไหนอยากลองมาสก์หน้าลดรอยสิวด้วยสูตรนี้ดูบ้างก็ให้ ผสมนมอัลมอนด์ 2 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ฟอง และน้ำเลมอน 1 ช้อนชา คนจนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า ( แต่เว้นบริเวณผิวรอบดวงตา ) พอกทิ้งไว้ประมาณ​ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า สูตรนี้ให้มาสก์หน้าเป็นประจำ 2 ครั้ง / สัปดาห์ เพื่อช่วยลดเลือนรอยสิวให้แลดูจางลงเร็วขึ้นกว่าเดิม

5 มาสก์น้ำมันมะกอก + เลมอน

มาสก์น้ำมันมะกอก + เลมอน ก็เป็นอีกหนึ่งสูตรมาสก์หน้าลดรอยสิวที่สามารถหาวัตถุดิบได้ง่ายๆ จากในห้องครัวค่ะ แต่เราแนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ “ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ” หรือ “ Extra Virgin Olive Oil ” มาใช้เป็นส่วนผสมจะดีที่สุด เพราะน้ำมันมะกอกชนิดนี้อุดมด้วยวิตามินปริมาณสูงและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีสรรพคุณช่วยเรื่องการฟื้นบำรุงและซ่อมแซมผิว พร้อมทั้งปกป้องผิวจากแบคทีเรียตัวร้ายที่เป็นตัวการก่อให้เกิดสิว ส่วน “ เลมอน ” ก็ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและขจัดสารพิษออกจากรูขุมขน ผลลัพธ์ที่ได้หลังมาสก์หน้าสูตรนี้เป็นประจำก็คือผิวแข็งแรงและดูเรียบเนียนสม่ำเสมอกัน


วิธี DIY มาสก์หน้าสูตรนี้ให้ ผสมน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเลมอน 2 - 3 หยด และน้ำเปล่าใส่ในถ้วย แล้วนำส่วนผสมไปอุ่นและวางทิ้งไว้จนคลายความร้อน จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ใช้สำลีเช็ดเนื้อมาสก์ออกแล้วล้างหน้าให้สะอาดได้เลย

6 มาสก์กล้วยหอม

สาวๆ มีใครชอบกิน “ กล้วยหอม ” เหมือนกันบ้างรึเปล่าคะ ยกมือขึ้นให้ดูหน่อยเร็ววว! ขอให้รู้ไว้เลยนะว่ากล้วยหอมเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณประโยชน์มหาศาล ทั้งกินแล้วอิ่มท้องนาน มีไฟเบอร์ปริมาณสูงที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย แถมยังมีประโยชน์เรื่องการบำรุงผิวพรรณอีกต่างหากนะ เพราะกล้วยหอมมีทั้ง วิตามินเอที่ช่วยลดเลือนรายดำ รอยสิว และจุดด่างดำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น / วิตามินบีที่ช่วยลดปัญหาผิวแห้งกร้านหรือผิวหยาบกระด้าง / วิตามินอีที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและป้องกันริ้วรอยก่อนวัย และโพแทสเซียมที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มน้ำ ซึ่งคนที่มีปัญหารอยสิวก็สามารถ DIY มาสก์กล้วยหอม เพื่อลดเลือนรอยสิวและเรียกคืนผิวเนียนใสง่ายๆ ด้วยตัวเองได้เหมือนกัน


ส่วนผสมที่ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับสูตรมาสก์กล้วยหอมก็คือ กล้วยหอมปั่นละเอียด 1 ลูก โยเกิร์ต ¼ ถ้วย และน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ นำส่วนผสมมาคนให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็ทาให้ทั่วผิวหน้าด้วยแปรงแต่งหน้า พอกทิ้งไว้ 10 - 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หลังจากมาสก์หน้าด้วยสูตรนี้แล้วจะสัมผัสได้เลยว่าผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น และหากทำเป็นประจำก็จะช่วยให้ผิวเนียนใสไร้รอยสิว

7 มาสก์เปลือกส้ม

าให้ลองจินตนาการถึงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน กัดแล้วฉ่ำน้ำ กินเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นแบบสุดๆ สาวซิสจะนึกถึงผลไม้ชนิดไหนเป็นอันดับแรกกันคะ?! เรามั่นใจว่าหลายคนจะต้องนึกถึง “ ส้ม ” อย่างแน่นอน แล้วรู้รึเปล่าว่านอกจากส้มจะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีปริมาณสูง ที่กินแล้วช่วยบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยง่ายๆ แล้ว ในส้มยังอุดมด้วยเรตินอลที่ทำหน้าที่เป็นสารผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดผิวใหม่ที่ดูเปล่งปลั่งสดใสแบบไร้รอยสิวหรือจุดด่างดำ ที่สำคัญส้มยังมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวที่ถูกทำร้าย ผ่านกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิวด้วยนั่นเอง

โดยวิธีทำ มาสก์เปลือกส้ม ให้สาวๆ ผสมผงเปลือกส้ม 1 ช้อนโต๊ะ และนมสด 1 ช้อนชา แล้วคนจนส่วนผสมเข้ากันและเริ่มข้นขึ้น จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า พอมาสก์หน้าด้วยสูตรนี้เป็นประจำ 2 ครั้ง / สัปดาห์ รอยสิวบนผิวหน้าก็จะค่อยๆ แลดูจางลง

สาระน่ารู้



 

5 วิธีแก้เล็บเหลืองให้กลับมาสวยสดใสอีกครั้ง

 5 วิธีแก้เล็บเหลืองให้กลับมาสวยสดใสอีกครั้ง

1.หยุดทาสีเล็บ

สารเคมีที่อยู่ในน้ำยาทาเล็บ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เล็บเหลือง แต่หลายคนก็ยังพยายามทาสีเล็บ เพื่อปกปิดความเหลือง การทำแบบนี้ไม่ใช้วิธีแก้เล็บเหลืองที่ถูกต้อง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด ให้หยุดทาสีเล็บสักพัก เพื่อให้เล็บได้ปรับสภาพ รอจนกว่าเล็บจะแข็งแรงจึงกลับมาทาสีเล็บใหม่อีกครั้ง

2.ตัดแต่งเล็บให้เรียบร้อย

การตัดแต่งเล็บในบางส่วนที่เสียไป ก็เป็นอีกวิธีแก้เล็บเหลืองอย่างได้ผล โดยการตัดเล็บส่วนที่เหลืองออกไป แล้วจึงใช้ตะไบปัดขอบให้เรียบร้อย รอจนกว่าเล็บจะยาวแล้วตัดค่อย ๆ ตัดส่วนปลายออกไปเรื่อย ๆ เพียงแค่นี้ก็ช่วยจัดการปัญหาเล็บเหลืองได้แล้ว

3.ขัดด้วยยาสีฟัน

การใช้ยาสีฟันในการทำความสะอาดเล็บนั้นมีหลักการเดียวกับการทำความสะอาดฟัน เพราะการขัดเล็บก็ช่วยทำให้เล็บขาวขึ้นได้ ด้วยการนำแปรงสีฟันเก่าและยาสีฟันมาให้พร้อม แล้วเริ่มลงมือขัดทำติดต่อกัน 7 วัน จะทำให้เล็บขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

4.แก้เล็บเหลืองด้วยมะนาว

หลังจากที่เราพักการทาเล็บมาสักพัก เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่อยู่ในน้ำยาทาเล็บ ก็ถึงเวลาที่จะต้องบำรุงเล็บด้วยสมุนไพร ด้วยการใช้มะนาว มาผ่าครึ่ง แล้วนำมาขัดวนให้ทั่วแล้วนวดบริเวณเล็บที่เหลือง หลังจากนั้นจึงล้างออก แล้วแช่มือลงไปในน้ำอุ่น เพียงแค่นี้ก็จะช่วยคืนความสดใสให้แก่เล็บ เล็บกลับมามีสีสวยสดใสเป็นธรรมชาติมากขึ้น

5.เลือกใช้ยาทาเล็บคุณภาพดี

สาเหตุที่ทำให้เกิดเล็บเหลือง ก็คือการใช้น้ำยาทาเล็บที่มีคุณภาพต่ำ เมื่อทาติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เล็บเสื่อมสภาพ หลังจากพักฟื้นเล็บจนมีสุขภาพดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องทาเล็บใหม่อีกครั้ง ดังนั้นในครั้งนี้ ให้เลือกใช้น้ำยาทาเล็บที่มีคุณภาพดี โดยมีคุณสมบัติในการปกป้องเล็บ และการทารองพื้นก่อนทาเล็บก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยปกป้องเล็บ ทำให้เล็บไม่เหลือง มีสีสวยสดใสเป็นธรรมชาติ

การดูแลเล็บเป็นสิ่งหนึ่งที่สาว ๆ ต้องให้ความใส่ใจ เพราะถึงแม้ว่าจะมีใบหน้าที่สดใส รูปร่างที่ดี แต่ถ้าเล็บเหลืองก็คงไม่น่าดูเท่าไหร่ สำหรับผู้ที่ชอบทาเล็บเป็นประจำแล้วเล็บเหลือง ให้นำวิธีแก้เล็บเหลืองเหล่านี้ไปใช้ จะทำให้เล็บกลับมาสดใสเป็นธรรมชาติเหมือนเดิม

สาระน่ารู้

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564

19 วิธีรักษาฝ้าบนใบหน้า

 19 วิธีรักษาฝ้าบนใบหน้า

1.การป้องกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณควรเริ่มต้นจากการหลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าหากต้องเผชิญแสงแดดก็ควรแต่งกายแบบไม่เผยผิวพร้อมกับทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวจากรังสียูวี โดยเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไป และต้องเป็นแบบ PA+++ ด้วย ถึงจะช่วยปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าต้องอยู่ภายใต้แสงแดดตลอดทั้งวัน คุณอาจเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงมากกว่านี้ แต่ให้หมั่นทาครีมกันแดดบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าครีมกันแดดยังมีประสิทธิภาพดีพอต่อการป้องกันแสงแดด ส่วนไอร้อนจากเตา รังสีจากหน้าจอคอมพ์ ก็เป็นเหตุทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน ดังนั้นเลี่ยงได้ควรเลี่ยงเลย นอกจากนี้คุณควรสังเกตตัวเองด้วยว่าเรารับประทานยาอะไรที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าหรือเปล่า เช่น ยาคุมกำเนิด ใช้เครื่องสำอางอะไรแล้วแพ้จนเป็นรอยคล้ายฝ้าหรือไม่ (ส่วนมากแล้วจะเป็นเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำหอมจะเป็นตัวการทำให้เกิดฝ้าลึก รวมไปถึงครีมทาผิวประเภทไวเทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารอันตรายอย่างสาร "ไฮโดรควิโนน") เป็นต้น

2.ดูแลตัวเองจากภายใน นอกจากการทายา ทำทรีตเมนต์ รวมไปถึงการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ในระหว่างการรักษาเราสามารถดูแลตัวเองจากภายในได้โดยการรับประทานทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ที่เป็นตัวช่วยทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ้าขยายตัวใหญ่ขึ้นนั่นเอง

3.เลือกใช้ครีมบำรุง (ครีมรักษาฝ้า) การเลือกครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ AHA, วิตามินซี, อาร์บูติน (Arbutin), กรดโคจิก (Kojic) รวมไปถึงครีมทาฝ้า ครีมแก้ฝ้า หรือครีมรักษาฝ้าต่าง ๆ ก็สามารถทำให้ฝ้าจางลงและทำให้หน้าดูกระจ่างใสขึ้นได้ เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลานานหน่อยเท่านั้น

4.สูตรหัวไชเท้า สูตรรักษาฝ้าด้วยหัวไชเท้า คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำหัวไชเท้าบดหยาบ ๆ มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที (แล้วแต่สภาพหน้าของแต่ละคนว่ารับได้แค่ไหน ส่วนคนที่มีผิวแพ้ง่ายไม่ควรใช้สูตรนี้) แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ให้คุณทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง หรือวันเว้นวัน ก็จะช่วยลดฝ้าทำให้ฝ้าดูจางลงได้มากเลยทีเดียว และนอกจากจะช่วยลดฝ้าได้แล้วหัวไชเท้ายังมีสรรพคุณช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ และทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย แต่หลังจากล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแล้ว ก็ให้กระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์หรือน้ำเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้รูขุมขนกว้าง

5.สูตรว่านหางจระเข้ วิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ ให้คุณใช้ว่านหางจระเข้ 1 ใบใหญ่ (เลือกใบล่าง ๆ แบบที่แก่แล้ว) นำไปแช่น้ำประมาณ 10 นาที จากนั้นก็ปอกเปลือกออกและล้างให้สะอาด นำไปปั่นหรือบดก็ได้ตามถนัด แล้วจึงนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที โดยสูตรนี้หากทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้ฝ้าหายได้ไวยิ่งขึ้น

6.สูตรมะขามเปียก อีกหนึ่งวิธีรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร ให้คุณนำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาบาง ๆ บริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออก วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้รอยฝ้าดูจางลงและยังช่วยลดรอยด่างดำได้ด้วย แต่ถ้าที่บ้านคุณไม่มีมะขามเปียก ก็อาจเลือกใช้เป็นน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดแทนก็ได้

7.สูตรใบบัวบก สมุนไพรรักษาฝ้าอีกสูตร ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนังได้ โดยเฉพาะฝ้า กระ และสิว วิธีใช้ก็ไม่ยาก เพียงแค่นำมาปั่นแล้วใช้น้ำใบบัวบกมาเช็ดหน้าแทนการใช้โทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน เพียงเท่านี้รอยฝ้าต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ จางลง เหลือไว้แต่ใบหน้าอันขาวเนียนสดใส

8.สูตรไข่ขาว เพียงแค่นำไข่ขาวบริเวณรอบ ๆ ไข่แดง (เฉพาะไข่ขาว) มาทาบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้าของคุณได้

9.สูตรน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิ้ลจะมีประโยชน์ในด้านการช่วยดูแลผิวพรรณได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เนื่องจากในน้ำส้มสายชูนั้นมีฤทธิ์กรด จึงช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใสและเนียนนุ่มขึ้นได้ เพียงแค่คุณนำมันมาผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วใช้สำลีชุบและเช็ดให้ทั่วใบหน้า รอจนแห้งแล้วจึงล้างออก

10.ลอกฝ้าด้วยกรด TCA, กรด AHA ฯลฯ (Chemical peeling) นับว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัย (แม้ว่าจะได้ผลช้า) ที่สามารถช่วยทำให้เซลล์ผิวชั้นบนกับเม็ดสีเมลานินหลุดออกมาได้ โดยเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลักดันให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่หลังการทำทรีตเมนต์นี้ หน้าของคุณจะไวต่อแสงแดดมาก จึงต้องป้องกันให้ดีหลังการทำ คลินิกที่ให้บริการทรีตเมนต์ตัวนี้จะแนะนำให้ทำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

11.ยากินรักษาฝ้า (Tranexamic acid) ปกติแล้วยากินชนิดนี้จะเป็นยากินที่มีคุณสมบัติทำให้เลือดแข็งตัว มีข้อบ่งใช้ที่ได้รับการรับรอง คือ การนำมาใช้รักษาและป้องกันภาวะเลือดออกในผู้ป่วยเลือดไหลหยุดยาก ส่วนการใช้ยานี้เพื่อรักษาฝ้านั้นก็เนื่องมาจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีเมลานินได้ จึงมีผลทำให้ฝ้าจางลง อย่างไรก็ตามข้อบ่งใช้ส่วนนี้ยังไม่ได้รับการรับรอง และยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัยเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน อีกทั้งข้อห้ามในการใช้และผลข้างเคียงของยาชนิดนี้ก็มีหลายอย่าง เช่น มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เจ็บหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ และจากการศึกษาผลการรักษาฝ้าส่วนใหญ่ก็มาจากการทดลองในสัตว์ ส่วนการศึกษาในมนุษย์นั้นก็พบเฉพาะในรูปแบบของยาใช้ภายนอกซึ่งก็ไม่ใช่ยากิน ดังนั้นจึงแนะนำว่าผู้จะใช้ยาหรือกำลังใช้อยู่ ให้หาทางเลือกอื่นมาใช้ในการรักษาฝ้าแทน

12.รักษาด้วยไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ยาทาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนสามารถช่วยให้การผลิตเม็ดสีถูกขัดขวางจนทำให้ผิวบริเวณที่เป็นฝ้าขาวขึ้นมาได้ แต่แม้ว่าไฮโดรควิโนนจะให้ผลในการรักษาที่ดี แต่มันก็มีข้อเสียและควรระวัง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทาง อย. ไทย ไม่อนุญาตให้ซื้อขายกันได้อย่างเสรี เว้นแต่แพทย์เท่านั้นที่สามารถจ่ายครีมที่มีส่วนผสมของยาชนิดนี้ได้

13.ฉีดเมโสรักษาฝ้า (Mesotherapy) เป็นการใช้เข็มเล็ก ๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวตื้น ๆ เพื่อการกระจายตัวยาที่ใช้รักษากระลงสู่ชั้นเซลล์ที่มีปัญหา โดยจะฉีดลึกลงไปประมาณ 1-2 มม. ระยะห่างกันไม่เกิน 1 เซนติเมตร เฉพาะบริเวณที่มีปัญหากระและฝ้า แต่ต้องทำการฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ วิธีนี้ถ้าจะหวังผลการรักษาให้เป็นที่พอใจคงเป็นไปได้ยาก อย่างมากก็แค่ช่วยให้ฝ้าดูจางลงเท่านั้น

14.ฉีดสเต็มเซล์ มีงานวิจัยชี้ว่าการฉีดสเต็มเซลล์ให้กับคนที่ต้องการรักษาผิวพรรณเพื่อย้อนวัยตัวเอง จะส่งผลทำให้ฝ้าลดลงตามไปด้วย เมื่อทำการทดลองกับคนที่ไม่ได้ต้องการย้อนวัย แต่ต้องการรักษาฝ้าเพียงอย่างเดียว ก็พบว่าสเต็มเซลล์ก็สามารถช่วยลดฝ้าได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์จากรกของเด็กที่เพิ่งคลอด หรือสเต็มเซลล์จากผิวหนังแกะ

15.ไอออนโตรักษาฝ้า (Iontophoresis) เครื่องมือชนิดนี้อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อน ๆ มีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้บนผิวให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ยาออกฤทธิ์ในการรักษาได้ดี โดยยาที่นิยมนำมาใช้จะอยู่ในรูปแบบของเจล อย่างเจลอาร์บูติน, เจลโคจิก, เจลวิตามินซี, เจลลิโคไลซ์ และทรานซามิคเจล การรักษาแบบนี้มีผลข้างเคียงน้อย แต่อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้าง หากทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รับรองได้เลยว่าฝ้าคุณต้องจางลงอย่างแน่นอน ส่วนเครื่องโฟโน (Phonophoresis) ก็สามารถนำมาใช้ร่วมกับเจลเพื่อช่วยผลักยาเข้าสู่ผิวได้เช่นเดียวกับเครื่องไอออนโต ทำแล้วให้ความรู้สึกสบายกว่าการทำไอออนโต แต่โดยส่วนตัวคิดว่าการทำด้วยเครื่องไอออนโตน่าจะให้การรักษาที่ดีกว่า (จากเคสตัวอย่างด้านล่าง คือ ก่อนและหลังการทำไอออนโตโดยใช้วิตามินซี จำนวน 8 ครั้ง)

16.กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion : MD) เพื่อช่วยเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดเร็วขึ้น ก็สามารถช่วยลดรอยดำจากฝ้าได้ (เหมาะกับฝ้าแบบตื้น) แต่อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงเกินไป

17.รักษาฝ้าด้วย IPL (Intense Pulsed Light) เครื่องประเภทนี้มีหลักการทำงานคล้ายเลเซอร์ (จึงถูกเรียกเหมารวมว่าเป็นเลเซอร์) นั่นก็คือเป็นการใช้แสงยิงลงไปที่ผิวให้เกิดความร้อน และความร้อนนั้นจะไปทำลายโปรตีนของเม็ดสีผิวหรือเมลานิน ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น กระบวนการทำไม่มีความเจ็บปวดและไม่ต้องทายาชาเหมือนการทำเลเซอร์ทั่วไป หลังทำเสร็จอาจมีรอยแดงบ้างเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และจะค่อย ๆ จางหายไปเอง หลังการทำ IPL แล้ว จุดที่เป็นฝ้าแดดอาจมีการตกสะเก็ดบ้าง แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะมันจะค่อย ๆ หลุดออกมาเอง และเพื่อให้ผลที่ดีในการรักษาควรทำติดต่อกันทุก 2 สัปดาห์ ในช่วงแรก และกลับมาทำอีกทุก ๆ 1-2 เดือน เพื่อยังผลการรักษาเอาไว้ แต่อย่างไรก็ดี การทำ IPL ก็ไม่สามารถทำให้ฝ้าหายขาดได้ เพียงแต่ช่วยทำให้มันจางลงเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปมีโอกาสจะกลับมามีสีเข้มเหมือนเดิม ดังนั้นทำไปแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ ไม่อย่างงั้นจะเสียเงินฟรี ๆ นะเออ

18.เลเซอร์ Fraxel เป็นเลเซอร์ที่ใช้พลังงานความร้อนเพื่อเข้าไปกระตุ้นเซลล์ผิวให้ผลัดผิวไวยิ่งขึ้น จึงทำให้ส่วนที่เป็นฝ้าถูกผลัดออกไปด้วย การทำ Fraxel แม้จะมีความปลอดภัยแต่ก็ทำให้ใบหน้าบวมแดงได้หลังจากทำเสร็จแล้ว และยังต้องระวังตัวเองจากแสงแดดในช่วงสัปดาห์แรกหลังทำให้มาก หากต้องการทำซ้ำ ควรทิ้งระยะห่างประมาณ 2 เดือน หรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

19.ลเซอร์ Yag เป็นเลเซอร์รักษาฝ้าแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ซึ่งการทำ Yag คือการส่งคลื่นแสงลงไปถึงชั้นผิว วิธีนี้ค่อนข้างจะปลอดภัย ทิ้งสะเก็ดน้อยจนถึงไม่มีสะเก็ดเลยสำหรับเครื่องรุ่นใหม่ แต่ในช่วงหลังทำผิวของคุณจะไวต่อแสงมาก ดังนั้นจึงต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดหลังทำประมาณ 1 สัปดาห์ (ถ้าจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ก็ต้องทาครีมกันแดดป้องกันไว้ด้วย)

สาระน่ารู้

10 วิธีรักษากระบนใบหน้า

 10 วิธีรักษากระบนใบหน้า

1.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเกิดกระได้ง่าย คุณต้องเริ่มจากการป้องกันและตัดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง ด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทาครีมกันแดดที่สามารถช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB และมีค่า SPF30 PA+++ ขึ้นไป (ถ้าจำเป็นต้องตากแดดเกือบทั้งวัน ก็ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าครีมกันแดดยังมีปริมาณเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด) รวมไปถึงยาคุมกำเนิดที่เราทานเข้าไปก็มีผลต่อการเกิดกระและฝ้าได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณต้องการคุมกำเนิดก็อาจจะหันมาเลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบแปะปลาสเตอร์แทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมอีกที

2.เลือกใช้ครีมบำรุง นอกจากการป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดแล้ว การใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานิน อย่างครีมพวกไวท์เทนนิ่ง หรือครีมลดกระยี่ห้อต่าง ๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเกิดกระใหม่ ๆ และไม่ทำให้กระที่มีอยู่เดิมมีขนาดใหญ่ขึ้นได้

3.ลดกระด้วย AHA (กรดผลไม้) เพื่อผลัดเซลล์ผิว AHA สามารถช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลักดันให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ และนอกจากจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าออกไปแล้ว เม็ดสีเมลานินก็จะถูกกำจัดออกไปด้วยเช่นกัน วิธีนี้แม้จะเป็นวิธีที่ได้ผลช้า แต่ก็นับว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและทำให้รอยกระของคุณจางลงได้จริง ส่วนกรดวิตามินเอก็สามารถช่วยเร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้ามีผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้นเช่นกัน

4.รักษาด้วยไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ตัวยาชนิดนี้สามารถให้ผลดีและทำให้กระของคุณจางลงได้เร็วมาก เพราะมันสามารถเข้าไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินได้นั่นเอง แต่มันก็มีผลข้างเคียงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ที่เห็นได้ชัดคือ มันอาจทำให้กระและฝ้าคล้ำลงเมื่อเจอแสงแดดหากคุณไม่ได้ป้องกัน ที่สำคัญสารชนิดนี้อาจเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างเนื้อเยื่อให้อ่อนแอลง จนเสี่ยงต่อการเป็นโรคผิวหนังที่ร้ายแรงกว่า "กระ" ที่เป็นอยู่ รวมไปถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทาง อย. สั่งห้ามไม่ให้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนวางขายได้ทั่วไป แต่แพทย์เท่านั้นที่สามารถจ่ายครีมที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนนได้ โดยสามารถนำสารชนิดนี้มาผสมในครีมได้ไม่เกิน 2% เห็นไหมล่ะว่ามันต้องใช้อย่างระมัดระวังจริง ๆ

5.เมโสรักษากระ (Mesotherapy) หลักการคือการใช้เข็มเล็ก ๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวตื้น ๆ เพื่อเป็นการกระจายตัวยาที่ใช้รักษากระลงสู่ชั้นเซลล์ที่มีปัญหา โดยจะฉีดลึกลงไปประมาณ 1-2 มม. ระยะห่างกันไม่เกิน 1 เซนติเมตร เฉพาะบริเวณที่มีปัญหากระและฝ้า และจะต้องทำการฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ ราคาทำต่อคอร์สก็ประมาณ 1 หมื่นบาทครับ (วิธีนี้ถ้าจะหวังผลการรักษาให้เป็นที่พอใจคงยากครับ ผมคิดว่าอย่างมากก็แค่ช่วยทำให้กระจางลงเท่านั้นครับ)

6.เลเซอร์รักษากระ การรักษาแบบนี้จะเป็นการยิงคลื่นแสงลงไปถึงชั้นผิวด้านใน เพื่อให้ผิวเกิดการซ่อมแซมตัวเอง พร้อมกับผลัดเซลล์ผิวได้ไวยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็สัมพันธ์กับเงินที่จ่าย เพราะเครื่องเลเซอร์นั้นมีหลายรุ่นหลายยี่ห้อ คุณภาพและราคาก็แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น Q Switched Nd YAG, Carbon dioxide laser, Medlite C6, Spectra VRM, MDL, DFML Laser, SPM, Helios, DHL แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ก่อนที่คุณจะเอาหน้าไปฝากหมอทำเลเซอร์ คุณต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าได้เอาหน้าไปฝากไว้กับผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ เพราะกระมีหลายชนิดหลายประเภท การรักษาด้วยเครื่องมือแต่ละชนิดอาจให้ผลไม่เหมือนกัน (ภาพ : pantip.com by PORRER)

7.รักษาด้วยเครื่อง IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเครื่องที่ให้กำเนิดพลังงานแสงไปยังบริเวณผิวหนังที่รอยกระ ผิวหนังในส่วนที่มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมากกว่าจะดูดซับพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ส่งผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกทำลายและลดจำนวนลง มีผลทำให้กระดูจางลง (แต่ไม่หาย) หากทำตั้งแต่ 2-3 ครั้งขึ้นไป แต่การรักษาด้วยวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการรักษาโดยผู้ที่ขาดความรู้และความชำนาญ

8.กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion : MD) เพื่อช่วยเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดเร็วขึ้น จะได้ผลสำหรับกระที่อยู่ในชั้นตื้น ๆ แต่มีข้อควรระวังคือ อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงเกินไป

9.รักษาด้วยเครื่องไอออนโต เครื่องมือชนิดนี้อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อน ๆ และมีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ยาที่ทาไว้ก่อนหน้านั้นออกฤทธิ์ในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น โดยยาหรือวิตามินที่นิยมนำมาใช้จะอยู่ในรูปแบบของเจล และที่นิยมนำมาใช้รักษากระและฝ้าส่วนมากจะเป็น เจลอาร์บูติน, เจลโคจิก, เจลวิตามินซี, เจลลิโคไลซ์ เป็นต้น การรักษาแบบนี้มีผลข้างเคียงน้อย แต่อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้าง ส่วนเครื่องโฟโนก็สามารถนำมาใช้ร่วมกับเจลรักษากระได้เช่นเดียวกับเครื่องไอออนโต

10.ทำทรีตเมนต์ นอกจากการทาและทำเลเซอร์แล้ว หากเราทำทรีตเมนต์เหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยทำให้รอยกระของเราลดลงได้ไวยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยทำให้ผิวแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่สำหรับการทำทรีตเมนต์ ถ้าคุณต้องไปทำที่สถานเสริมความงามต่าง ๆ ก็คงหนีไม่พ้นการใช้ทรีตเมนต์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและทรีตเมนต์ซ่อมแซมผิว แต่ถ้าใครไม่สะดวกไปทำนอกบ้าน เราก็มีสูตรทรีตเมนต์แบบทำเองได้ที่บ้านมาฝากกัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสูตรที่สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว แต่ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้งก็อาจลดเวลาลงหน่อย 

สาระน่ารู้

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564

6 วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง นุ่มชุ่มชื่น

 วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง นุ่มชุ่มชื่น

1. ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้วยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

2. ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป

ในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท: สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมาก ควรเลือกโลชั่นที่มีความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

3. เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิวนอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

4. การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์ เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง

5. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ :เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด

6. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง :ไขมันอิ่มตัวจากเบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ และ แอลกอฮอลล์

เพียงง่ายๆ เท่านี้คุณก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์

สาระหน้ารู้

5 วิธีกำจัดสิวหัวช้าง ให้หายขาด!!!

 5 วิธีกำจัดสิวหัวช้าง ให้หายขาด!!!

วิธีลดสิวหัวช้าง : ใช้น้ำแข็ง

     หลายๆคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการใช้น้ำแข็งประคบกันมาบ้างแล้ว เพราะเจ้าน้ำแข็งนี่แหละค่ะ ช่วยลดอาการบวมและอักเสบของสิวได้ดีมากๆ อีกทั้งยังช่วยให้หัวสิวโผล่ได้เร็วขึ้นอีกด้วย และเมื่อหัวสิวสุกแล้ว ทีนี้ก็ง่ายก็จะรักษาแล้วล่ะค่ะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : ประคบอุ่น

     นอกจากใช้น้ำแข็งเย็นๆแล้ว การประคบอุ่นก็ช่วยได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งการประคบอุ่นนี้จะทำให้สิวยุบลงเร็วขึ้น และเกิดเป็นหัวสิวเร็วขึ้น วิธีประคบอุ่นก็คือ เราจะต้องล้างหน้าให้สะอาดก่อน และไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ เพราะจะยิ่งไปเป็นการทำร้ายผิวมากกว่าการรักษาผิวนั่นเองค่ะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : ใบชาเขียว และ น้ำผึ้ง

     ชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มาช่วยลดรอยสิวและไม่ทำให้สิวอุดตันค่ะ ส่วนน้ำผึ้งมีส่วนช่วยบรรเทาผิวและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของการเกิดสิว ใช้แล้วช่วยลดสิวได้แทบจะทุกชนิดเลยก็ว่าได้ค่ะ และเมื่อเราใช้ชาเขียวและน้ำผึ้งร่วมกันแล้วล่ะก็ ได้ผลดีสุดๆไปเลยค่ะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : โยเกิร์ต และ น้ำผึ้ง

     ในโยเกิร์ตมี lactic acid หรือเรียกได้ว่าเป็น alpha hydroxy acid ประเภทหนึ่งค่ะ ซึ่งดีมากๆในการช่วยผลัดเซลล์ผิวโดยไม่ทำให้ผิวของเราแห้ง ส่วนคุณสมบัติของน้ำผึ้งเราก็ได้ทราบกันไปข้างต้นแล้วว่าสามารถช่วยลดสิวได้ดีอย่างไร และเมื่อเราทาโยเกิร์ตกับน้ำผึ้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรรอให้แห้งก่อนล้างออกนะคะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : ใช้ Vicks Vaporub

     สาวๆหลายคนคงสงสัยว่าเจ้าวิคส์ วาโปรับนี่มันช่วยลดสิวหัวช้างได้ยังไงกัน? คำตอบคือ ได้จริงๆค่ะ เพราะสรรพคุณของตัวนี้คือเยอะมาก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เราหายใจคล่องขึ้น ลดอาการไอ หรือบรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อแล้ว เจ้าวิคส์ วาโปรับยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวด ซึ่งการเป็นสิวหัวช้างนี่เจ็บปวดแน่นอนค่ะ นอกจากนั้นยังช่วยลดการอักเสบจากสิวได้อีกด้วย เพียงแค่แต้มแล้วทิ้งไว้ทั้งคืน ตื่นมาตอนเช้าจะเห็นผลเลยล่ะค่ะ แต่ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป โดยเฉพาะสาวๆที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

สาเหตูการเกิดผมคัน และ วิธีกำจัดผมคัน

 สาเหตูการเกิดผมคัน และ วิธีกำจัดผมคัน

สาเหตุ ของผมคันนั้น หลักๆ แล้วมาจากการมีนิสัยชอบดึงผมตัวเองเล่น

จนทำให้เกิดการอักเสบบริเวณรากผม และส่วนของโคนผม

ดังนั้น จึงทำให้เส้นผมที่เกิดขึ้นมาใหม่ มีลักษณะที่หงิกงอ บิดเบี้ยว

ส่วนในกรณีที่ไม่เคยถอนมาก่อน อยู่ดีๆ ผมคันก็ขึ้นมาเอง

สาเหตุก็เกิดจากลักษณะผิดปกติของรูขุมขนบริเวณนั้น


ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย (เช่น กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน ฯลฯ)


วิธีกำจัดผมคัน มีทั้งเป็นแบบถาวร และแบบชั่วคราว

ใช้วิธีการเล็มผม หรือตัดเอาผมส่วนนั้นออกไป

เช่น ถ้าส่วนปลายของผมมีปัญหา ดูหยิกหยอยหงิกงอ ในขณะที่บริเวณโคนยังตรงอยู่


ก็เล็มออก เฉพาะส่วนที่หยิกงอ แต่หลังจากนั้น เมื่อผมยาวขึ้นมาอีก


ก็จะกลับมามีลักษณะแบบเดิมอีก ซึ่งก็ต้องทำการเล็มอีกอยู่เรื่อยๆ


แม้จะน่ารำคาญใจ และน่าหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่วิธีนี้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


และปลอดภัยที่สุดแล้ว ในระยะยาว เพราะไม่ได้ไปทำร้ายส่วนรากผมนั่นเอง


ส่วนใครที่ใช้วิธีทำร้ายรากผมบ่อยๆ แล้วสงสัยว่าผลจะเป็นยังไงในระยะยาว


อ่านข้อถัดไปเลยค่ะ

ใช้วิธีการถอนผมคัน หรือดึงผมคันออกไปเลย

ซึ่งอาจจะคิดว่าเป็นการตัดปัญหาไป และหวังว่าผมที่จะงอกขึ้นมาใหม่ จะกลายเป็นผมตรง


ซึ่งก็อาจจะมีทั้งเป็นไปได้ (อาจจะงอกใหม่เป็นผมตรงก็ได้)


และเป็นไปไม่ได้ (ผมที่งอกใหม่ก็หยิกเหมือนเดิม)


แต่ความจริงแล้วจะทำให้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะถ้าทำบ่อยๆ นานวันเข้าล่ะก็


ผมที่เคยขึ้น ก็อาจจะไม่ขึ้นอีกแล้ว เส้นผมบริเวณนั้นก็อาจจะบางลง จนเห็นหนังศีรษะไปเลย


ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่าการมีผมคันแน่ๆ ค่ะ


และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ใครที่ติดนิสัยดึงผมไปแล้ว จะเลิกยาก เพราะจะติดเป็นนิสัย


คล้ายๆ กับนิสัยชอบกัดเล็บ เครียดก็ดึงผม เหงาก็ดึงผม ว่างก็ดึงผม


เผลอๆ ไม่รู้ตัว มือก็ไปดึงผมออกอีกแล้ว ซึ่งสุดท้ายแล้ว นอกจากจะหยุดหรือหักห้ามใจไม่ได้แล้ว


กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินไป คือผมเริ่มหายไป และไม่งอกออกมาอีกแล้ว

สำหรับผมคันที่เกิดแบบชั่วคราว

ซึ่งหมายความว่า สามารถหายได้


หลายคนทดลองใช้วิธีการบำรุงผม และหมักผม เพื่อบำรุงไปจนถึงหนังศีรษะด้วย


บอกว่าอาการดีขึ้น และบางส่วนก็หายจากอาการผมคันหยิกหยอยไปได้เหมือนกัน


เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดจะใช้วิธีนี้ ก็เป็นวิธีที่ให้แต่ผลดี ไม่มีผลเสีย


เพราะการหมักผม และการบำรุงผม จะทำให้ผมแข็งแรง ดกดำ เงางาม มีน้ำหนักด้วย


โดยเฉพาะการหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว การหมักผมด้วยน้ำมันมะกอก และการหมักผมด้วยน้ำมันงา


เหล่านี้ ล้วนเป็นสูตรการหมักผม ที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยบำรุงผม และหนังศีรษะได้ดีในระยะยาวด้วยค่ะ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ควรดึงผมเล่น หรือทำอะไรก็ตามที่จะเป็นการทำลายรากผม


ถ้ามีอาการคันหนังศีรษะ (คันจริงๆ แบบไม่ได้คิดไปเอง หรือเห็นผมหยิกหยอยชี้ขึ้นมาก็คิดไปเองว่าคันแน่ๆ แล้วก็รู้สึกว่าต้องถอนทิ้ง) ก็ให้ทายา หรือพบแพทย์จะดีที่สุดนะคะ


รวมทั้งหมั่นบำรุงผมเป็นประจำ ก็จะช่วยบรรเทาอาการลงไปได้บ้างค่ะ

สาระน่ารู้

5 วิธีกำจัดเหาหาย เป็นผู้ใหญ่ก็รักษาได้

 5 วิธีกำจัดเหาหาย เป็นผู้ใหญ่ก็รักษาได้ 

เหาคืออะไร

เหา (Lice) คือแมลงตัวจิ๋วสีเทาๆ ดำๆ ขนาดตัวเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ชอบกินสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วบนหนังศีรษะของเรา เมื่อเหาตัวเมียโตเต็มที่หรืออายุประมาณ 1 เดือน มันจะไข่ทิ้งไว้ที่โคนผมของเราประมาณ 7-10 ฟองต่อวัน และจะฟักเป็นตัวประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ไข่เหามีลักษณะเป็นเม็ดเล็กสีขาวติดแน่นอยู่ที่โคนผม ซึ่งเมื่อผมของเรายาวขึ้น ไข่เหาก็จะเลื่อนตามเส้นผมไปด้วยเนื่องจากมันเกาติดกับผมบริเวณนั้นนั่นเอง 

เราติดเหาได้อย่างไร

หลายคนอาจสงสัยว่าเราติดเหาได้อย่างไร คำตอบก็คือเหาสามารถติดได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การเล่นกับเด็กๆ ที่เป็นเหา การใช้สิ่งของร่วมกันย่างหมวก หูฟัง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า หวี หรือนอนเตียงเดียวกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเราติดเหาจากคนรอบข้างแบบไม่รู้ตัวค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราติดเหา

ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่รู้ตัว เผลออีกทีก็มีไข่เหาเต็มศีรษะแล้ว ส่วนบางคนอาจมีอาการคันเนื่องจากระคายเคืองน้ำลายของเหาค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ตัวแล้วต้องรีบหาวิธีกำจัดเหาให้หายขาดแบบด่วนๆ

5 วิธีทำให้เหาหาย กำจัดเหาได้ทันใจแบบไม่ต้องเขิน

1.สางผมด้วยหวีเสนียด

อาจจะเป็นวิธีที่ดูเรียบง่ายแต่ขอบอกว่าได้ผลจริงและยังเหมาะกับคนทุกวัยรวมถึงผู้ใหญ่อย่างเราด้วย เพราะหวีเสนียดเป็นหวีซี่ถี่มากจึงช่วยสางเอาตัวเหาและไข่เหาออกได้เป็นอย่างดี วิธีการก็แค่โชลมผมด้วยน้ำให้เปียกหมาดๆ จากนั้นก้มศีรษะลง หากระดาษมารองไว้ จากนั้นค่อยๆ สางผมทีละช่อตั้งแต่โคนจนถึงปลายผม หมั่นทำทุกวันเพื่อลดจำนวนเหาและไข่เหาบนหนังศีรษะ ร่วมกับลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือทำความสะอาดบ้านและไม่ใช้สิ่งของร่วมกันคนอื่น เหาจะค่อยๆ หายในที่สุดค่ะ อ้อ! ปัจจุบันเขามีหวีสำหรับสางเหาแบบไฟฟ้าด้วยนะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดเหาให้ดีขึ้น ล้ำไปอีก!

2.ใช้เอสเซนเชียลออยล์

น้ำมันสกัดจากธรรมชาติหรือเอสเซนเชียลออยล์หลายชนิดมีคุณสมบัติในการกำจัดเหาได้ ใครชอบวิธีทำให้เหาหายแบบธรรมชาติที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและได้ผลจริงจังก็ควรนำวิธีนี้ไปลองนะคะ โดยออยล์ที่เราแนะนำก็คือ


ทีทรีออยล์

ลาเวนเดอร์ออยล์

โคลฟออยล์

ยูคาลิปตัสออยล์

ซินนามอนออยล์

เปปเปอร์มิ้นต์ออยล์

เมื่อเลือกออยล์ที่ชอบได้แล้วอย่าลืมทดสอบว่าเราแพ้หรือเปล่าโดยการหยดออยล์หยดเล็กๆ ทดสอบบริเวณแขนก่อนก็ได้ค่ะ หากไม่แพ้ก็เริ่มรักษาเหาโดยการผสมน้ำมันมะกอก 40 มิลลิลิตร เข้ากับออยล์ที่เราเลือก15-20 หยด ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปหมักผม คลุมผมด้วยผ้าขนหนูหรือหมวกอาบน้ำ ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นล้างและสระผมตามปกติ ทำเป็นประจำอาการเหาจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ

3.หมักผมด้วยน้ำมันมะกอกก่อนสางผม

นอกจากน้ำมันมะกอกจะช่วยบำรุงผมให้นุ่มลื่น แข็งแรง และสุขภาพดีแล้ว มันยังมีส่วนช่วยกำจัดเหาได้อีกด้วย! เพราะน้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มความลื่นให้เส้นผม เมื่อนำไปใช้ร่วมกับการสางผมด้วยหวีเสนียดจึงเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้ วิธีการก็แค่ชโลมน้ำมันมะกอกให้ทั่วศีรษะ จากนั้นสางผมโดยใช้หวีเสนียด ทำเป็นประจำเหาจะค่อยๆ ลดลงภายในสัปดาห์ เป็นวิธีทำให้เหาหายแบบได้บำรุงผมไปในตัว

4.หมักผมด้วยน้ำส้มสายชู

หากใครหาวิธีทำให้เหาหายแบบแอดวานซ์ขึ้นมาอีกนิด ลองใช้เทคนิคน้ำส้มสายชูบ้านๆ ที่เราใช้ทำอาหาร จะเป็นน้ำส้มสายชูปกติหรือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลก็ได้ค่ะ วิธีการก็คือหมักผมด้วยเบบี้ออยล์จากนั้นใช้หวีเสนียดสางผม สระ และล้างผม 1 รอบ ตามด้วยการหมักผมด้วยน้ำส้มสายชูที่เตรียมไว้ให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าคลุมผมทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อตื่นแล้วให้ล้างและสระผมให้สะอาด รับรองเหาหายเร็ว หมดปัญหาเหากวนใจ 

5.ทำความสะอาดบ้านและข้าวของเครื่องใช้ให้ดี

หลายคนอาจสงสัยว่านี่คือวิธีทำให้เหาหายด้วยหรือ แน่นอนว่าใช่ค่ะ เพราะต่อให้เราหมักผมยังไง ถ้าบ้านไม่สะอาดก็มีโอกาสเป็นเหาได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นอย่าลืมซักปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนให้เอี่ยมอ่องแล้วนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรค จากนั้นกวาดพื้นหรือดูดฝุ่นให้เนี้ยบ ตามด้วยการผสมไฮเตอร์ 1 ฝา กับน้ำ 5-10 ลิตรเพื่อนำมาใช้แทนน้ำยาถูพื้น ถูให้สะอาดทุกซอกทุกมุม หรือจะใช้น้ำที่เราผสมไว้มาเช็ดข้าวของเครื่องใช้ด้วยก็ได้ ทำตามนี้เป็นประจำ รับรองว่าเจ้าตัวร้ายอย่างเหาไม่มีที่ยืนแน่นอน

สาระน่ารู้


วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

“ร้อนใน” กับ 15 วิธีลัดช่วยให้หายเร็วขี้น

 “ร้อนใน” กับ 15 วิธีลัดช่วยให้หายเร็วขี้น

บ้วนปากด้วยน้ำเกลือทุก 2 ชั่วโมง หรือหลังอาหารทุกมื้อ

หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้แผลร้อนในระคายเคือง และแห้งตึงจนเกินไป

เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มวันละ 2 ครั้ง หรือหลังรับประทานอาหาร

หากมีแผลร้อนในที่ค่อนข้างใหญ่ และลึก จนมีอาการเจ็บปวดมาก สามารถใช้ผ้าสะอาดพันปลายนิ้ว เช็ดทำความสะอาดฟัน เหงือก และซอกฟันแทนการใช้แปรงสีฟันชั่วคราวได้

เลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อป้องกันฟันผุ

เลือกรับประทานอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย

หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารรสจัด (เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด)

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีอุณหภูมิเย็นจัด และร้อนจัด

งดอาหาร และสิ่งที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในช่องปาก เช่น เหล้า บุหรี่ หมากพลู เป็นต้น

ดื่มน้ำผลไม้ไม่แยกกาก เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่รับประทานอาหารได้ไม่หลากหลาย หรือรับประทานผักผลไม้ได้ไม่มาก จากอาการเจ็บแผลร้อนใน

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อคืน

ออกกำลังกายเป็นประจำ วันละ 30 นาที-1 ชั่วโมง สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง

ดื่มน้ำให้เพียงพอ เช็กได้จากสีปัสสาวะ ดื่มน้ำจนกว่าปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อน

พยายามลดความเครียด ด้วยการหากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องที่เครียด

หากแผลร้อนในค่อนข้างใหญ่ และไม่ดีขึ้นหลังจากทำทุกวิธีแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณายาทาแผลให้หายไวยิ่งขึ้น


**เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการรักษาแผลร้อนใน หรือแผลในปาก


ยังไม่มีรายงานการแพทย์ใดๆ ยืนยันได้ว่า การรับประทานยาขม จะช่วยรักษาแผลร้อนในได้ และเมื่อมีแผลร้อนใน หรือแผลที่อักเสบบริเวณริมฝีปาก ไม่ควรใช้เยนเชี่ยน ไวโอเล็ตทา (Gentian Violet หรือยาม่วง) เพราะจะทำให้ริมฝีปากแตกแห้งมากขึ้น และแผลยิ่งแตกมากขึ้นไปด้วย

สาระน่ารู้

ผมขาดหลุดร่วงแก้ไขได้ด้วย 5 เคล็ดลับดูแล “สุขภาพผม”

ผมขาดหลุดร่วงแก้ไขได้ด้วย  5 เคล็ดลับดูแล “สุขภาพผม” 


1. สระผมให้ถูกวิธี


ไม่ควรสระผมถี่เกินไป สระวันเว้นวันกำลังดี วิธีสระผมให้ถูกก็คือ อย่าสระผมด้วยน้ำอุ่น เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้ง ผมจึงหลุดร่วงได้อย่างง่ายดาย ใช้น้ำล้างความมันและสิ่งสกปรกบนเส้นผมออกก่อนลงแชมพู จากนั้นเทแชมพูลงบนฝ่ามือแล้วตีให้เกิดฟองก่อนทุกครั้ง อย่าเทเนื้อแชมพูให้โดนหนังศีรษะโดยตรง และไม่สระผมด้วยการขยี้ผมหรือเกาหนังศีรษะแรง ๆ เพราะจะทำให้หนังศีรษะเป็นแผลและเกิดการติดเชื้อได้ ให้เปลี่ยนมาใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมให้ทั่วแทน นอกจากจะถนอมเส้นผมแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบนศีรษะอีกด้วย


2. เลือกแชมพูให้เหมาะสม


สภาพหนังศีรษะแต่ละคนไม่เหมือนกัน แชมพูยี่ห้อนี้อาจจะใช้ดีสำหรับคนอื่น แต่ “แรง” เกินไปสำหรับเราก็เป็นได้ จึงต้องเลือกใช้แชมพูและครีมนวดผมให้เหมาะกับสภาพเส้นผมของตัวเอง เลือกใช้แชมพูที่มีส่วนประกอบเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยกระตุ้นการขึ้นใหม่ของผม ลดการขาดหลุดร่วง อ่อนโยนต่อหนังศีรษะ เช่น ขิง ว่านหางจระเข้ มะกรูด รวมถึงเลี่ยงแชมพูที่มีสารเคมีเข้มข้น เช่น สาร SLS สารเคมีที่ทำให้เกิดฟอง พาราเบน ซึ่งเป็นสารกันเสีย และซิลิโคน ซึ่งจะทำให้หนังศีรษะมัน คัน จนทำให้ผมหลุดร่วงได้


3. อย่าทำร้ายผมนักเลย


หลังสระผมใหม่ ๆ ตอนที่ผมยังเปียก เป็นช่วงที่เส้นผมอ่อนแอมากที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่ควรเช็ดผมแรง ๆ และหวีผมตอนที่ผมยังเปียกอยู่ โดยใช้ผ้าขนหนูซับให้พอหมาด ๆ แล้วปล่อยให้ผมแห้งก่อนค่อยหวีจะดีกว่า เลือกใช้หวีไม้แทนหวีพลาสติก ลดการเกิดไฟฟ้าสถิต และใช้หวีซี่ห่าง รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำร้ายผมแบบอื่น ๆ เช่น การทำสีผมบ่อย ๆ การใช้ความร้อนกับเส้นผมเป็นประจำ เช่น การเป่าผมด้วยไดร์ ก็ทำให้ผมแห้งเสีย แตกปลาย อ่อนแอ จนในที่สุดก็หลุดร่วง แม้กระทั่งการรวบผม มัดผมก็ยังทำร้ายผมได้เช่นกัน ทางที่ดีควรปล่อยให้ผมทิ้งตัวสบาย ๆ บ้าง และไม่มัดผมแบบที่ดึงรั้งผมจนตึงเกินไป


4. อาหารบำรุงผม


อาหารที่ดีมีประโยชน์ช่วยบำรุงทุกส่วนของร่างกาย สารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผม เช่น โปรตีน แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ไบโอติน คอลลาเจน วิตามินอี ที่มักพบในอาหารทะเล หอยนนางรม ปลาแซลมอน ปลา เนื้อสัตว์ทุกชนิด เครื่องในสัตว์ ที่ผักใบเขียว ไข่ ถั่ว ธัญพืช เม็ดอัลมอนด์ นม ชีส โยเกิร์ต กล้วยหอม ข้าวกล้อง สารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผม ช่วยให้รากผมแข็งแรง รวมถึงรับประทานอาหารเสริมประเภทวิตามินบีรวม และให้ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ


5. เครียดมากไม่ดี


ความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่บั่นทอนสุขภาพร่างกาย เพราะส่งผลต่อการสร้างและเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งเส้นผมอ่อนไหวและไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายอย่างมาก ความเครียดจึงส่งผลต่อรากผม ทำให้ผมร่วงได้ จึงควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวันบ้าง ฝึกปล่อยวาง และใช้ชีวิตให้สมดุล ทั้งการทำงานและการพักผ่อน หมั่นออกกำลังกาย แต่ถ้าหากเครียดสะสมมากจนเกินแก้ไขด้วยตัวเอง ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนบั่นทอนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

สาระน่ารู้

ปัญหาคอดำ แก้ใขได้ด้วย 6 วิธีแก้นี้

 ปัญหาคอดำ แก้ใขได้ด้วย 6 วิธีแก้นี้

1.ขัดขี้ไคลทุกครั้งระหว่างอาบน้ำ

นอกจากสาวๆ จะต้องอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็นแล้วนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกครั้งเวลาอาบน้ำจะต้องหมั่นขัดขี้ไคลให้ทั่ว และเน้นขัดที่บริเวณต้นคอให้มากๆ


2.สครับผิวบริเวณต้นคอ

นอกจากจะขัดผิวในระหว่างอาบน้ำทุกวันแล้วนั้น อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาต้นคอดำก็คือการสครับผิวที่บริเวณต้นคออย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในส่วนของสูตรสครับผิวนั้นแนะนำให้ใช้สูตรธรรมชาติ เช่น เกลือขัดผิว มะขามเปียก หรือน้ำตาลผสมมะเขือเทศ พยายามขัดเบาๆ ไม่ควรถูแรงๆ วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดรอยดำได้เป็นอย่างดี


3.เช็ดต้นคอด้วยน้ำมันมะกอก

สำหรับสาวๆ ที่พอจะมีเวลาหลังอาบน้ำ แนะนำให้ใช้สำลีก้อนชุบน้ำมันมะกอกเช็ดให้ทั่วบริเวณลำคอ ซึ่งจะช่วยให้วิตามินและสารบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ผิว ทำให้รอยดำจางลงได้ หรือจะใช้โทนเนอร์แทนการใช้น้ำมันมะกอกก็ได้เช่นกัน


4.ทาครีมบำรุงผิวบริเวณต้นคอ

หลายๆ คนอาจจะละเลยการทาครีมบำรุงผิวที่บริเวณต้นคอ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวควรได้รับการบำรุงไม่แพ้กับผิวบริเวณอื่นๆ เลย แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งทาบริเวณลำคอทุกวันเช้าเย็น จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสและป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย


5.เช็ดผิวบริเวณต้นคอด้วยน้ำมะนาว

ในกรณีที่ต้นคอดำมากเกินไป ก่อนอาบน้ำแนะนำให้สาวๆ ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวสด ถูที่บริเวณต้นคอดำแต่เพียงเบาๆ เพื่อให้กรดธรรมชาติในน้ำมะนาวทำการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปง่าย ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเห็นได้ว่ารอยดำจางลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด


6.พยายามลดน้ำหนัก

เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นคอดำก็คือความอ้วน ดังนั้นจึงแนะนำให้สาวๆ พยายามลดน้ำหนัก โดยการหมั่นออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับการควบคุมอาหารการกินอย่างสม่ำเสมอ เมื่อน้ำหนักลดลง ก็จะทำให้รอยชั้นที่ต้นคอค่อยๆ หายไป จึงไม่ทำให้เกิดการเสียดสี และยังไม่มีแหล่งสะสมของเหงื่อไคลอีกด้วย

สาระน่ารู้


สูตรวิธีแก้..มือลอก-มือแห้ง-เป็นขุย ให้กลับมานิ่มและนุ่ม!!

 สูตรวิธีแก้..มือลอก-มือแห้ง-เป็นขุย ให้กลับมานิ่มและนุ่ม!!




1. ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย มักเกิดช่วงที่มีอากาศแห้ง ฤดูหนาว หรือในรายที่ชอบอาบน้ำหรือล้างมือในน้ำอุ่นเป็นเวลานานและบ่อย  จะทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น


2. มือลอก ส้นเท้าแตก สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสกับสารระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น สารเคมีพวกกรด ผงซักฟอก สารละลายอินทรีย์เคมีเมื่อสัมผัสบ่อยเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบผิวแห้งและแตกได้ บริเวณที่อักเสบเรามักจะคัน และเมื่อเกาหรือถูบ่อยๆจะยิ่งทำให้ผิวบริเวณนั้นหนา แข็งกระด้างขึ้น


3. เกิดจากการขาดวิตามินอย่างรุนแรง พบการแตกแข็งกระด้างได้ เช่น การขาดวิตามินเอ ทำให้ผิวแห้งร่วมกับตาบอดไก่ (กลางคืนเห็นไม่ชัด) การขาดวิตามินบี3 (ไนอาซิน) ทำให้ผิวหนังอักเสบร่วมกับท้องเดิน สติเลอะเลือน อาการจะดีขึ้นเมื่อได้รับวิตามินที่ขาด


วิธีการรักษา

เราควร หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำให้เราเกิดอาการแพ้ และเราสามารถที่จะซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวได้ โดยเลือกกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้งโดยเฉพาะ ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยารูรอนิก หรือกลีเซอรีน  เพราะมันจะช่วยให้ผิวได้รับสารที่เพิ่มความชุ่มชื่นมากกว่าในกลุ่มของผิวธรรมดาและนอกจากนี้ยังมีอีกวิธีที่มาจากภูมิปัญญาของชาวบ้านด้วยค่ะ


 1. ใบสะเดา นำยอดสะเดามา 5 – 6 ยอด ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ประมาณ 5 นาที พอน้ำอุ่นเอามือลงแช่ไว้ 5 นาที ทิ้งไว้ให้มือแห้งแล้วล้างมือให้สะอาดทำวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน มือจะหายลอก


2. เอาน้ำมันมะพร้าวทาตามบริเวณที่ลอก วันละ 3-4 ครั้ง เวลาทาควรจะถูนวดเบาๆ สัก 5-10 นาทีแต่ถ้าบางคนเป็นถึงขั้นรุนแรงจนใช้วิธีพวกเหล่านี้แล้วยังคงไม่หาย แนะนำควรไปพบแพทย์ทางด้านผิวหนังโดยตรงค่ะ

บางคนอาจจะเกิดจากโรคบางชนิดก็เป็นได้ค่ะ

สาระน่ารู้