วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

โรคไบโพล่าร์ เป็นอย่างไร?

 

โรคไบโพล่าร์ เป็นอย่างไร?

ในหลายๆ ครั้ง ผู้คนมักเข้าใจว่าโรคไบโพล่าร์และโรคซึมเศร้า คืออาการป่วยแบบเดียวกัน แต่ความเข้าใจนั้นไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด โรคไบโพล่าร์ หรือ Bipolar Disorder หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว จัดอยู่ในกลุ่มของโรคความผิดปกติทางอารมณ์ เช่นเดียวกับโรคซึมเศร้า แต่ในขณะที่โรคซึมเศร้า จะมีลักษณะอาการที่ชัดเจนของอารมณ์ตกหรืออารมณ์เศร้าเพียงอย่างเดียว

ลักษณะอาการของโรคไบโพล่าร์

โรคไบโพล่าร์ จะแตกต่างออกไป คือสามารถแสดงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ 2 ขั้ว ขั้วแรกคือขั้วของช่วง “อารมณ์ขึ้น” ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ครึกครื้นหรือหงุดหงิดมากเกินกว่าปกติ และอีกขั้วหนึ่งคือขั้วของช่วง “อารมณ์ตก” หรืออารมณ์เศร้าแบบเดียวกันกับโรคซึมเศร้านั่นเอง

กล่าวง่ายๆ คือผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างฉับพลัน อยู่ๆ ก็ร่าเริงสนุกสนาน เปลี่ยนเป็นความเศร้าโดยไม่มีเหตุผล แล้วกลับกลายเป็นความหงุดหงิด โกรธต่อสิ่งรอบข้าง กลไกของโรคที่ซับซ้อนนี้ จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไปจนถึงการดูแลตัวเอง และในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือบทสรุปของความรุนแรงที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

วิธีรักษาโรคไบโพล่าร์

โรคไบโพล่าร์เองก็เป็นอาการป่วยอย่างหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายได้ ไม่ว่าจะทั้งด้วยการรักษาจากแพทย์ หรือการให้ยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดอาการกำเริบ สิ่งสำคัญคือคนรอบข้าง ต้องหมั่นสังเกตอาการหรือความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ของผู้ป่วย และตัวผู้ป่วยต้องเข้าใจธรรมชาติของโรค ไม่มีทัศนคติติดลบต่ออาการทางจิตจนไม่กล้าเข้ารับการรักษา

“การรักษาที่เหมาะสม จะทำให้ผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์เข้าใจในตัวเอง ควบคุมและสังเกตอาการตัวเองได้ดีขึ้น จนทำให้มีสภาพอารมณ์มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าใจสภาวะและผู้คนรอบข้าง จนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติในที่สุด”

ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ อาจทำให้ผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์หรือรวมถึงคนทั่วไป จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างยากลำบากกว่าเดิม แต่อย่างน้อยเราก็เชื่อว่าในวันหนึ่งที่ชีวิตกลับสู่สภาวะปกติ อารมณ์ที่แปรปรวนของทุกคนก็สามารถกลับมามั่นคงได้ดังเดิมเช่นกัน

สาระน่ารู้

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564

6 เคล็ดลับช่วยลดอาการท้องผูก

 

6 เคล็ดลับช่วยลดอาการท้องผูก

1.การนวดหน้าท้อง

การนวดหน้าท้องสามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางนวดบริเวณหน้าท้องตามเข็มนาฬิกาเพื่อกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณท้องและทำลายอาหารที่อาจติดอยู่ในลำไส้ การนวดหน้าท้องยังสามารถทำได้เมื่อรู้สึกท้องอืดหรือปวดท้องได้ เพราะจะทำให้คุณรู้สึกโล่งอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การหายใจลึกๆแล้วผ่อนลมออกมาช้าๆสักสองถึงสามครั้งก็จะช่วยได้ดี

2.เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง

การได้รับเส้นใยที่มากพอในมื้ออาหารจะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น เส้นใยนอกจากจะทำหน้าที่กวาดล้างสิ่งสกปรก ยังช่วยควบคุมแบคทีเรียและดีทอกซ์ลำไส้ใหญ่ คุณควรเพิ่มการรับประทานอาหารประเภทผักใบเขียว อัลมอนด์ ฟักทอง หรือเมล็ดทานตะวัน เมล็ดChia และเมล็ดแฟลกซ์ อาหารเหล่านี้มีเส้นใยในตัวเองสูงมาก จะช่วยให้คุณขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น

3.บริโภคอาหารที่มีโปรไบโอติกและอาหารที่อุดมด้วย prebiotic

โปรไบโอติกเป็นแบคทีเรียที่ดีที่ช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารและช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วน Prebiotics เป็นเหมือนปุ๋ยให้กับโปรไบโอติกช่วยเสริมสร้างให้ แบคทีเรียโปรไบโอติกมีพลังงานและเจริญเติบโต อาหารที่อุดมด้วยโปรไบโอติก ได้แก่ กะหล่ำปลีดอง ชาหมัก kefir กิมจิ และผักดองอื่นๆ ส่วนอาหารที่อุดมด้วย prebiotic ได้แก่ อาร์ติโช้ค เยรูซาเล็ม หน่อไม้ฝรั่งดิบ หัวหอม กระเทียม กล้วยดิบเป็นต้น อาหารเหล่านี้จะช่วยให้ลำไส้ของคุณทำงานได้ดีเพิ่มการดูดซึมสารอาหารและป้องกันแบคทีเรียที่ไม่ดีได้

4.ใช้ยาระบาย

การเสริมด้วยแมกนีเซียมซิเตรต(ยาระบาย)อาจเป็นวิธีที่ดีในการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ถ้าหากคุณลองนวดหน้าท้องแล้วไม่ดีขึ้นลองเสริมด้วยยาระบาย ที่จะช่วยให้คุณผ่อนคลายลำไส้เพื่อเอาของที่หมักหมมและสะสมออกมา ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองต่อยาระบายแตกต่างกันดังนั้นควรเลือกปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายของตัวเองด้วยการอ่านฉลากอย่างถี่ถ้วน เพราะการใช้ยาระบายที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้

5.เล่นโยคะ

การเล่นโยคะด้วยท่าบิดง่ายๆโดยวางบนพื้นดึงหัวเข่าไปที่หน้าอกของคุณบิดหัวเข่าไปทางขวาและหันศีรษะไปทางซ้าย นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ตราบเท่าที่รู้สึกดีและทำสลับข้างกันไป ท่านี้จะช่วยผ่อนคลายระบบทางเดินอาหารกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ

6.กินมะละกอให้มากขึ้น

เพราะในมะละกอจะมีเอนไซม์ปาเปนซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยสลายโปรตีนได้ อีกทั้งยังมีเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำซึ่งเส้นใยนี้ยังมีในมะเดื่อ และลูกพรุน ซึ่งมีความสามารถช่วยให้อุจาระเดินทางผ่านลำไส้ได้ง่าย

การใช้คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ วิธีป้องกันในคราวต่อไปคือ คุณต้องรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงให้มากและบ่อยๆในมื้ออาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอและพยายามอย่างเครียด จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงจากการท้องผูกได้

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:อาการท้องผูก

7 วิธีช่วยบรรเทาอาการท้องอืด

7 วิธีช่วยบรรเทาอาการท้องอืด

 1.ลดกินอาหารมัน ของหวาน เนื้อสัตว์

ควรทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่น้อยลง ถ้ากินอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่มากๆใน 1 วันจะส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดได้ เพราะเป็นอาหารที่กระเพาะจะต้องใช้เวลาในการย่อยนานมาก จนบางครั้งย่อยไม่หมด ก็จะเกิดการสะสม และเกิดแก๊สกับกระเพาะได้นั่นเอง 

2.กินผักดิบ

การกินผักดิบในปริมาณมากๆใน 1มื้ออาจทำให้บางคนเกิดอาการท้องอืดได้เพราะในผักดิบจะมีใยอาหารเป็นส่วนประกอบหลักในจำนวนมาก แต่เนื่องจากร่างกายไม่มีน้ำย่อยใยอาหาร การย่อยจะใช้แบคทีเรียเป็นตัวย่อย เมื่อมีใยอาหารปริมาณมากจึงทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ การกินผักลวกหรือต้มแทนผักดิบจะช่วยได้

3.ดื่มน้ำอุ่นๆ

ในขณะที่เกิดอาการท้องอืดให้หลักเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น ควรจิบน้ำอุ่นแทน เพราะน้ำอุ่นจะช่วยทำให้น้ำย่อยไหลลงกระเพาะได้ดีขึ้น เป็นผลให้ท้องอืดคลายลง

4.ลดโยเกิร์ตน้ำตาลสูง

ถึงแม้จะเป็นอาหารทีมีผลทำให้สำไส้และระบบขับถ่ายดี แต่การกินในปริมาณที่มากโยเกิร์ตก็ยังมีผลทำให้ท้องอืดได้ เพราะมีน้ำตาลแลคโตสที่จะทำให้เกิดอาการย่อยยากในกระเพาะได้ด้วยเช่นกัน ทางที่ดีควรทานโยเกิร์ตแบบชนิดที่มีน้ำตาลน้อยกว่า 8 กรัมก็จะช่วยได้

5.ออกกำลังกายบ้าง

การออกกำลังกายทำให้ร่างกายกลับมากระปี้กระเป่า สดชื่น อวัยวะต่างๆจะทำงานได้ดีขึ้น หากเป็นไปได้เพียงวันละ 30-40 นาที ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอาการท้องอืดต่างๆก็จะเป็นน้อยลง

6.งดหมากฝรั่ง

เพราะในฝรั่งมีซอร์บิทอล ซึ่งเป็นสารที่ใช้แทนน้ำตาล สารชนิดนี้เป็นสารที่ร่างกายย่อยากและใช้เวลานาน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องอืด อึดอัด หากงดได้อาการท้องอืดจะห่างไกลมากขึ้น

7.ดื่มน้ำขิง

นอกจากช่วยให้เกิดความอบอุ่นในร่างกายขณะที่มีอากาศเย็นได้แล้ว ยังสามารถช่วยลดอาการแน่นท้อง จุกเสียด มีแก๊สเพียงชงขิงสดบางๆ กับน้ำร้อน แล้วจิบบ่อยๆก็จะช่วยขับลมออกมาลดอาการอืดท้องได้อย่างดี

จะเห็นได้ว่า การปรับพฤติกรรมการเลี่ยงหรืองดอาหารบางอย่างจะเป็นการช่วยลดอาการท้องอืดได้เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อทราบแบบนี้แล้วก็ควร ลด ละ เลิก เพื่อสุขภาพที่ดีจะได้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:อาการท้องอืด

9 วิธีลด "ผื่นคัน" บนผิวหนังอย่างรวดเร็ว

 

9 วิธีลด "ผื่นคัน" บนผิวหนังอย่างรวดเร็ว

1.ประคบเย็น

เมื่อไรที่มีความเย็นไปสัมผัสโดนบริเวณที่มีผื่นคัน จะช่วยลดการอักเสบ ลดการหลั่งฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดผื่นคันได้ นอกจากนี้ความเย็นยังช่วยประสาทสัมผัสการรับรู้ความคันลดลง ทำให้เรารู้สึกชา และรู้สึกคันน้อยลง แต่หากผื่นคันที่เป็นอยู่เกิดจากการแพ้ความเย็น (Cold Urticaria) เช่น แพ้อากาศเย็น อากาศแห้ง วิธีนี้ไม่แนะนำให้ทำ

2.อาบน้ำ

เชื่อหรือไม่ว่า การอาบน้ำ ช่วยลดอาการผื่นคันได้มากพอสมควร เมื่อเราอาบน้ำ หรือแช่น้ำในอ่าง น้ำซึมซาบเข้าไปในผิว ทำให้ผิวของเราชุ่มชื้น และทำให้มีอาการคันลดน้อยลง อันที่จริงแล้วทั้งน้ำเย็นและน้ำร้อนต่างก็ช่วยลดอาการคันได้เหมือนกัน แต่แนะนำให้อาบ หรือแช่น้ำเย็น มากกว่าน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน อาการคันจะดีขึ้นเร็วกว่า น้ำเย็นจะทำให้ปลายประสาทช้า อาการคัน อาการบวม และอักเสบก็ลดลงด้วย แต่น้ำร้อนจะไปออกฤทธิ์บริเวณสมอง จะตัดแบ่งสัญญาณ ทำให้อาการคันไปไม่ถึงสมอง ทำให้อาการคันลดลงเช่นกัน แต่น้ำเย็นจะได้ผลดีมากกว่าโดยเฉพาะในรายที่มีผื่นแพ้ ผื่นคันจากความร้อน อาการไข้ หรือออกกำลังกายจนเกิดผื่นแพ้ รวมถึงบางรายที่มีผื่นจากการอาบน้ำร้อนมากๆ บ่อยๆ เป็นต้น

3.ใช้ครีมอาบน้ำผสมข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต มักถูกใช้เป็นส่วนผสมในครีบอาบน้ำค่อนข้างเยอะ เพราะสามารถให้ความชุ่มชื้น นุ่มนวลกับผิวได้ ซึ่งหากผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มนวลดี ก็จะทำให้ไม่มี หรือมีอาการผื่นแพ้น้อยลงมาก รวมถึงการอาบน้ำร่วมกับผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ดูแลผิว บำรุงผิว หรือมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ก็ช่วยลดอาการผื่นแพ้ที่มักเกิดจากผิวหนังแห้งมากๆ ได้

4.ไม่ใส่เสื้อรัดรูปมากเกินไป

มีคำในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Physical Urticaria เป็นคำที่อธิบายถึงผื่นแพ้ ผื่นคันที่เกิดจากการโดนบีบรัด หรือการสัมผัสเสียดสีจากเสื้อผ้ามากเกินไป หากเสื้อผ้า หรือชุดชั้นในที่รัดมากเกินไป เมื่อถอดออกมาจะสังเกตเห็นรอยปื้นหนาๆ ขึ้นมา นี่คืออาการของผื่นแพ้ที่เกิดจากการกดทับ หรือเสียดสีมากเกินไป และอาจมีอาการคันที่ทำให้เราเกา ยิ่งเกาก็ยิ่งลาม จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้า และชุดชั้นในรัดๆ หรือมีขนาดเล็กเกินไป

5.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดผื่น

พยายามหลีกเลี่ยงกับสิ่งที่เราพอจะทราบ หรือคาดเดาว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นคัน เช่น สบู่ที่มีเม็ดสครับ เมื่อใช้ถูกับร่างกายอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลเล็กๆ หรือมีอาการระคายเคืองขึ้น รวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่สัมผัสกับผิวหนังของเรา เช่น อุปกรณ์อาบน้ำ เครื่องสำอาง หากพบสาเหตุแล้วให้หยุดใช้สิ่งนั้นทันที

6.ใช้ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ หรือ Aloe Vera จะให้ความเย็น ซึ่งเมื่อใช้กับผิวหนังที่มีผื่นคันแล้วจะทำให้อาการคันน้อยลง นอกจากนี้ยังมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอีกด้วย เมื่อผิวมีความชุ่มชื้น และนุ่มนวลมากขึ้น อาการผื่นคันก็จะลดลงอย่างชัดเจน

7.ใช้คาลาไมน์โลชั่น

คาลาไมน์โลชั่น หรือ Bubble Gum Pink Liquid คือยาน้ำที่มีมีเหมือนหมากฝรั่งสีชมพู มีกลิ่นหอมเย็น สามารถลดอาการคันได้อย่างดี หาซื้อได้ง่าย และยังให้ความชุ่มชื้นกับผิวอีกด้วย ใครที่มีผื่นบ่อยๆ และนำให้พกคาลาไมน์เอาไว้ใช้ตามที่ต่างๆ ทั้งในบ้าน ออฟฟิศ ในรถยนต์ เพื่อสามารถหยิบมาใช้ได้ในทุกครั้งที่มีอาการคัน 

8.กินยาแก้แพ้

ยาแก้แพ้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า Anti Histamines โดยผื่นแพ้เกิดจากการที่ร่างกายหลั่งสารฮีสตามีนออกมา โดยมีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหลั่งสารนั้นออกมา เช่น แพ้อาหาร ความเครียด หรือสัมผัสสารเคมีต่างๆ ยาแก้แพ้เลยผลิตออกมาเพื่อยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีน ยาแก้แพ้บางชนิดกินแล้วอาจง่วง หากไม่อยากง่วงเพราะต้องทำงาน หรือขับรถ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรให้เลือกยาแก้แพ้แบบที่กินแล้วไม่ง่วง 

9.ควบคุมความเครียด

ความเครียด เป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ รวมถึงอาการผื่นแพ้ ผื่นคันที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ลองหาทางลดความเครียดดูในหลายๆ วิธี เช่น หาเวลาพักผ่อน ทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ พูดคุยปรึกษาคนในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือถ้าเครียดมากๆ จนไม่สามารถควบคุมได้ก็ปรึกษาหมอ นอกจากนี้การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุของผื่นแพ้ ผื่นคันได้เช่นกัน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:ผื่นคัน

อัตรายต่อดวงตา เล่นมือถือนานๆ อาจทำให้ตาบอดได้

เล่นมือถือนานๆ อาจทำให้ตาบอดได้

แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้ทำร้ายสุขภาพดวงตาของเราจนถึงขั้นตาบอดได้ ดวงอาทิตย์มีรังสียูวีหลายประเภท ทั้ง UVA UVB และ UVC โดย UVC จะถูกโอโซนของโลกเป็นตัวป้องกันไว้ ส่วน UVA และ UVB นั้นจะทะลุเข้ามาภายในโลกของเราได้ แต่โอกาสที่จะเข้าไปทำลายจอประสาทตาได้นั้นมีน้อยมาก เนื่องจาก รังสี UVA และ UVB  จะถูกดูดกลืนแสงไว้ 99% และตกไปยังจอประสาทตาเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งไม่มีรังสีเหล่านี้ออกมาจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่อย่างใด

หน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เป็นแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่มีความยาวของคลื่นสั้นอยู่ที่ 380-500 นาโนเมตร ทำให้มีการกระจายตัวของแสงสีได้มาก จึงทำให้มีอาการปวดตา สายตาล้าได้ง่าย แต่ไม่มีอันตรายถึงขั้นตาบอด

ประโยชน์ของแสงสีฟ้า

อย่างไรก็ตาม แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้มีแต่โทษเท่านั้น ยังมีประโยชน์อยู่ด้วย หากนำมาใช้อย่างถูกวิธี เพราะการใช้แสงสีฟ้าอาจมีผลต่อระบบการนอนและการตื่นของร่างกายได้ โดยแสงสีฟ้าสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีการตื่นตัวได้นั่นเอง ดังนั้นหากใช้แสงสีฟ้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจทำให้เราตื่นตัวกระปรี้กระเปร่าได้ ในขณะเดียวกันหากเราต้องการความสงบ ผ่อนคลาย ก็ไม่ควรให้จ้องมองไปที่แสงสีฟ้าด้วยนั่นเอง 

แสงสีฟ้า ไม่ได้มีแค่เพียงจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหน้าจอมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถพบได้ทั่วไปจากแสงอาทิตย์ และจากหลอดไฟภายในบ้านและทั่วไป แต่แสงสีฟ้าไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ตาบอดแต่อย่างใด

แสงสีฟ้า ไม่ได้ทำให้จอประสาทตาเสื่อม หรือจอประสาทตาหลุดลอก

ที่เคยมีบางคนกล่าวไว้ว่า การใช้มือถือในที่มืดจะทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม หรือจอประสาทตาหลุดลอกนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องด้วยจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ยังไม่พบความสัมพันธ์ของแสงสีฟ้ากับ การเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอย่างชัดเจน เพราะโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่แสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

โดยสรุปคือ การใช้งานคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือในที่มืด ไม่ได้ทำให้ตาบอด แต่จะทำให้เกิดความไม่สบายตามากกว่าการเล่นขณะเปิดไฟ เพราะจะต้องเพ่งมากกว่าปกติ และมีแสงสะท้อนเข้าตามากกว่าปกติ ทำให้เกิดความไม่สบายตา ทำให้ตาล้ามากขึ้น อาการจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นอาการเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อพักและหยุดใช้งานไป ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:อัตรายต่อดวงตา

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564

อาการเสียวฟันเกิดขึ้นอย่างไร ป้องกันอย่างไร ทำตามวิธีนี้ได้เลย

อาการเสียวฟันเกิดขึ้นอย่างไร ป้องกันอย่างไร ทำตามวิธีนี้ได้เลย

อาการเสียวฟัน เกิดขึ้นได้อย่างไร?

อาการเสียวฟันนั้นเกิดจากการตอบสนองของเส้นประสาทในฟันที่ไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น อาหาร เครื่องดื่มร้อนหรือเย็น รวมไปถึงลม หรือแม้กระทั่งการแปรงฟัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่ทําอันตรายต่อเนื้อเยื่อและฟัน โดยปกติฟันของเราจะถูกปกป้องด้วยเคลือบฟัน (enamel) และเหงือก เมื่อเคลือบฟันของเราสึก แตกออก หรือเหงือกร่นมากขึ้น เนื้อฟัน (dentine) จะถูกเปิดออกให้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นภายนอก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทําให้เกิดอาการเสียวฟันได้ง่าย

สาเหตุของการเสียวฟัน คืออะไร?

อาการเสียวฟันเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หากเกิดขึ้นในวัยเด็ก สาเหตุจะมาจากฟันผุ ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุนั้น อาการเสียวฟันอาจเกิดได้จากหลายอย่าง เช่น คอฟันสึก โรคปริทันต์ เหงือกร่น ฟันสึก ฟันร้าว ฟันแตก ฟันผุ ฟันผุซํ้าบริเวณฟันที่ได้รับการอุดแล้ว เสียวฟันหลังจากขูดหินปูนมาใหม่ๆ หรือ รู้สึกเสียวฟันหลังจากได้รับการอุดฟันมาใหม่ๆ เป็นต้น

วิธีป้องกันถ้าไม่อยากมีอาการเสียวฟัน จะต้องทำอย่างไรบ้าง?

  • ต้องแปรงฟันอย่างถูกวิธี ลองสังเกตดูว่าถ้าใครก็ตามที่ชอบแปรงฟันแรงๆ หรือแปรงฟันที่ผิดวิธี จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอาการเสียวฟันมาก
  • ไม่ควรแปรงฟันแรงเกินไป
  • ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม และหลีกเลี่ยงการใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งเกินไป เพราะจะทำให้คอฟันสึกได้
  • ควรทําความสะอาดโดยการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี 
  • ควรลดการกินและดื่มเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือที่มีรสชาติเปรี้ยวจัดๆ เพราะอาจมีผลให้เคลือบฟันค่อยๆ สึกออกจากผิวฟัน ทําให้เนื้อฟันถูกเปิดออก
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน
สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:อากราเสียวฟัน

7 วิธีง่ายช่วยระงับ กลิ่นในช่องปาก

7 วิธีง่ายช่วยระงับ กลิ่นในช่องปาก

1.แปรงฟัน

แปรงฟันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ต้องทำแค่ตอนเช้าและก่อนนอน มันจะไปเร่งด่วนได้ยังไง แนะนำว่าหากมีนัดสำคัญ มีธุระสำคัญ พกแปรงสีฟัน ยาสีฟันไว้ นอกจากจะ​ช่วยกำจัดเศษอาหารออกไปจากซอกฟันได้มากขึ้น แถมยังช่วยลดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี 

2.ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุด จิบน้ำเปล่าเยอะๆ บ่อยๆ ย้ำว่าต้องเป็นน้ำเปล่า ช่วยลดกลิ่นของอาหารได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดกลิ่นของน้ำลายบูดให้เบาลงได้อีกด้วย 

3.เคี้ยวหมากฝรั่ง

กลิ่นของหมากฝรั่งช่วยลดกลิ่นปากได้ นอกจากนี้การเคี้ยวหมากฝรั่งยังช่วยกระตุ้นน้ำลายซึ่งเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติจากกรดที่ทำให้ฟันผุและมีกลิ่นปาก 

4.สเปรย์ดับกลิ่นปาก

เอากลิ่นสู้ด้วยกลิ่นแทน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นปากจำนวนมากออกมาวางขายแถมยังมีขนาดเล็กพกพาสะดวกอีกด้วย 

5.ลูกอม

ลูกอมบางยี่ห้อสามารถช่วยดับกลิ่นปากได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้ลมหายใจที่ออกมามีกลิ่นที่ดีขึ้นได้ แนะนำว่าหลังอมลูกอมควรดื่มน้ำตามสักหน่อยเพื่อเอาน้ำตาลที่อาจติดมากับลูกอมออกไป ไม่งั้นจะเป็นปัญหาในเรื่องของการมีกลิ่นปากได้ 

6.น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวสกัดเป็นอีกสิ่งที่ช่วยดับกลิ่นปากได้ เพียงอมไว้ในปากแล้วบ้วนออก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าช่วยลดแบคทีเรียในปากได้อีกด้วย 

7.ไปหาทันตแพทย์

อาจจะไม่สามารถทำได้อย่างเร่งด่วน แต่ช่วยเราได้เกือบทุกกรณีจริงๆ สาเหตุหลักของกลิ่นปากอีกอย่างมาจากหินปูนที่เกาะอยู่ การหาทันตแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพปากจะช่วยลดกลิ่น นอกจากนี้ยังช่วยให้เรายิ้มได้อย่างมั่นใจมากขึ้นอีกด้วย 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการ:ระงับกลิ่นปาก

4.เคล็ดลับที่ไม่ลับที่ปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

 

4.เคล็ดลับที่ไม่ลับที่ปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

1.เน้นอาหารประเภทผักและผลไม้

เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว สำหรับการรับประทานผักและผลไม้เพื่อบำรุงสุขภาพ เนื่องด้วยแร่ธาตุและวิตามินในผัก ผลไม้แต่ละชนิดนั้น สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย และช่วยป้องกันโรคร้ายที่อาจจะมาเยือนได้ โดยแนะนำให้คุณรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยให้ครบทุกสีใน 1 วัน และรับประทานให้ได้วันละ 8-9 ส่วนของมื้ออาหาร

2.รับประทานอาหารรสเปรี้ยวก่อนมื้ออาหารหลัก

ผลการวิจัยเปิดเผยว่า หากคุณรับประทานอาหารรสเปรี้ยว เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของมะนาว, น้ำส้มสายชู ก่อนอาหารมื้อหลักจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งเอนไซม์ในการย่อยอาหารออกมามากขึ้น ทำให้ได้รับสารอาหารที่ทานเข้าไปได้ครบถ้วน อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารสมบูรณ์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

3.เน้นเนื้อสีขาวเป็นหลัก

เนื้อสัตว์สีขาว เช่น เนื้อปลา จัดเป็นเนื้อที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเนื้อสัตว์สีแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เพราะเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงนั้นเมื่อถูกนำไปปรุงในอุณหภูมิที่ร้อนจัด หากรับประทานมากๆ อาจก่อให้เกิดโรคหัวใจหรือโรคมะเร็งได้ ดังนั้นการรับประทานเนื้อสัตว์สีขาวจึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะไม่มีสารอันตรายปนเปื้อนแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคร้าย เช่น มะเร็งตับได้เป็นอย่างดี

4.เน้นบริโภคไขมันชนิดดี

ในอาหารต่างๆ มีทั้งไขมันชนิดดีและไม่ดี ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากไขมันอย่างเต็มที่ ควรเลือกไขมันชนิดดี  เช่น ไขมันโอเมก้า 3 ที่ได้จากปลาทะเล และไขมันจากพืชที่หาได้ในถั่วเปลือกแข็ง เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคคอเลสเตอรอลสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้

เห็นแบบนี้แล้ว ใครที่ยังรับประทานอาหารแบบตามใจฉันอยู่ ปรับเปลี่ยนซะตอนนี้ก็ยังไม่สายนะคะ หันมาบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีสารอาหารที่ช่วยบำรุง ฟื้นฟู ระบบต่างๆ ภายในร่างกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้นกันดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้วคุณอาจจะต้องล้มหมอนนอนเสื่อจากโรคร้ายที่มาเยือน เพราะอาหารไม่มีประโยชน์ที่คุณเลือกกินตามใจปากก็เป็นได้

สาระน่ารุ้เกี่ยวกับ:เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

5 เคล็ดลับรักษาหัวใจให้แข็งแรง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น

 

5 เคล็ดลับรักษาหัวใจให้แข็งแรง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น

1.เข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพ

กุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพหัวใจ คือ การรู้จักและทำความเข้าใจกับค่าตัวเลขต่างๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยควรให้ความใส่ใจในการไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ และอย่างน้อยต้องมีการตรวจสุขภาพแบบครอบคลุมปีละครั้ง หรือ แวะไปคลินิกสุขภาพเพื่อตรวจประเมินคัดกรองเป็นระยะ  

ต้องย้ำกันตรงนี้ว่า ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของการนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยต้องระวังเรื่องนี้ให้มากเนื่องจาก ภาวะความดันโลหิตสูง ได้สมญานามว่า “เพชฌฆาตเงียบ” ที่ไม่มีแม้แต่สัญญาณหรืออาการเตือนให้รู้ล่วงหน้า ดังนั้นการตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องที่ต้องควรกระทำ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษา จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองให้สูงขึ้น

2.ลด ละ เลิกพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การลดการสูบบุหรี่ลง เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปกป้องหัวใจ ข่าวดี คือ ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจจะลดลงอย่างมีนัยยะหากสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร การสูบบุหรี่ทำอันตรายต่อเยื่อบุผนังหลอดเลือดแดง โดยทำให้เกิดการเกาะกลุ่มกันของไขมัน (Atheroma) ทำให้หลอดเลือดแดงตีบลง 

ในบางรายอาจเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ที่เรียกกันว่า Angina เป็นสัญญาณเตือน แต่หลายรายกลับเพิ่งพบภาวะเส้นเลือดตีบหลังจากเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ หลังจากเส้นเลือดในสมองแตกไปแล้ว   

ดังนั้น ขอให้คุณสร้างความมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ และทำให้สำเร็จจงได้!  โยนบุหรี่ ไฟแช็ก และที่เขี่ยบุหรี่ทิ้งไป แล้วลองมองหาผลิตภัณฑ์ทดแทนนิโคตินดู  การเลิกพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพลงได้จะให้ประโยชน์กับร่างกายของเรามากกว่าที่เราคิด

3.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ

การได้รับแคลอรีที่เหมาะสมนั้น ต้องประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 40 โปรตีนร้อยละ 30 ไขมันดีร้อยละ 30 ร่วมกับการบริโภคใยอาหาร 25 กรัม และการดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้วต่อวัน และเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น ให้ทานอาหารตามแบบแผนการรับประทานที่เน้นการทาน ผลไม้สด ผักสด ผลไม้แห้ง อาหารจำพวกถั่วและธัญพืช เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นเพียงพอในแต่ละวัน 

นอกจากนี้ อาหารจำพวกปลาที่มีไขมัน (แซลมอล แมกเคอเรล และทูน่า) เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท เมล็ดฟักทอง และถั่วเหลือง ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อาหารประเภทปลาไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกทดแทนที่ดีเยี่ยม แทนการบริโภคอาหารจำพวกเนื้อวัวซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง แต่ในปลายังมีโอเมก้า-3 ที่มีส่วนช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทำหน้าที่ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลงด้วย

4.ออกกำลังกายให้หัวใจสูบฉีด

การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ให้ประโยชน์มากกว่าแค่การช่วยลดน้ำหนักหรือทำให้บุคลิกภาพดูดี แต่ยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแบบครอบคลุม การออกกำลังกายช่วยให้หลอดเลือดขยายและคลายตัว ส่งผลให้การลำเลียงเลือดมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หัวใจแข็งแรงขึ้น 

เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเพิ่มการผลิต “ไนตริกออกไซด์” ที่มีส่วนสำคัญในการควบคุม ป้องกัน รวมถึงทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ตามปกติ เป็นการสร้างความมั่นใจถึงการมีหัวใจที่แข็งแรงขึ้น 

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้แอคทีฟขึ้นนั้น ให้เริ่มต้นตั้งเป้าที่การออกกำลังกายระดับปานกลาง 30 นาทีต่อวันเป็นอย่างต่ำ หากลองทำแล้วยากเกินไป ให้เปลี่ยนมาเป็นการเดินเล็กๆน้อยๆ แต่ทั้งวันแทน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ในสวนสาธารณะที่ไกลออกไปจากออฟฟิศ หรือหันมาใช้โต๊ะทำงานแบบยืนเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ในท่านั่งตลอดวัน

5.ลดระดับความเครียดลง

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานประจักษ์ชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างระดับความเครียดที่สูงกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับโรคหัวใจ แต่ความเครียดเองนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของหัวใจเราแน่นอน ความเครียดส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง ทำให้กินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้ออกกำลังกายน้อยลง หรือไม่ก็ทำให้สูบบุหรี่มากขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้น การมีความเครียดระยะยาว ทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น อะดรีนาลีน และ คอร์ทิโซลในระดับที่สูงมากเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อการมีชีวิตที่ดี เราต้องตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะหาเวลาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมที่เราชื่นชอบ ผู้ที่มีระดับความเครียดต่ำนั้น มีแนวโน้มที่จะออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสองปัจจัยสำคัญต่อการรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง 

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้แอคทีฟและมีสุขภาพดีนั้น สามารถใช้เป็นแนวทางระยะยาวในการป้องกันภัยจากโรคหัวใจให้ไกลตัวได้ ถ้ายังไม่ได้เริ่มต้น ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ในชีวิต ประจำวันเพื่อให้หัวใจสูบฉีดได้เต็มสูบ เพื่อวันนี้และเพื่ออีกหลายสิบปีที่รออยู่ข้างหน้า และที่แน่นอนเลย คือ หัวใจของคุณจะขอบคุณคุณ ที่ดูแลหัวใจเป็นอย่างดี แม้วัยที่เพิ่มมากขึ้น

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:หัวใจ

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564

สาระน่ารู้ ประจำเดือนขาด มาไม่ปกติ ควรทำอย่างไร ?

สาระน่ารู้ ประจำเดือนขาด มาไม่ปกติ  ควรทำอย่างไร ?

ประจำเดือนขาด แบ่งได้ 2 ประเภท

1. ภาวะขาดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary Amenorrhea) คือ ผู้หญิงอายุ 18 ปีแล้ว แต่ยังไม่เริ่มมีประจำเดือน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมักจะเริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุ 12 ปี

2. ภาวะขาดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary Amenorrhea) คือ ผู้หญิงที่เคยมีประจำเดือนมาก่อน แต่ต่อมาประจำเดือนขาดหายไปอย่างน้อย 6 เดือน หรือ 3 รอบเดือน

( สาเหตุการขาดประจำเดือน )

  • การตั้งครรภ์ เป็นสาเหตุที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุที่คนส่วนใหญ่จะสงสัยเป็นสาเหตุแรก ๆ เมื่อประจำเดือนขาดหายไป ซึ่งหากอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และมีพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์อยู่แล้วในช่วงก่อนประจำเดือนขาด อาจเป็นสาเหตุให้ประจำเดือนขาด ซึ่งถือว่าไม่ใช่ความผิดปกติ สามารถตรวจเบื้องต้นได้เอง โดยการตรวจปัสสาวะด้วยที่ตรวจการตั้งครรภ์ หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจครรภ์เพื่อให้ได้ผลยืนยันชัดเจน

1. ความเครียด วิตกกังวล อาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ ประจำเดือนอาจขาดหายไปได้คราวละหลาย ๆ เดือน เนื่องจากความเครียดนั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์และการมีประจำเดือน

2. โรควิตกกังวล (Anxiety disorders) โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders) ทำให้ประจำเดือนขาด ไม่มีความรู้สึกทางเพศ

3. ใช้ยาคุมนานเกินไป การใช้ยาฮอร์โมนคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนขาดได้เป็นธรรมดา

4. ช่วงให้นมลูก คุณแม่หลายคนที่คลอดลูกแล้ว ประจำเดือนอาจจะยังไม่มา หรือ ประจำเดือนขาดอยู่ เพราะเป็นช่วงหลังคลอด หรือช่วงให้นมลูกอยู่ ซึ่งในช่วงหลังคลอด หรือแม้แต่หลังแท้งลูก ถ้ายังมีน้ำนมอยู่ก็เป็นเรื่องปกติที่ประจำเดือนจะยังไม่มาจนกระทั่งหย่านม

5. วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopausal syndrome) โดยเมื่ออายุมากขึ้น ในช่วงวัยประมาณ 40 – 59 ปี ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ซึ่งทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือนอย่างถาวร

6. มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง เนื้องอกของต่อมใต้สมอง หรือแม้แต่เนื้องอกบริเวณใกล้ ๆ ต่อมใต้สมอง ก็อาจเป็นสาเหตุให้ประจำเดือนขาดได้ โดยเนื้องอกของต่อมใต้สมองที่เรียกว่า พิตูตารี่แกลนด์ (Pituitary gland) อาจทำให้ร่างกายมีความผิดปกติ เช่น รูปร่างโตผิดปกติ ประจำเดือนขาดหายไป

7. ระดับฮอร์โมนผิดปกติ รังไข่ที่สร้างฮอร์โมน ไม่ว่าจะสร้างฮอร์โมนมาก หรือน้อยก็เป็นสาเหตุให้ประจำเดือนขาดได้ หากสร้างฮอร์โมนอีสโตรเจน กับ โปรเจสเตอโรนน้อยเกินไป ก็ไม่พอที่จะไปกระตุ้นให้มีประจำเดือนออกมา หรือ หากรังไข่สร้างฮอร์โมนเพศชายมามากเกินไป ก็ทำให้ประจำเดือนขาดหายไปได้เช่นกัน


8. น้ำหนักเพิ่มหรือลดมากเกินไป ผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเพิ่ม หรือลดมากเกินไปอาจเกิดอาการประจำเดือนไม่มา โดยเฉพาะเมื่ออดอาหาร หรือลดน้ำหนักเร็วเกินไป อาจทำให้ไม่มีสารอาหารไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนที่ทำให้ไข่ตก ส่วนคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปหรืออ้วนมากนั้น จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมาก ซึ่งส่งผลต่อรอบเดือน และทำให้ประจำเดือนไม่มา

9. ออกกำลังกายมากเกินไป ผู้หญิงที่ออกกำลังกายมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะขาดประจำเดือน เนื่องจากร่างกายสูญเสียไขมันมากเกินไป โดยผู้หญิงที่อายุ 16 ปี ต้องมีไขมันในร่างกายประมาณ ร้อยละ 22 ของน้ำหนักตัว เป็นอย่างน้อย จึงสามารถคงรอบประจำเดือนตามปกติได้ ดังนั้นในผู้หญิงที่มีไขมันในร่างกายน้อย หรือผอมเกินไป อาจทำให้ขาดประจำเดือนได้เช่นกัน

10. โรคเกี่ยวกับมดลูก เช่น ฉายแสงที่มดลูกเพื่อรักษามะเร็ง หรือเป็นโรคบางชนิดของตัวมดลูกเอง เช่นเป็นวัณโรคของเยื่อบุมดลูก

11. แท้ง แล้วตัดขูดมดลูก ผนังมดลูกได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไป จนเกิดเป็นแผลเป็นข้างใน ติดกันเป็นพังผืด แบบนี้ก็เป็นเหตุของการขาดประจำเดือนได้เช่นกัน

12. ป่วยเป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคของต่อมไธรอยด์ โรคของตับอ่อน และโรคของต่อมหมวกไต

13. คุณ ๆ ที่กำลังไม่สบายเป็นไข้อะไรก็ตามแต่ อาจทำให้ประจำเดือนขาดหายไปชั่วคราวได้ แต่พอโรคนั้นหายแล้ว ประจำเดือนก็จะมาเป็นปกติ โรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น วัณโรคปอดก็ทำให้ประจำเดือนขาดหายไปได้

14. ถุงน้ำรังไข่หลายใบ ภาวะนี้เกิดจากรังไข่มีถุงน้ำรังไข่เป็นจำนวนมาก โดยถุงน้ำเหล่านี้จะไม่ปล่อยไข่ให้ตกออกมา

( ประจำเดือนขาด ต้องทำอย่างไร? )

  • ผ่อนคลาย ไม่เครียด ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประจำเดือนขาดได้ ควรพยายามทำร่างกาย และจิตใจให้ผ่อนคลาย อาจจะไปเที่ยว ทำงานน้อยลง ทำจิตใจให้สบาย ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย

  • หมั่นสังเกตร่างกาย เมื่อประจำเดือนเริ่มหายไปแม้เพียงเดือนเดียว ควรเริ่มจดบันทึกเพื่อดูว่าประจำเดือนหายไป หรือแค่มาช้ากว่ากำหนด และคอยสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เช่น มีน้ำนมไหลออกมาทั้งที่ไม่ตั้งครรภ์หรือไม่ มีอาการปวดท้องผิดปกติ มีขน มีหนวดขึ้นผิดปกติ หรือไม่

  • ไม่หักโหมออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายด้วยความเหมาะสม ไม่ออกกำลังกายหนัก หรือมากเกินไป โดยเฉพาะหากเป็นผู้หญิงที่ผอม มีไขมันน้อย อาจจะเน้นการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มกล้ามเนื้อ แทนการออกกำลังกายที่ออกแรงเยอะ ๆ เพื่อลดไขมัน เช่น อาจจะโยคะ แทนการวิ่ง

  • ควบคุมน้ำหนัก ให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่อ้วนไป หรือผอมไป หากรู้ตัวว่าผอม หรือมีสัดส่วนไขมันในร่างกายน้อย ควรรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มน้ำหนัก เน้นอาหารที่เพิ่มไขมันดี หรือหากน้ำหนักตัวเยอะ อาจจะค่อย ๆ ลดน้ำหนัก แต่ไม่ควรอดอาหาร หรือลดน้ำหนักเร็วเกินไป

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ รับประทานให้ครบ 3 มื้อ และ เน้นอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาจจะเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม เพิ่มขึ้น

  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น

  • พบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว หากประจำเดือดขาดหายไป ควรไปพบแพทย์ หรือ สูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่ประจำเดือนหายไป ว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ เพื่อตรวจรักษา โดยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจภายใน อัลตราซาวด์ ตรวจดูระดับฮอร์โมน ฯลฯ

( เมื่อประจำเดือนขาด ควรรักษาอย่างไร? )

การรักษา “ภาวะประจำเดือนขาด” นั้น รักษาได้หลายวิธี โดยต้องหาสาเหตุให้พบว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เช่น

  • กินยาฮอร์โมนเสริม หากเกิดจากสาเหตุเช่น ผอมเกินไป อ้วนเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไม่ใช่ความผิดปกติหรือเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ เบื้องต้นเพื่อให้ประจำเดือนมาปกติ คุณหมออาจจ่ายยาฮอร์โมน ซึ่งเป็นตัวยาเดียวกับยาเลื่อนประจำเดือนที่เราคุ้นเคย ซึ่งเมื่อกินยาแล้ว จะทำให้ประจำเดือนมาได้ โดยอาจให้กินยาเป็นประจำในช่วงเดียวกันของทุก ๆ เดือน ประมาณ 6 เดือน เพื่อให้ประจำเดือนมาปกติ ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา และหลังจากนั้นให้ลองดูว่าประจำเดือนมาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องกินยาหรือไม่

  • กินยาคุมกำเนิด หากมีความผิดปกติ เช่น ถุงน้ำรังไข่หลายใบ แพทย์อาจจ่ายยาคุมกำเนิดแบบเม็ด หรือยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อช่วยรักษาอาการ

  • รักษาอาการป่วยอื่น ๆ หากตรวจวินิจฉัยแล้ว พบว่าการขาดหายไปของประจำเดือนเกิดจากความผิดปกติ เช่น เนื้องอกต่อมใต้สมอง มีมดลูกผิดปกติ ก็รักษาโรค หรือ อาการเจ็บป่วยนั้น ๆ เมื่อรักษาหายแล้ว ประจำเดือนก็จะกลับมาได้ตามปกติ

เครียดมากอาจทำให้ผิวเสียได้ ( พร้อมวิธีรักษาผิว )

เครียดมากอาจทำให้ผิวเสียได้ ( พร้อมวิธีรักษาผิว )

อาการ “ผิวเครียด” เป็นอย่างไร?
แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ได้กล่าวถึงผลกระทบของความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อผิว รวมถึงวิธีการรับมือกับอาการผิวเครียดว่า อาการผิวเครียด เป็นโรคทางจิตวิทยาผิวหนัง (Psychodermatology) เกิดจากสภาวะของจิตใจหรือความเครียดที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพของผิวพรรณ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นอาการหนึ่งของโรค “ภูมิแพ้” ซึ่งรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย เพราะต้นตอของอาการนั้นมาจาก “ความเครียด” โดยสามารถอธิบายได้อย่างง่ายๆ คือ ความเครียดไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “ฮอร์โมนแห่งความเครียด” ออกมามากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล ส่งผลเสียต่อกระบวนการทำงานของร่างกายและผิวพรรณ ทำให้ผิวหนังเกิดเป็นผื่น ระคายเคือง เป็นสิว ติดเชื้อได้ง่าย 

นอกจากนี้ฮอร์โมนความเครียดยังไปกระตุ้นการหลั่ง “เมลาโนไซด์ สติมูเลติง ฮอร์โมน” (Melanicyte Stimulating Hormone หรือ MSH) ซึ่งส่งผลต่อการสร้างเม็ดสี (Melanin) ทำให้หน้าหมองคล้ำ ฝ้า กระ เข้มขึ้นได้ ดังคำโบราณบอกว่าหน้าดำคร่ำเครียด อีกทั้งยังส่งผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาวหรือ ‘โกรทฮอร์โมน’ (Growth Hormone) ทำให้ผิวเกิดความแห้งกร้าน สิว ริ้วรอยก่อนวัยและความหย่อนคล้อยได้ อาการ “ผิวเครียด” หากยิ่งสะสมเป็นเวลานานมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดปัญหาผิวต่างๆ ตามมามากขึ้นเท่านั้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี


วิธีแก้อาการผิวเครียด ผิวเสียจากความเครียด
  • พยายามลดความเครียด หรือออกห่างจากสิ่งที่ทำให้เครียด หาวิธีการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เช่น การใช้กลิ่นหอมบำบัด ดนตรีบำบัด สวดมนต์นั่งสมาธิ ออกกำลังกายเบาๆ อย่างโยคะ พิลาทิส เต้นรำ หากิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ 
  •  เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เน้นกลุ่มโปรตีน และไขมันดี อย่างเช่น โอเมก้า 3 น้ำมันมะกอก ไขมันจากถั่ว เพราะเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างฮอร์โมนต้านความเครียดรวมถึงอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ 
  • หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง 
  • ให้ความสำคัญการดูแลผิวเพิ่มเติมจากขั้นตอนปกติ เช่น การกระชับรูขุมขนและคืนความสมดุลของผิวด้วยโทนเนอร์ การเติมเต็มความชุ่มชื้นสู่ผิวด้วยอิมัลชั่น การปกป้องผิวจากริ้วรอยและความหย่อนคล้อยแห่งวัยด้วยเฟเชียล เซรั่ม และการคืนความกระจ่างใสสู่ผิวด้วยเฟซ มาส์ก อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพียงเท่านี้ก็สามารถดูแลผิวให้มีสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติได้
สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:ผิวเสียจากการเตรียด

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564

5 อาหารที่สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงในช่วงวันแดงเดือด

5 อาหารที่สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงในช่วงวันแดงเดือด

1.เนื้อสัตว์ไขมันสูง

เนื้อสัตว์ไขมันสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มนุษย์เมนส์ทั้งหลาย มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ ยิ่งกินมากก็จะยิ่งทวีความปวดรุนแรกมากขึ้น ดังนั้นสาวๆ ควรงดอาหารจำพวกนี้ไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นหมูทอด, ไส้กรอก, หมูปิ้ง ฯลฯ ไว้ให้พ้นช่วงแดงเดือดซะก่อนค่อยกลับมากินใหม่นะคะ

2.เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เครื่องดื่มประเภทที่มีคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ น้ำอัดลมบางชนิด ถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีในการทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้นในช่วงมีประจำเดือน ส่งผลทำให้เกิดอาการปวดท้องทั้งก่อนและระหว่างมีประจำเดือนเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นอาการที่จะสร้างความทรมานให้กับคุณสาวๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังจะทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ง่ายมากขึ้นด้วย

3.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับสายปาร์ตี้ทั้งหลายที่กำลังอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือน ขอให้คุณงดไปสักพัก เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ ทั้ง เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประจำเดือนของคุณมาไม่ปกติ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดภาวะกระดุกพรุนและโลหิตจางด้วย ไม่ว่าจะมีประจำเดือนหรือไม่มีประจำเดือน เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้สาวๆ มีสุขภาพที่แย่ลงได้ทั้งนั้น ทางที่ดีควรงดไปดื่มไปเลย จะดีกว่าค่ะ

4.ไอศกรีม

สาวๆ หลายคนมักจะอยากทานอาหารเย็นๆ ในช่วงวันนั้นของเดือน แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานอาหารจำพวกนี้ไม่ว่าจะเป็น ไอศกรีม น้ำแข็ง เครื่องดื่มเย็นๆ จะทำให้เกิดปัญหาประจำเดือนเป็นลิ่มเลือด ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของอวัยวะต่างๆ อีกทั้งยังเพิ่มอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอีกด้วย

5.อาหารที่มีรสชาติเค็มจัด

อาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เช่น อาหารที่ปรุงด้วยเกลือ, น้ำปลา, ซีอิ๊ว หรือมีปริมาณโซเดียมสูง จะทำให้เกิดอาการตัวบวมมากขึ้นในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนมีประจำเดือนสาวๆ หลายคนก็มักจะมีอาการตัวบวมอยู่แล้ว การรับประทานอาหารประเภทนี้จึงทำให้สาวๆ เพิ่มความบวมมากขึ้นไปอีก

อาหารเหล่านี้ถือเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษในช่วงวันแดงเดือดของคุณสาวๆ ทั้งหลาย เพราะจะยิ่งทำให้อาการปวดประจำเดือนของคุณพุ่งทะลุขีดจำกัดมากขึ้นไปกว่าเดิม ดังนั้นถ้าไม่อยากหงุดหงิด ฉุนเฉียวจากความไม่สบายเนื้อสบายตัวในช่วงมีประจำเดือนมากขึ้นล่ะก็ ขอให้งดอาหารเหล่านี้ไว้ก่อนจะดีที่สุด

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:อาหารที่ควรหลีกเหลี่ยงในวันแดงเดือน

10 วิธีที่ผู้หญิงต้องรู้กับการรับมืออาการปวดท้องวันแดงเดือด

10 วิธีที่ผู้หญิงต้องรู้กับการรับมืออาการปวดท้องวันแดงเดือด

1. กินยาแก้ปวด

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมมากในหมู่สาวๆ ยี่ห้อที่นิยมก็คือ พอนสแตน (Ponstan) สิ่งที่อยากแนะนำก็คือ อย่ากินยาขณะท้องว่าง เพราะยาเหล่านี้มีกรดรุนแรง อาจจะทำให้เราระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

2. ประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน

เนื่องจากความร้อนจะช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว รวมถึงลดอาการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก อาการปวดท้องของสาวๆ ก็จะค่อยๆ ทุเลาลง

3. กินน้ำบ่อยๆ

การดื่มน้ำจะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้สาวๆ ที่กำลังมีประจำเดือนควรทานน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดจับตัวเป็นก้อน แถมยังช่วยลดอาการปวดท้องได้อีกด้วย

4. ดื่มน้ำขิง

คุณสมบัติอย่างหนึ่งของน้ำขิงก็คือ ช่วยลดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อผนังมดลูก ทำให้สาวๆ ไม่ต้องมานั่งทรมานกับอาการปวดท้องประจำเดือนอีกต่อไป แต่ถ้าไม่มีน้ำขิง จะเปลี่ยนเป็นการจิบชาคาโมมายล์อุ่นๆ แทน ก็ช่วยสร้างความผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดท้องได้ไม่แพ้กัน

5. กินอาหารที่มีประโยชน์

แม้ว่าในช่วงมีประจำเดือน เห็นอะไรแล้วก็อยากกินไปหมดก็ตาม แต่สาวๆ ก็จะต้องรู้จักเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ไว้ด้วย โดยเฉพาะอาหารที่มีโพแทสเซียม แคมเซียม รวมถึงธาตุเหล็กสูง โดยจะหาได้จากอาหารจำพวก กล้วย ถั่ว เครื่องในสัตว์ ตับหมู และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปพร้อมกับประจำเดือนของเรา ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบด้วย เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เพราะมีสารแซนทีนอัลลอยด์ ที่จะเข้าไปกระตุ้นอาการปวดท้อง คราวนี้ไม่ต้องหายปวดกันพอดี

6. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย

ในช่วงที่ผู้หญิงอย่างเราๆ มีประจำเดือน แนะนำว่าให้งดใส่เสื้อผ้ารัดรูปไปก่อน เพราะนอกจากจะทำให้เราอึดอัด ไม่สบายตัวแล้ว ยังเพิ่มอาการปวดท้องมากขึ้นไปอีกด้วย

7. หากิจกรรมผ่อนคลายทำ

แม้จะปวดท้องแค่ไหน ก็อยากปล่อยให้ตัวเองนอนซมอย่างเดียว พยายามลุกขึ้นมาหากิจกรรมอื่นๆ ทำบ้าง เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือที่ชอบ เราจะได้ไม่โฟกัสอยู่ที่อาการปวดท้องเพียงอย่างเดียว

8. ออกกำลังกายซะบ้าง

การออกกำลังกายนี่แหละเป็นยาวิเศษสุดๆ หากสาวๆ คนไหนออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ คงไม่มีอะไรให้น่าห่วง สาวๆ บางคนอาจจะเกิดคำถามว่าช่วงมีประจำเดือน เราจะสามารถออกกำลังกายได้ไหม? ออกกำลังกายได้ค่ะ เพียงแต่ว่าจะต้องเป็นการออกกำลังกายประเภทเบาๆ เช่น โยคะ ท่าบริหารร่างกาย ยืดเส้นเบาๆ

9. พักผ่อนให้เพียงพอ

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ก็คือ การนอนพักผ่อนให้มากๆ หากสาวๆ ปวดถึงขั้นลุกไม่ไหว ให้ประคบกระเป๋าน้ำร้อนควบคู่กันไปด้วย

10. พบแพทย์

หากสาวๆ คนไหนที่ปวดท้องประจำเดือนทุกครั้ง แถมยังปวดแบบรุนแรงแบบทนไม่ไหว อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด! รีบลุกไปหาหมอ เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดจะดีกว่านะคะ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้รักษาได้ทัน

( สุดท้ายนี้สาวๆอย่าลืมพักผ่อนดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ )

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ:อาการปวดท้องวันแดงเดือด