วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564

5 วิธีกำจัดสิวหัวช้าง ให้หายขาด!!!

 5 วิธีกำจัดสิวหัวช้าง ให้หายขาด!!!

วิธีลดสิวหัวช้าง : ใช้น้ำแข็ง

     หลายๆคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการใช้น้ำแข็งประคบกันมาบ้างแล้ว เพราะเจ้าน้ำแข็งนี่แหละค่ะ ช่วยลดอาการบวมและอักเสบของสิวได้ดีมากๆ อีกทั้งยังช่วยให้หัวสิวโผล่ได้เร็วขึ้นอีกด้วย และเมื่อหัวสิวสุกแล้ว ทีนี้ก็ง่ายก็จะรักษาแล้วล่ะค่ะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : ประคบอุ่น

     นอกจากใช้น้ำแข็งเย็นๆแล้ว การประคบอุ่นก็ช่วยได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งการประคบอุ่นนี้จะทำให้สิวยุบลงเร็วขึ้น และเกิดเป็นหัวสิวเร็วขึ้น วิธีประคบอุ่นก็คือ เราจะต้องล้างหน้าให้สะอาดก่อน และไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ เพราะจะยิ่งไปเป็นการทำร้ายผิวมากกว่าการรักษาผิวนั่นเองค่ะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : ใบชาเขียว และ น้ำผึ้ง

     ชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มาช่วยลดรอยสิวและไม่ทำให้สิวอุดตันค่ะ ส่วนน้ำผึ้งมีส่วนช่วยบรรเทาผิวและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของการเกิดสิว ใช้แล้วช่วยลดสิวได้แทบจะทุกชนิดเลยก็ว่าได้ค่ะ และเมื่อเราใช้ชาเขียวและน้ำผึ้งร่วมกันแล้วล่ะก็ ได้ผลดีสุดๆไปเลยค่ะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : โยเกิร์ต และ น้ำผึ้ง

     ในโยเกิร์ตมี lactic acid หรือเรียกได้ว่าเป็น alpha hydroxy acid ประเภทหนึ่งค่ะ ซึ่งดีมากๆในการช่วยผลัดเซลล์ผิวโดยไม่ทำให้ผิวของเราแห้ง ส่วนคุณสมบัติของน้ำผึ้งเราก็ได้ทราบกันไปข้างต้นแล้วว่าสามารถช่วยลดสิวได้ดีอย่างไร และเมื่อเราทาโยเกิร์ตกับน้ำผึ้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรรอให้แห้งก่อนล้างออกนะคะ

วิธีลดสิวหัวช้าง : ใช้ Vicks Vaporub

     สาวๆหลายคนคงสงสัยว่าเจ้าวิคส์ วาโปรับนี่มันช่วยลดสิวหัวช้างได้ยังไงกัน? คำตอบคือ ได้จริงๆค่ะ เพราะสรรพคุณของตัวนี้คือเยอะมาก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เราหายใจคล่องขึ้น ลดอาการไอ หรือบรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อแล้ว เจ้าวิคส์ วาโปรับยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวด ซึ่งการเป็นสิวหัวช้างนี่เจ็บปวดแน่นอนค่ะ นอกจากนั้นยังช่วยลดการอักเสบจากสิวได้อีกด้วย เพียงแค่แต้มแล้วทิ้งไว้ทั้งคืน ตื่นมาตอนเช้าจะเห็นผลเลยล่ะค่ะ แต่ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป โดยเฉพาะสาวๆที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

สาเหตูการเกิดผมคัน และ วิธีกำจัดผมคัน

 สาเหตูการเกิดผมคัน และ วิธีกำจัดผมคัน

สาเหตุ ของผมคันนั้น หลักๆ แล้วมาจากการมีนิสัยชอบดึงผมตัวเองเล่น

จนทำให้เกิดการอักเสบบริเวณรากผม และส่วนของโคนผม

ดังนั้น จึงทำให้เส้นผมที่เกิดขึ้นมาใหม่ มีลักษณะที่หงิกงอ บิดเบี้ยว

ส่วนในกรณีที่ไม่เคยถอนมาก่อน อยู่ดีๆ ผมคันก็ขึ้นมาเอง

สาเหตุก็เกิดจากลักษณะผิดปกติของรูขุมขนบริเวณนั้น


ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย (เช่น กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน ฯลฯ)


วิธีกำจัดผมคัน มีทั้งเป็นแบบถาวร และแบบชั่วคราว

ใช้วิธีการเล็มผม หรือตัดเอาผมส่วนนั้นออกไป

เช่น ถ้าส่วนปลายของผมมีปัญหา ดูหยิกหยอยหงิกงอ ในขณะที่บริเวณโคนยังตรงอยู่


ก็เล็มออก เฉพาะส่วนที่หยิกงอ แต่หลังจากนั้น เมื่อผมยาวขึ้นมาอีก


ก็จะกลับมามีลักษณะแบบเดิมอีก ซึ่งก็ต้องทำการเล็มอีกอยู่เรื่อยๆ


แม้จะน่ารำคาญใจ และน่าหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่วิธีนี้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


และปลอดภัยที่สุดแล้ว ในระยะยาว เพราะไม่ได้ไปทำร้ายส่วนรากผมนั่นเอง


ส่วนใครที่ใช้วิธีทำร้ายรากผมบ่อยๆ แล้วสงสัยว่าผลจะเป็นยังไงในระยะยาว


อ่านข้อถัดไปเลยค่ะ

ใช้วิธีการถอนผมคัน หรือดึงผมคันออกไปเลย

ซึ่งอาจจะคิดว่าเป็นการตัดปัญหาไป และหวังว่าผมที่จะงอกขึ้นมาใหม่ จะกลายเป็นผมตรง


ซึ่งก็อาจจะมีทั้งเป็นไปได้ (อาจจะงอกใหม่เป็นผมตรงก็ได้)


และเป็นไปไม่ได้ (ผมที่งอกใหม่ก็หยิกเหมือนเดิม)


แต่ความจริงแล้วจะทำให้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะถ้าทำบ่อยๆ นานวันเข้าล่ะก็


ผมที่เคยขึ้น ก็อาจจะไม่ขึ้นอีกแล้ว เส้นผมบริเวณนั้นก็อาจจะบางลง จนเห็นหนังศีรษะไปเลย


ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่าการมีผมคันแน่ๆ ค่ะ


และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ใครที่ติดนิสัยดึงผมไปแล้ว จะเลิกยาก เพราะจะติดเป็นนิสัย


คล้ายๆ กับนิสัยชอบกัดเล็บ เครียดก็ดึงผม เหงาก็ดึงผม ว่างก็ดึงผม


เผลอๆ ไม่รู้ตัว มือก็ไปดึงผมออกอีกแล้ว ซึ่งสุดท้ายแล้ว นอกจากจะหยุดหรือหักห้ามใจไม่ได้แล้ว


กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินไป คือผมเริ่มหายไป และไม่งอกออกมาอีกแล้ว

สำหรับผมคันที่เกิดแบบชั่วคราว

ซึ่งหมายความว่า สามารถหายได้


หลายคนทดลองใช้วิธีการบำรุงผม และหมักผม เพื่อบำรุงไปจนถึงหนังศีรษะด้วย


บอกว่าอาการดีขึ้น และบางส่วนก็หายจากอาการผมคันหยิกหยอยไปได้เหมือนกัน


เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดจะใช้วิธีนี้ ก็เป็นวิธีที่ให้แต่ผลดี ไม่มีผลเสีย


เพราะการหมักผม และการบำรุงผม จะทำให้ผมแข็งแรง ดกดำ เงางาม มีน้ำหนักด้วย


โดยเฉพาะการหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว การหมักผมด้วยน้ำมันมะกอก และการหมักผมด้วยน้ำมันงา


เหล่านี้ ล้วนเป็นสูตรการหมักผม ที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยบำรุงผม และหนังศีรษะได้ดีในระยะยาวด้วยค่ะ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ควรดึงผมเล่น หรือทำอะไรก็ตามที่จะเป็นการทำลายรากผม


ถ้ามีอาการคันหนังศีรษะ (คันจริงๆ แบบไม่ได้คิดไปเอง หรือเห็นผมหยิกหยอยชี้ขึ้นมาก็คิดไปเองว่าคันแน่ๆ แล้วก็รู้สึกว่าต้องถอนทิ้ง) ก็ให้ทายา หรือพบแพทย์จะดีที่สุดนะคะ


รวมทั้งหมั่นบำรุงผมเป็นประจำ ก็จะช่วยบรรเทาอาการลงไปได้บ้างค่ะ

สาระน่ารู้

5 วิธีกำจัดเหาหาย เป็นผู้ใหญ่ก็รักษาได้

 5 วิธีกำจัดเหาหาย เป็นผู้ใหญ่ก็รักษาได้ 

เหาคืออะไร

เหา (Lice) คือแมลงตัวจิ๋วสีเทาๆ ดำๆ ขนาดตัวเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ชอบกินสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วบนหนังศีรษะของเรา เมื่อเหาตัวเมียโตเต็มที่หรืออายุประมาณ 1 เดือน มันจะไข่ทิ้งไว้ที่โคนผมของเราประมาณ 7-10 ฟองต่อวัน และจะฟักเป็นตัวประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ไข่เหามีลักษณะเป็นเม็ดเล็กสีขาวติดแน่นอยู่ที่โคนผม ซึ่งเมื่อผมของเรายาวขึ้น ไข่เหาก็จะเลื่อนตามเส้นผมไปด้วยเนื่องจากมันเกาติดกับผมบริเวณนั้นนั่นเอง 

เราติดเหาได้อย่างไร

หลายคนอาจสงสัยว่าเราติดเหาได้อย่างไร คำตอบก็คือเหาสามารถติดได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การเล่นกับเด็กๆ ที่เป็นเหา การใช้สิ่งของร่วมกันย่างหมวก หูฟัง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า หวี หรือนอนเตียงเดียวกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเราติดเหาจากคนรอบข้างแบบไม่รู้ตัวค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราติดเหา

ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่รู้ตัว เผลออีกทีก็มีไข่เหาเต็มศีรษะแล้ว ส่วนบางคนอาจมีอาการคันเนื่องจากระคายเคืองน้ำลายของเหาค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ตัวแล้วต้องรีบหาวิธีกำจัดเหาให้หายขาดแบบด่วนๆ

5 วิธีทำให้เหาหาย กำจัดเหาได้ทันใจแบบไม่ต้องเขิน

1.สางผมด้วยหวีเสนียด

อาจจะเป็นวิธีที่ดูเรียบง่ายแต่ขอบอกว่าได้ผลจริงและยังเหมาะกับคนทุกวัยรวมถึงผู้ใหญ่อย่างเราด้วย เพราะหวีเสนียดเป็นหวีซี่ถี่มากจึงช่วยสางเอาตัวเหาและไข่เหาออกได้เป็นอย่างดี วิธีการก็แค่โชลมผมด้วยน้ำให้เปียกหมาดๆ จากนั้นก้มศีรษะลง หากระดาษมารองไว้ จากนั้นค่อยๆ สางผมทีละช่อตั้งแต่โคนจนถึงปลายผม หมั่นทำทุกวันเพื่อลดจำนวนเหาและไข่เหาบนหนังศีรษะ ร่วมกับลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือทำความสะอาดบ้านและไม่ใช้สิ่งของร่วมกันคนอื่น เหาจะค่อยๆ หายในที่สุดค่ะ อ้อ! ปัจจุบันเขามีหวีสำหรับสางเหาแบบไฟฟ้าด้วยนะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดเหาให้ดีขึ้น ล้ำไปอีก!

2.ใช้เอสเซนเชียลออยล์

น้ำมันสกัดจากธรรมชาติหรือเอสเซนเชียลออยล์หลายชนิดมีคุณสมบัติในการกำจัดเหาได้ ใครชอบวิธีทำให้เหาหายแบบธรรมชาติที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและได้ผลจริงจังก็ควรนำวิธีนี้ไปลองนะคะ โดยออยล์ที่เราแนะนำก็คือ


ทีทรีออยล์

ลาเวนเดอร์ออยล์

โคลฟออยล์

ยูคาลิปตัสออยล์

ซินนามอนออยล์

เปปเปอร์มิ้นต์ออยล์

เมื่อเลือกออยล์ที่ชอบได้แล้วอย่าลืมทดสอบว่าเราแพ้หรือเปล่าโดยการหยดออยล์หยดเล็กๆ ทดสอบบริเวณแขนก่อนก็ได้ค่ะ หากไม่แพ้ก็เริ่มรักษาเหาโดยการผสมน้ำมันมะกอก 40 มิลลิลิตร เข้ากับออยล์ที่เราเลือก15-20 หยด ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปหมักผม คลุมผมด้วยผ้าขนหนูหรือหมวกอาบน้ำ ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นล้างและสระผมตามปกติ ทำเป็นประจำอาการเหาจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ

3.หมักผมด้วยน้ำมันมะกอกก่อนสางผม

นอกจากน้ำมันมะกอกจะช่วยบำรุงผมให้นุ่มลื่น แข็งแรง และสุขภาพดีแล้ว มันยังมีส่วนช่วยกำจัดเหาได้อีกด้วย! เพราะน้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มความลื่นให้เส้นผม เมื่อนำไปใช้ร่วมกับการสางผมด้วยหวีเสนียดจึงเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้ วิธีการก็แค่ชโลมน้ำมันมะกอกให้ทั่วศีรษะ จากนั้นสางผมโดยใช้หวีเสนียด ทำเป็นประจำเหาจะค่อยๆ ลดลงภายในสัปดาห์ เป็นวิธีทำให้เหาหายแบบได้บำรุงผมไปในตัว

4.หมักผมด้วยน้ำส้มสายชู

หากใครหาวิธีทำให้เหาหายแบบแอดวานซ์ขึ้นมาอีกนิด ลองใช้เทคนิคน้ำส้มสายชูบ้านๆ ที่เราใช้ทำอาหาร จะเป็นน้ำส้มสายชูปกติหรือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลก็ได้ค่ะ วิธีการก็คือหมักผมด้วยเบบี้ออยล์จากนั้นใช้หวีเสนียดสางผม สระ และล้างผม 1 รอบ ตามด้วยการหมักผมด้วยน้ำส้มสายชูที่เตรียมไว้ให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าคลุมผมทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อตื่นแล้วให้ล้างและสระผมให้สะอาด รับรองเหาหายเร็ว หมดปัญหาเหากวนใจ 

5.ทำความสะอาดบ้านและข้าวของเครื่องใช้ให้ดี

หลายคนอาจสงสัยว่านี่คือวิธีทำให้เหาหายด้วยหรือ แน่นอนว่าใช่ค่ะ เพราะต่อให้เราหมักผมยังไง ถ้าบ้านไม่สะอาดก็มีโอกาสเป็นเหาได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นอย่าลืมซักปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนให้เอี่ยมอ่องแล้วนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรค จากนั้นกวาดพื้นหรือดูดฝุ่นให้เนี้ยบ ตามด้วยการผสมไฮเตอร์ 1 ฝา กับน้ำ 5-10 ลิตรเพื่อนำมาใช้แทนน้ำยาถูพื้น ถูให้สะอาดทุกซอกทุกมุม หรือจะใช้น้ำที่เราผสมไว้มาเช็ดข้าวของเครื่องใช้ด้วยก็ได้ ทำตามนี้เป็นประจำ รับรองว่าเจ้าตัวร้ายอย่างเหาไม่มีที่ยืนแน่นอน

สาระน่ารู้


วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

“ร้อนใน” กับ 15 วิธีลัดช่วยให้หายเร็วขี้น

 “ร้อนใน” กับ 15 วิธีลัดช่วยให้หายเร็วขี้น

บ้วนปากด้วยน้ำเกลือทุก 2 ชั่วโมง หรือหลังอาหารทุกมื้อ

หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้แผลร้อนในระคายเคือง และแห้งตึงจนเกินไป

เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มวันละ 2 ครั้ง หรือหลังรับประทานอาหาร

หากมีแผลร้อนในที่ค่อนข้างใหญ่ และลึก จนมีอาการเจ็บปวดมาก สามารถใช้ผ้าสะอาดพันปลายนิ้ว เช็ดทำความสะอาดฟัน เหงือก และซอกฟันแทนการใช้แปรงสีฟันชั่วคราวได้

เลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อป้องกันฟันผุ

เลือกรับประทานอาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย

หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารรสจัด (เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด)

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีอุณหภูมิเย็นจัด และร้อนจัด

งดอาหาร และสิ่งที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในช่องปาก เช่น เหล้า บุหรี่ หมากพลู เป็นต้น

ดื่มน้ำผลไม้ไม่แยกกาก เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่รับประทานอาหารได้ไม่หลากหลาย หรือรับประทานผักผลไม้ได้ไม่มาก จากอาการเจ็บแผลร้อนใน

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อคืน

ออกกำลังกายเป็นประจำ วันละ 30 นาที-1 ชั่วโมง สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง

ดื่มน้ำให้เพียงพอ เช็กได้จากสีปัสสาวะ ดื่มน้ำจนกว่าปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อน

พยายามลดความเครียด ด้วยการหากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องที่เครียด

หากแผลร้อนในค่อนข้างใหญ่ และไม่ดีขึ้นหลังจากทำทุกวิธีแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณายาทาแผลให้หายไวยิ่งขึ้น


**เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการรักษาแผลร้อนใน หรือแผลในปาก


ยังไม่มีรายงานการแพทย์ใดๆ ยืนยันได้ว่า การรับประทานยาขม จะช่วยรักษาแผลร้อนในได้ และเมื่อมีแผลร้อนใน หรือแผลที่อักเสบบริเวณริมฝีปาก ไม่ควรใช้เยนเชี่ยน ไวโอเล็ตทา (Gentian Violet หรือยาม่วง) เพราะจะทำให้ริมฝีปากแตกแห้งมากขึ้น และแผลยิ่งแตกมากขึ้นไปด้วย

สาระน่ารู้

ผมขาดหลุดร่วงแก้ไขได้ด้วย 5 เคล็ดลับดูแล “สุขภาพผม”

ผมขาดหลุดร่วงแก้ไขได้ด้วย  5 เคล็ดลับดูแล “สุขภาพผม” 


1. สระผมให้ถูกวิธี


ไม่ควรสระผมถี่เกินไป สระวันเว้นวันกำลังดี วิธีสระผมให้ถูกก็คือ อย่าสระผมด้วยน้ำอุ่น เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้ง ผมจึงหลุดร่วงได้อย่างง่ายดาย ใช้น้ำล้างความมันและสิ่งสกปรกบนเส้นผมออกก่อนลงแชมพู จากนั้นเทแชมพูลงบนฝ่ามือแล้วตีให้เกิดฟองก่อนทุกครั้ง อย่าเทเนื้อแชมพูให้โดนหนังศีรษะโดยตรง และไม่สระผมด้วยการขยี้ผมหรือเกาหนังศีรษะแรง ๆ เพราะจะทำให้หนังศีรษะเป็นแผลและเกิดการติดเชื้อได้ ให้เปลี่ยนมาใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมให้ทั่วแทน นอกจากจะถนอมเส้นผมแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบนศีรษะอีกด้วย


2. เลือกแชมพูให้เหมาะสม


สภาพหนังศีรษะแต่ละคนไม่เหมือนกัน แชมพูยี่ห้อนี้อาจจะใช้ดีสำหรับคนอื่น แต่ “แรง” เกินไปสำหรับเราก็เป็นได้ จึงต้องเลือกใช้แชมพูและครีมนวดผมให้เหมาะกับสภาพเส้นผมของตัวเอง เลือกใช้แชมพูที่มีส่วนประกอบเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยกระตุ้นการขึ้นใหม่ของผม ลดการขาดหลุดร่วง อ่อนโยนต่อหนังศีรษะ เช่น ขิง ว่านหางจระเข้ มะกรูด รวมถึงเลี่ยงแชมพูที่มีสารเคมีเข้มข้น เช่น สาร SLS สารเคมีที่ทำให้เกิดฟอง พาราเบน ซึ่งเป็นสารกันเสีย และซิลิโคน ซึ่งจะทำให้หนังศีรษะมัน คัน จนทำให้ผมหลุดร่วงได้


3. อย่าทำร้ายผมนักเลย


หลังสระผมใหม่ ๆ ตอนที่ผมยังเปียก เป็นช่วงที่เส้นผมอ่อนแอมากที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่ควรเช็ดผมแรง ๆ และหวีผมตอนที่ผมยังเปียกอยู่ โดยใช้ผ้าขนหนูซับให้พอหมาด ๆ แล้วปล่อยให้ผมแห้งก่อนค่อยหวีจะดีกว่า เลือกใช้หวีไม้แทนหวีพลาสติก ลดการเกิดไฟฟ้าสถิต และใช้หวีซี่ห่าง รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำร้ายผมแบบอื่น ๆ เช่น การทำสีผมบ่อย ๆ การใช้ความร้อนกับเส้นผมเป็นประจำ เช่น การเป่าผมด้วยไดร์ ก็ทำให้ผมแห้งเสีย แตกปลาย อ่อนแอ จนในที่สุดก็หลุดร่วง แม้กระทั่งการรวบผม มัดผมก็ยังทำร้ายผมได้เช่นกัน ทางที่ดีควรปล่อยให้ผมทิ้งตัวสบาย ๆ บ้าง และไม่มัดผมแบบที่ดึงรั้งผมจนตึงเกินไป


4. อาหารบำรุงผม


อาหารที่ดีมีประโยชน์ช่วยบำรุงทุกส่วนของร่างกาย สารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผม เช่น โปรตีน แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ไบโอติน คอลลาเจน วิตามินอี ที่มักพบในอาหารทะเล หอยนนางรม ปลาแซลมอน ปลา เนื้อสัตว์ทุกชนิด เครื่องในสัตว์ ที่ผักใบเขียว ไข่ ถั่ว ธัญพืช เม็ดอัลมอนด์ นม ชีส โยเกิร์ต กล้วยหอม ข้าวกล้อง สารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผม ช่วยให้รากผมแข็งแรง รวมถึงรับประทานอาหารเสริมประเภทวิตามินบีรวม และให้ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ


5. เครียดมากไม่ดี


ความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่บั่นทอนสุขภาพร่างกาย เพราะส่งผลต่อการสร้างและเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งเส้นผมอ่อนไหวและไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายอย่างมาก ความเครียดจึงส่งผลต่อรากผม ทำให้ผมร่วงได้ จึงควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวันบ้าง ฝึกปล่อยวาง และใช้ชีวิตให้สมดุล ทั้งการทำงานและการพักผ่อน หมั่นออกกำลังกาย แต่ถ้าหากเครียดสะสมมากจนเกินแก้ไขด้วยตัวเอง ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนบั่นทอนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

สาระน่ารู้

ปัญหาคอดำ แก้ใขได้ด้วย 6 วิธีแก้นี้

 ปัญหาคอดำ แก้ใขได้ด้วย 6 วิธีแก้นี้

1.ขัดขี้ไคลทุกครั้งระหว่างอาบน้ำ

นอกจากสาวๆ จะต้องอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็นแล้วนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกครั้งเวลาอาบน้ำจะต้องหมั่นขัดขี้ไคลให้ทั่ว และเน้นขัดที่บริเวณต้นคอให้มากๆ


2.สครับผิวบริเวณต้นคอ

นอกจากจะขัดผิวในระหว่างอาบน้ำทุกวันแล้วนั้น อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาต้นคอดำก็คือการสครับผิวที่บริเวณต้นคออย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในส่วนของสูตรสครับผิวนั้นแนะนำให้ใช้สูตรธรรมชาติ เช่น เกลือขัดผิว มะขามเปียก หรือน้ำตาลผสมมะเขือเทศ พยายามขัดเบาๆ ไม่ควรถูแรงๆ วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดรอยดำได้เป็นอย่างดี


3.เช็ดต้นคอด้วยน้ำมันมะกอก

สำหรับสาวๆ ที่พอจะมีเวลาหลังอาบน้ำ แนะนำให้ใช้สำลีก้อนชุบน้ำมันมะกอกเช็ดให้ทั่วบริเวณลำคอ ซึ่งจะช่วยให้วิตามินและสารบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ผิว ทำให้รอยดำจางลงได้ หรือจะใช้โทนเนอร์แทนการใช้น้ำมันมะกอกก็ได้เช่นกัน


4.ทาครีมบำรุงผิวบริเวณต้นคอ

หลายๆ คนอาจจะละเลยการทาครีมบำรุงผิวที่บริเวณต้นคอ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวควรได้รับการบำรุงไม่แพ้กับผิวบริเวณอื่นๆ เลย แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งทาบริเวณลำคอทุกวันเช้าเย็น จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสและป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย


5.เช็ดผิวบริเวณต้นคอด้วยน้ำมะนาว

ในกรณีที่ต้นคอดำมากเกินไป ก่อนอาบน้ำแนะนำให้สาวๆ ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวสด ถูที่บริเวณต้นคอดำแต่เพียงเบาๆ เพื่อให้กรดธรรมชาติในน้ำมะนาวทำการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปง่าย ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเห็นได้ว่ารอยดำจางลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด


6.พยายามลดน้ำหนัก

เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นคอดำก็คือความอ้วน ดังนั้นจึงแนะนำให้สาวๆ พยายามลดน้ำหนัก โดยการหมั่นออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับการควบคุมอาหารการกินอย่างสม่ำเสมอ เมื่อน้ำหนักลดลง ก็จะทำให้รอยชั้นที่ต้นคอค่อยๆ หายไป จึงไม่ทำให้เกิดการเสียดสี และยังไม่มีแหล่งสะสมของเหงื่อไคลอีกด้วย

สาระน่ารู้


สูตรวิธีแก้..มือลอก-มือแห้ง-เป็นขุย ให้กลับมานิ่มและนุ่ม!!

 สูตรวิธีแก้..มือลอก-มือแห้ง-เป็นขุย ให้กลับมานิ่มและนุ่ม!!




1. ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย มักเกิดช่วงที่มีอากาศแห้ง ฤดูหนาว หรือในรายที่ชอบอาบน้ำหรือล้างมือในน้ำอุ่นเป็นเวลานานและบ่อย  จะทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น


2. มือลอก ส้นเท้าแตก สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสกับสารระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น สารเคมีพวกกรด ผงซักฟอก สารละลายอินทรีย์เคมีเมื่อสัมผัสบ่อยเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบผิวแห้งและแตกได้ บริเวณที่อักเสบเรามักจะคัน และเมื่อเกาหรือถูบ่อยๆจะยิ่งทำให้ผิวบริเวณนั้นหนา แข็งกระด้างขึ้น


3. เกิดจากการขาดวิตามินอย่างรุนแรง พบการแตกแข็งกระด้างได้ เช่น การขาดวิตามินเอ ทำให้ผิวแห้งร่วมกับตาบอดไก่ (กลางคืนเห็นไม่ชัด) การขาดวิตามินบี3 (ไนอาซิน) ทำให้ผิวหนังอักเสบร่วมกับท้องเดิน สติเลอะเลือน อาการจะดีขึ้นเมื่อได้รับวิตามินที่ขาด


วิธีการรักษา

เราควร หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำให้เราเกิดอาการแพ้ และเราสามารถที่จะซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวได้ โดยเลือกกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้งโดยเฉพาะ ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยารูรอนิก หรือกลีเซอรีน  เพราะมันจะช่วยให้ผิวได้รับสารที่เพิ่มความชุ่มชื่นมากกว่าในกลุ่มของผิวธรรมดาและนอกจากนี้ยังมีอีกวิธีที่มาจากภูมิปัญญาของชาวบ้านด้วยค่ะ


 1. ใบสะเดา นำยอดสะเดามา 5 – 6 ยอด ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ประมาณ 5 นาที พอน้ำอุ่นเอามือลงแช่ไว้ 5 นาที ทิ้งไว้ให้มือแห้งแล้วล้างมือให้สะอาดทำวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน มือจะหายลอก


2. เอาน้ำมันมะพร้าวทาตามบริเวณที่ลอก วันละ 3-4 ครั้ง เวลาทาควรจะถูนวดเบาๆ สัก 5-10 นาทีแต่ถ้าบางคนเป็นถึงขั้นรุนแรงจนใช้วิธีพวกเหล่านี้แล้วยังคงไม่หาย แนะนำควรไปพบแพทย์ทางด้านผิวหนังโดยตรงค่ะ

บางคนอาจจะเกิดจากโรคบางชนิดก็เป็นได้ค่ะ

สาระน่ารู้

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ผมแตกปลาย แก้ไขได้ด้วย 8 วิธีนี้

ผมแตกปลาย แก้ไขได้ด้วย  8 วิธีนี้

1. เล็มปลายผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ยาวเกินไป

ผมยิ่งยาวก็ยิ่งทำให้สารอาหารไปเลี้ยงปลายผมได้ไม่เพียงพอ แถมยังทำให้หวีผมแล้วขาดง่ายอีกด้วย เวลาผมขาดก็ทำให้ช่วงปลายผมเกิดอาการแตกปลายได้นั่นเองค่ะ ถ้าจะให้ดีก็อย่าปล่อยให้ผมยาวจนเกินไป แต่หมั่นเล็มปลายผมเป็นประจำเดือนละครั้ง ลดอาการแตกปลายได้แน่นอน


2. ใส่เซรั่ม เติมอาหารบำรุงผมซะบ้าง

ผมก็ต้องการอาหารเหมือนกันนะจ๊ะ แต่เป็นพวกสารบำรุง อาหารผม ที่เข้าไปช่วยซ่อมแซมและให้ผมสวยสุขภาพดีขึ้น ใครไม่ค่อยดูแลผม ปล่อยให้ยาวเฟื้อย แถมยังแห้งจนเกินเยียวยา ควรเปลี่ยนมาใส่เซรั่ม ทานวิตามินบำรุงผม หรือทำทรีทเมนท์เติมอาหารให้ผมได้สุขภาพดีขึ้นบ้างนะ


3. ลงครีมนวดที่ปลายผม ทุกครั้งที่สระผม

ครีมนวดผมก็เป็นอีกตัวช่วยที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะคนที่ผมแห้งเสีย เวลาสระผมมาใหม่ๆ ถ้าไม่ใช่ครีมนวดนี่แทบจะหวีไม่ออก ผมพันกันหนักมากจนอยากจะตัดทิ้งเลยแหละ ดังนั้นเวลาสระผมเสร็จแล้วก็ควรลงครีมนวดทุกครั้ง แต่เน้นลงช่วงปลายผมแล้วหมักทิ้ง

ไว้สักแป๊บนึง ไม่ต้องลงด้านบน หรือลงให้โดนหนังศีรษะนะคะ เพราะจะทำให้ผมมีน้ำหนักจนลีบแบนเกินไป เน้นแค่ปลายผมให้หวีง่ายและไม่แตกปลายก็พอ


4. ก่อนสระผมให้หมักด้วยน้ำมันมะกอก

ถ้าอยากให้ผมสุขภาพดีมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่แห้งจนแตกปลาย ลองเอาน้ำมันมะกอกมาชะโลมให้ทั่วผม แล้วก็หมักทิ้งไว้ 10-15 นาทีค่ะ จากนั้นก็สระผมตามปกติ แล้วลงครีมนวดที่ปลายผม หมักบ่อยๆ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ผมแตกปลายลดลง เพราะผมสุขภาพดี ลื่นและหวีง่ายขึ้นแล้ว


5. อย่าอบไอน้ำบ่อยเกินไป

หลายคนคิดว่าการบำรุงผม คือการต้องไปอบไอน้ำบ่อยๆ แต่ที่จริงการอบไอน้ำก็คือการใช้ความร้อนอย่างหนึ่งนะคะ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องทำบ่อยเกินไปเพราะจะกลายเป็นทำร้ายผมให้แห้งแทนนะคะ แนะนำให้ทำแค่เดือนละ 2 ครั้งก็เพียงพอ แต่เอาเวลาไปหมักผมด้วยวิธีธรรมชาติดีกว่า


6. หยุดไดร์ผม ม้วนผม หรือใช้ความร้อน

อยางที่บอกไปว่าความร้อนคือสาเหตุหลักๆ ของผมแห้ง พอผมแห้งอาการผมแตกปลายก็ต้องตามมา เราก็ควรแก้กันตั้งแต่ต้นเหตุไปเลยจะดีกว่า นั่นคือการหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนไปก่อน ไม่ว่าจะไดร์ผม ม้วนผม หรือแม้กระทั่งอบไอน้ำ คือทำอะไรก็ได้ ให้ผมถูกทำร้ายน้อยที่สุด ระหว่างนั้นก็บำรุงผมให้ฟื้นฟูดีขึ้น จนกว่าจะหายหรือแตกปลายน้อยลง


7. พักทำสีผมไปก่อนจะดีกว่า

หลักการเดียวกันกับการใช้ความร้อนเลยค่ะ นั่นคือการหลีกเลี่ยงสารเคมีทุกชนิด โดยเฉพาะที่ทำร้ายผมโดยตรงอย่างการทำสี ดัด ยืด ทั้งหลายแหล่ เพราะถ้าเจอสารเคมีรุนแรงเข้าไป ผมแตกปลายก็ยากที่จะเยียวยาแล้วล่ะจ้ะ แนะนำให้ค่อยๆ ตัดเล็มผมเสียทิ้งไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้ก็อดทนรอไม่ทำสีผมให้เกิดความเสียหายใหม่ๆ พอผมกลับมาสุขภาพดีเหมือนเดิม ก็อาจจะไม่อยากทำร้ายผมอีกแล้วก็ได้


8. หมักผมเป็นประจำ ด้วยสูตรธรรมชาติ


จำไว้เลยค่ะว่าผมที่แห้งเสียจนแตกปลาย คือผมที่ขาดการบำรุงอย่างร้ายแรง ดังนั้นเราต้องบำรุงกันแบบจัดหนักไปเลย ง่ายและปลอดภัยที่สุดก็วิธีธรรมชาตินี่แหละ เช่น หมักผมด้วยโยเกิร์ต+นมสด, หมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว, หมักผมด้วยไข่แดง, หมักผมด้วยกล้วย+น้ำผึ้ง เป็นต้น จะทำให้ผมมีสุขภาพดี นุ่มลื่น และแห้งเสียน้อยลง เน้นช่วงปลายผมเยอะๆ ผมจะได้แตกปลายน้อยลงด้วยค่ะ

หนังโคนเล็บลอก เกิดจากอะไร? สาระน่า

 หนังโคนเล็บลอก เกิดจากอะไร? สาระน่า

 

เล็บ... ตัวบ่งชี้สุขภาพ

เชื่อหรือไม่คะว่า สภาพของเล็บ บ่งบอกถึงสุขภาพของเราได้เหมือนกัน

- เล็บซีด เราอาจขาดอาหารที่มีธาตุเหล็ก หรืออาจเป็นโรคตับ หรือไต

- เล็บเหลือง ร่างกายอาจกำลังขาดวิตามินอี มีปัญหาในระบบน้ำเหลือง หรือทางเดินหายใจ นอกจากนี้สาวๆ ที่ชอบทาเล็บเป็นประจำ อาจมีอาการเล็บเหลืองได้เช่นกัน

- มีจดสีขาวในเล็บ หลายคนเคยมีอาการนี้ เกิดจากการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น สังกะสี ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก วิตามินซี หรืออาจเป็นโรคตับ ไข้ไทฟอยด์ หรืออาจได้รับพิษจากโลหะหนัก นอกจากนี้อาจได้รับการกระแทกจนเป็นรอยได้เหมือนกัน

- เล็บลอกเป็นชั้นๆ อาจเกิดจากเล็บไม่แข็งแรง หรือเล็บบางจากกรรมพันธุ์อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม นอกจากทานอาหารประเภทผักใบเขียวปลา ธัญพืช อาหารทะเล และผลไม้ต่างๆ แล้ว หากอาการของเล็บไม่ได้แย่เกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องนี้น่าตกใจอะไรค่ะ


แล้วหนังที่โคนเล็บล่ะ?

สาเหตุที่หนังที่โคนเล็บลอก เป็นเพราะผิวบริเวณโคนเล็บแห้งเกินไปนั่นเองค่ะ วิธีแก้ก็ง่ายๆ เพียงหาโลชั่นทามือ (hand cream) หรือน้ำมันที่ดูแลบริเวณเล็บ จมูกเล็บ และโคนเล็บโดยเฉพาะ (cuticle oil) มาทาบ่อยๆ อย่าให้ผิวบริเวณนั้นแห้ง

นอกจากนี้อาจหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้


ทาเล็บด้วยน้ำยาทาเล็บ หรือน้ำยาล้างเล็บคุณภาพต่ำ แอลกอฮอล์มากเกินไป จนทำให้ผิวหนังรอบเล็บแห้ง

ใช้ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ หรือครีมอาบน้ำที่ไม่ถูกกับผิวหนัง อาจต้องลองเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

ใครที่ชอบกัดเล็บ หยุดกัดเล็บด่วนๆ เพราะเป็นสาเหตุของเล็กฉีก เล็บงอกไม่สมบูรณ์ และเล็บเปราะบางได้

พักผ่อนน้อย การพักผ่อนก็สำคัญไม่แพ้อาหารการกิน เพราะฉะนั้นนอกจากทานอาหารที่มีประโยชน์มากๆ แล้ว ยังต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

เท่านี้เล็บเราก็จะแข็งแรง ไม่ลอก ไม่ฉีก ไม่แตกหักง่าย และเนื้อโคนเล็บเรียบเนียนสุขภาพดีได้แล้วล่ะค่ะ ถึงแม้ว่าเล็บจะเป็นเพียงอวัยวะเล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญ แต่สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพของเราได้เป็นอย่างดี เพราะเราต้องใช้มือในการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลเล็บ และผิวหนังรอบเล็บให้ดีนะคะ

สาระควรรู้


ขาลาย ทำไง ? ให้กล้บมามีขาสวยเหมือนเดิม 6 วิธีแก้ขาลาย

ขาลาย ทำไง ?  ให้กล้บมามีขาสวยเหมือนเดิม  6 วิธีแก้ขาลาย

1.สครับผิวเป็นประจำ


เพียงเลือกใช้เกลือสครับมาสครับผิวเป็นประจำในขณะอาบน้ำ โดยทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง นอกจากผิวจะค่อยๆ ขาวใสขึ้นแล้ว การขัดผิวที่มีส่วนกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกนี้ยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำและแก้ปัญหาขาลายให้จางลงได้อีกด้วย


2.ขัดผิวด้วยมะขามเปียก


มะขามเปียกเป็นตัวช่วยในการขัดผิวชั้นเลิศ เพราะมีกรด AHA จากธรรมชาติที่จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออก ทำให้ขาลายดำๆ ค่อยๆ จางลงอย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังทำให้ผิวขาวใสขึ้นอีกด้วย เพียงใช้มะขามเปียก 1 กำมาขยำกับน้ำอุ่นๆ แล้วคั้นให้ได้เนื้อข้นๆ จากนั้นนำมาขัดผิวขาจนทั่ว เน้นบริเวณที่มีปัญหา รวมถึงจุดที่ดำหยาบกร้านอย่างเช่น หัวเข่าและตาตุ่ม ปล่อยไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งผิวจะขาวใสขึ้น อวดเรียวขาได้อย่างมั่นใจแน่นอน


3.ขัดด้วยขมิ้น


ขมิ้นมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังและสมานผิวได้ ใครที่มีปัญหารอยแผลเป็นหรือแม้แต่รอยดำๆ คุณสามารถนำผงขมิ้นมาละลายกับน้ำเล็กน้อยหรือละลายกับนมสดก็ได้ จากนั้นนำมาขัดและพอกผิวทั้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ทำสูตรนี้สัปดาห์ละครั้ง ผิวจะขาวใสผุดผ่องขึ้นอย่างมากทีเดียว


4.พอกด้วยมะนาวและดินสอพอง


น้ำมะนาวมีวิตามินซีสูงที่จะช่วยให้ผิวขาวเร็วขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ หมดปัญหาขาลายกันก็คราวนี้ แค่สาวๆ นำน้ำมะนาวมาผสมกับดินสอพองจากนั้นนำมาพอกผิว 30 นาที มะนาวยังทำหน้าที่กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ขาดำๆ จางลง แถมผิวขายังเนียนนุ่มมากขึ้นอีกด้วย


5.ลดรอยแผลเป็นด้วยว่านหางจระเข้


สำหรับสาวคนไหนที่มีปัญหารอยแผลเป็นที่ขาร่วมด้วย แนะนำให้ใช้วุ้นว่านหางจระเข้มาทาลงบนผิวที่มีปัญหาดังกล่าวได้เลย ทาบ่อยๆ เป็นประจำ รับรองรอยแผลเป็นจะจางลงได้ค่ะ


6.ขัดด้วยหินขัดตัว


ขาลายด่างดำ ส่วนหนึ่งก็มาจากขี้ไคลได้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น ตอนอาบน้ำอย่าลืมใช้หินขัดตัวมาขัดขี้ไคลออกกันด้วยนะคะ เซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วจะได้หลุดออกไป คราวนี้ ผิวขาสาวๆ จะขาวเนียนสะอาดใสดั่งใจมากขึ้นทีเดียว

สาระควรรู้

ส้นเท้าแตก คืออะไร เกิดจากอะไร วิธีแก้ไข!!

ส้นเท้าแตก คืออะไร เกิดจากอะไร  วิธีแก้ไข!!

ส้นเท้าแตก คือ อาการที่ผิวหนังบริเวณส้นเท้าแห้ง หยาบ แข็ง แตกและแยกออกเป็นแผ่น หากมีรอยแตกถึงผิวหนังด้านใน อาจทำให้มีเลือดออกหรือสร้างความเจ็บปวดตามมาได้ โดยมักเกิดในช่วงหน้าหนาวซึ่งมีอากาศแห้งและหนาวเย็น แต่ปัญหานี้ก็เกิดขึ้นได้เช่นกันแม้ไม่ได้อยู่ในช่วงฤดูหนาว หลายคนจึงพยายามค้นหาวิธีรักษาส้นเท้าแตกอย่างไรให้ได้ผล

ส้นเท้าแตก เกิดจากอะไร ?


ส้นเท้าแตกเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อากาศที่แห้งหรือหนาวเย็น ภาวะร่างกายขาดน้ำ ดื่มน้ำน้อย อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นที่ร้อนจนเกินไป แช่อยู่ในน้ำร้อนเป็นเวลานานหรือบ่อยเกินไป ใช้สบู่ที่ทำให้ผิวแห้ง ไม่ทาครีมบำรุงที่ทำให้เท้ามีความชุ่มชื้น การขัดเท้า การใส่รองเท้าที่ไม่ถนอมเท้าหรือเปิดผิวเท้ามากเกินไป มีภาวะอ้วน มีน้ำหนักตัวมาก และป่วยเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น


หากปัญหาส้นเท้าแตกถูกปล่อยไว้จนเป็นแผลลึกและไม่ได้รับการรักษา อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดส้นเท้าแตก และมีโอกาสพัฒนาไปสู่การติดเชื้อได้มาก หลัก ๆ คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้มีภาวะอ้วน


วิธีรักษาส้นเท้าแตก


1. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอหากมีน้ำในร่างกายน้อย นอกจากจะเกิดอาการปากแห้งคอแห้ง กระทบต่อระบบภายในต่าง ๆ จากภาวะร่างกายขาดน้ำแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพผิวที่แห้งแตกได้ด้วย จึงควรดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่บริเวณที่ส้นเท้าแตก ให้ผิวฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้

2. เลือกใช้สบู่ถนอมผิวไม่ใช้สบู่ที่มีสารเคมีเข้มข้นหรือที่มีส่วนผสมทำให้ผิวแห้งได้ เลือกใช้สบู่ที่ถนอมผิว ไม่ก่ออาการแพ้ ไม่ระคายเคืองผิว และไม่ทำให้ผิวแห้ง

3. ครีม ยา และผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวสำหรับส้นเท้าแตก ควรใช้ครีมหรือยาที่ผลิตมาเพื่อใช้รักษาอาการผิวแตกลักษณะนี้โดยเฉพาะ ทาไปบนบริเวณที่เป็นรอยแตก ครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้น หรือครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมัน สามารถใช้ทาได้วันละหลาย ๆ ครั้ง ใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อทาหลังอาบน้ำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และป้องกันผิวแห้งแตก

สาระควรรู้

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เป็นสิวที่หน้าอก ทำยังไงดี ? วิธีรักษา

 เป็นสิวที่หน้าอก ทำยังไงดี ? วิธีรักษา


อยากขอความช่วยเหลือจากสาวๆห้องแป้งหน่อยค่ะ..

คือเป็นสิวเม็ดเล็กๆ ที่บริเวณหลังเยอะพอสมควรเลย

รักษาความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน อาบน้ำขัดผิว ก็ไม่ดีขึ้น

จนตอนนี้บริเวณหน้าอก ก็เริ่มขึ้นเป็นเม็ดแดงๆ ใหญ่นิดหน่อย ลามมาถึงไหล่ด้วย

ปกติเป็นที่หลังมาหลายปีแล้ว แต่พึ่งมาเป็นบริเวณหน้าอกอ่ะค่ะ

เวลาใส่เสื้อคอกลม คอวี ก็เห็นสิวตรงอกหมดเลย เครียดมาก

เพื่อนๆมีวิธีแนะนำมั้ยคะ ตอนนี้เราใช้สบู่ไข่ สวีเดน ไม่รู้จะได้ผลรึป่าว

เลยอยากจะมาขอคำปรึกษาเพื่อนๆในห้องแป้งดู


เท่าที่หาข้อมูลก็จะมี

1. สบู่มาดามเฮง หรือ สบู่ก๊กเลี้ยง

2. ยาสระผม selsun

3. แป้งน้ำศิริราช / แป้งน้ำ ziiit

4. ผงวิเศษ / แป้งโยคี

เคยอ่านห้องแป้งมีคนบอกว่า สบู่มาดาเฮงกับ เบนเนตสีส้ม ใช้แล้วสิวหายค่ะ เราใช้เบนเนตสีส้มอยู่ สิวลลงแต่ยังไม่เกลี้ยงเลย ครึ่งก้อนแล้ว T T

แป้งน้ำศิริราช  ขวดละ 25  บาท  หายแน่นอน


เราใช้โฟมล้างหน้าที่ล้างความมันและฟองเยอะๆมาถูตรงที่เป็นสิวจ้า แล้วก็เอาที่แต้มสิวละเลงให้ทั่ว สิวหายที่รอยดำยังอยุ่


สบู่ก๊กเลี้ยงก็ใช้ดีนะคะ 7-11 น่าจะมีขาย


สเปรย์ฉีดสิวที่หลัง Oxe'cure เราใช้แล้วหายนะคะ

สาระน่ารู้


เป็นสิวที่รักแร้ แก้ยังไงดี ? วิธืรักษา

 เป็นสิวที่รักแร้ แก้ยังไงดี ? วิธืรักษา

         สิวในรักสาเหตุที่เป็นสิวในรักแร้

แร้ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ได้แก่ ขนรักแร้คุดจนเกิดการอักเสบ เหงื่อสิ่งสกปรกอุดตันเข้าไปอุดตันต่อมไขมันบริเวณรักแร้หรือเกิดจากการแพ้น้ำหอมและสารเคมีในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตุ่มหนองบวม ตุ่มแดงอาจมีอาการเจ็บ ระคายเคืองร่วมด้วยเมื่อสัมผัส


          วิธีรักษาสิวที่รักแร้

            หากสิวเกิดจากอาการขนคุด ควรสะกิดให้รูขุมขนเปิดออก ด้วยการนำเอาปลายเข็มหมุดเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ให้สะอาด แล้วค่อย ๆ ใช้แหนบดึงหรือเขี่ยเอาออก จากนั้นจึงแต้มด้วยยาทาสิวเพื่อลดการอักเสบ


           ใช้ครีมและโลชั่นแต้มสิวทุกครั้งหลังอาบน้ำ เพียงแต้มลงไปบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิวเป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาสิวบริเวณรักแร้ได้เช่นเดียวกัน


           หลีกเลี่ยงการบีบเค้นสิว ขัดถูผิวใต้วงแขนที่รุนแรง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง บวมอักเสบได้มากกว่าเดิม


           หากมีอาการเจ็บมากหรือมีสิวค่อนข้างใหญ่ ควรเดินทางไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจวิเคราะห์และรักษาสิวได้อย่างถูกต้อง


          วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดสิวบริเวณรักแร้

          เมื่อกลับถึงบ้านให้รีบอาบน้ำ ทำความสะอาด โดยใช้ใยบวบขัดถูคราบเหงื่อขี้ไคลที่ติดอยู่ให้หมดเกลี้ยงแล้วเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้เสื้อผ้าและผิวหนังเกิดการอับชื้น หมักหมมเป็นเวลานาน ๆ เพราะสิวอาจกลับมาเกิดใหม่ได้


           ไม่ควรลูบสัมผัสผิวใต้วงแขนบ่อย ๆ เพราะมือของเราในวัน ๆ หนึ่งหยิบจับนู่นนี่ตลอดทั้งวัน จึงทำให้แบคทีเรีย ฝุ่นละอองและเชื้อโรคต่าง ๆ เกาะติดอยู่ตามซอกเล็บและนิ้วมือเป็นจำนวนมาก


           เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและอ่อนโยนต่อผิวหนัง เช่น สารส้ม แป้งระงับกลิ่นกาย หลีกเลี่ยงโรลออนที่มีส่วนผสมของน้ำหอม สารเคมีและแอลกอฮอล์ไว้จะดีที่สุดจ้า


          เมื่อได้ทราบทั้งสาเหตุและวิธีแก้สิวบริเวณรักแร้เหล่านี้แล้ว ก็อย่าลืมนำไปลองทำตามกันอย่างสม่ำเสมออีกด้วย รับรองว่าช่วยลดปัญหาสิวบุกรักแร้ได้อย่างแน่นอนจ้า

สาระน่ารู้