แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564

การลดน้ำหนักด้วการอดอาหารเช้าอาจส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพได้

การลดน้ำหนักด้วการอดอาหารเช้าอาจส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพได้

น้ำหนักลดลง

มีความเชื่อผิดๆ ที่บอกว่า การอดอาหารเช้าจะทำให้อ้วน เพราะจะไปกินเยอะขึ้นในมื้อเย็นแทน แต่จริงๆ แล้ว เมื่อเรางดมื้อเช้า จะเป็นเหมือนการยืดเวลาในการทำ IF ให้ยาวมากขึ้น อย่างน้อย 12-16 ชั่วโมง ในช่วงนี้ร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันมาเผาผลาญ ระบบเผาผลาญจะทำงานเป็นระบบไฮบริด เผาผลาญน้ำตาลเสร็จ ก็จะเผาผลาญพลังงานจากไขมันต่อ ทำให้ผอมลงได้นั่นเอง ระดับอินซูลินจะต่ำลง ไม่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงมากจนเกินไป ไม่ค่อยหิว ทำให้น้ำหนักลดลงได้

ไม่หิวบ่อย

การบริโภคน้ำตาลบ่อยๆ จะทำให้รู้สึกเหมือนติดยาเสพติด มีความอยากกินของหวานๆ อยู่เรื่อยๆ เมื่องดมื้อเช้าที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาลราว 2 สัปดาห์ เราจะเริ่ม “ไม่อยากน้ำตาล” เพราะฮอร์โมนเกรลิน (ฮอร์โมนความหิว) จะหลั่งลดลงมากๆ

สมองตื่นตัว ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาจมีคนเชื่อว่า การงดอาหารเช้าทำให้ไม่มีแรงทำงาน สมองไม่สดชื่น หรือไม่มีแรงคิด ซึ่งจริงๆ แล้วการงดอาหารเช้า ทำให้สมองจะเฉียบคม ตื่นตัว เพราะร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่ตับ จนเกิดเป็น “สารคีโตน” ซึ่งเป็นพลังงานบริสุทธิ์ไปเลี้ยงสมองตลอดเวลา โดยพลังงานนี้จะไม่มีสิ่งตกค้างใดๆ ในร่างกาย ไม่เหมือนกับการเผาผลาญน้ำตาล ที่เป็นเหมือนกับการเผาผลาญถ่านหิน โดยมีสิ่งตกค้างหลงเหลืออยู่ คือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ดังนั้นการอดอาหารที่เหมือนกับการทำ IF ในช่วงมื้อเช้า จะทำให้สมองมีพลังงานจากการเผาผลาญไขมันไปเลี้ยงตลอดเวลา ทำให้สมองตื่นตัวอยู่ตลอดนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดภาวะอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

ลดเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง

การงดการรับประทานอาหารเช้าที่มีแต่แป้งและน้ำตาล จะช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่รวมถึงลดความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน ความดันสูง และไขมันสูงได้ เพราะทำให้ระดับของอินซูลินในร่างกายอยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่ตลอดนั่นเอง

สรุป การกินอาหารเช้ายังสามารถทำได้อยู่หากเป็นการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นครบ 5 หมู่ ไม่ควรเลือกกินอาหารเช้าสำเร็จรูปที่มีแต่แป้งและน้ำตาลในปริมาณสูง นอกจากนี้อย่าลืมหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุลขภาพเพิ่มเติมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564

5 วิธีดีต่อสุขภาพสำหรับลดน้ำหนักที่ควรบอกต่อ

5 วิธีดีต่อสุขภาพสำหรับลดน้ำหนักที่ควรบอกต่อ

1.ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอน ในเวลา 06.00 – 07.00 น. เพื่อช่วยลดภาวะขาดน้ำจากการนอนหลับ อีกทั้งช่วยลดความข้นหนืดของเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และกระตุ้นการขับถ่ายได้อีกด้วย

2.ดื่มน้ำ 1 แก้ว ช่วงเช้า ในเวลา 08.00 – 09.00 น. โดยดื่มน้ำก่อนมื้อเช้า 15-20 นาที แล้วค่อยกินมื้อเช้าเพราะถ้ากินอาหารตามทันที น้ำที่ไปเจือจางน้ำย่อย จะส่งผลให้การย่อยอาหารไม่ดี และหลังอาหารให้จิบน้ำเพียงครึ่งแก้วพอ

3.ดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว ในช่วงเวลาระหว่างวัน เวลา 09.00 – 13.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาทำงาน ให้ดื่มน้ำระหว่างวันไปเรื่อย ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำในระหว่างวัน นอกจากนี้ น้ำยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย 

4.ดื่มน้ำ 2 แก้ว ช่วงบ่ายและเย็น เวลา 13.00 – 17.00 น. พยายามดื่มน้ำเปล่าในปริมาณ 2-3 แก้ว จะช่วยแก้กระหาย และทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น

5.ดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว ช่วงเย็นและก่อนนอน เวลา 18.00 – 22.00 น การดื่มน้ำช่วงเย็น ให้ดื่มก่อนและหลังกินมื้อเย็น และแบ่งบางส่วนไปดื่มช่วงก่อนนอน เพื่อช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ และป้องกันร่างกายขาดน้ำขณะนอนหลับ

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:สุขภาพ

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564

6 ความเชื่อที่เข้าใจผิดทำให้น้ำหนักไม่ลดสักที่


6 ความเชื่อที่เข้าใจผิดทำให้น้ำหนักไม่ลดสักที่

1.อยากผอมลงต้องอดอาหาร

ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะเมื่อเราอดอาหารในมื้อใดมื้อหนึ่ง จะทำให้เรากินหนักเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไป และร่างกายจะเกิดการปรับตัว โดยใช้พลังงานให้น้อยลงเท่ากับที่เรากินเข้าไป ทำให้ระบบเผาผลาญทำการเผาผลาญน้อยลง เมื่อเรากลับมากินเหมือนเดิม แต่ร่างกายยังคงเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าเดิม ทีนี้แหละน้ำหนักก็จะพุ่งพรวด หรือที่เรียกกันว่า “โยโย่” นั่นเอง

2.อยากผอมให้กินผลไม้

อย่าลืมว่าในผลไม้ก็มีน้ำตาล ซึ่งผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลสูงมาก และบางชนิดก็มีแป้งด้วยเช่นกัน ดังนั้นในช่วงที่ทำการลดน้ำหนัก เราควรจะเลือกกินผลไม้ที่มีน้ำตาลและแป้งต่ำแทนจะดีกว่า เช่น ชมพู่ แก้วมังกร แอปเปิล ส่วนผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เงาะ ลำไย ทุเรียน มะม่วงดิบ มะม่วงสุก ละมุด แต่ถ้าหักห้ามใจไม่ไหวจริง ๆ ก็กินได้ แต่อย่าเยอะ

3.ออกกำลังกายอย่างหักโหม

การลดน้ำหนักที่ดีนั้นต้องทำการควบคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่บางคนใจร้อนอยากให้น้ำหนักลดลงได้เร็วๆ โหมออกกำลังเสียจนร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บ จนทำให้ไม่อยากออกกำลังกายอีก เพราะต้องหยุดพักรักษาอาการบาดเจ็บยาวไป

4.นับแคลอรี่อย่างบ้าคลั่ง

การนับแคลอรี่ในอาหารที่กินเข้าไปก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้รู้ว่าควรจะกินอะไรเข้าไปแค่ไหน แต่การนับแคลอรี่ในอาหารอย่างบ้าคลั่งโดยนับมันทุกสิ่ง จดมันทุกอย่าง จะทำให้เกิดความเครียดและทำสิ่งนี้ได้ไม่นาน เพราะเราเข้มงวดกับตัวเองเกินไป จนสุดท้ายตบะแตก เลิกทำเอาเสียดื้อๆ ทำให้การลดน้ำหนักของเราล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ

5.เหงื่อออกเยอะ คือน้ำหนักลดลงได้เยอะ

เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ผิด เพราะการที่น้ำหนักจะลดลงได้ เราต้องกำจัดปริมาณไขมันในร่างกายออกไป แต่เหงื่อคือ น้ำในร่างกายที่ร่างกายขับออกมาเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้น ในขณะที่เรากำลังออกกำลังกาย ดังนั้น การที่น้ำหนักของเราลดลงหลังจากที่มีเหงื่อออกเยอะ เป็นเพราะน้ำในร่างกายลดลงต่างหาก ไม่ใช่ไขมัน

6.กินแต่อาหารเสริมช่วยลดน้ำหนัก

เป็นทางลัดที่หนุ่มๆ หลายคนใช้อยู่ เพราะอยากได้ผลเร็ว ซึ่งนอกจากไม่ได้ทำให้เราผอมแล้ว ยังก่อให้เกิดอาการโยโย่ตามมา ที่สำคัญยังทำให้สุขภาพและระบบเผาผลาญพังง่ายด้วยเช่นกัน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:การลดน้ำหนัก