วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564

6 สี อุจจาระ บอกสุขภาพ เสี่ยงโรค

6 สี  อุจจาระ  บอกสุขภาพ เสี่ยงโรค

1.สีน้ำตาล เป็นอุจจาระสีปกติ

2.สีเหลือง เป็นอุจจาระสีปกติ แต่หากอุจจาระเป็นสีเหลืองมันและมีกลิ่นเหม็นมาก อาจเป็นสัญญาณของภาวะการดูดซึมสารอาหารของร่างกายผิดปกติ

3.สีเขียว อาจเกิดจากโรคท้องร่วง การรับประทานผักใบเขียวเป็นปริมาณมาก หรือยาฆ่าเชื้อบางชนิด

4.สีดำ อาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น คือ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นซึ่งอาจเกิดจากเนื้องอก การอักเสบ หรือภาวะหลอดเลือดโป่งพองนอกจากนี้การรับประทานธาตุเหล็กก็ทำให้เกิดอุจจาระสีดำได้

5.สีแดง ส่วนใหญ่เกิดจากการมีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนล่าง คือ ลำไส้เล็กส่วนปลาย ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก รวมถึงริดสีดวงทวารแต่บางครั้งอาจเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีสีแดง เช่น บีทรูท น้ำมะเขือเทศ หรือแครนเบอร์รี

6.สีอ่อนหรือสีซีด ให้ระมัดระวังว่าอาจเกิดจากการอุดตันในท่อน้ำดี ทำให้ไม่มีน้ำดีในอุจจาระจนทำให้เป็นสีขาวซีด แต่สามารถเกิดจากการรับประทานยาบางชนิดได้ เช่น ยาลดกรดอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ หรือยารักษาโรคท้องร่วง

คำแนะนำจากแพทย์

หากพบว่าสีของอุจจาระเปลี่ยนไป สามารถหยุดบริโภคอาหารหรือยาที่สงสัยว่าอาจเป็นสาเหตุ ประมาณ 2-3 วัน เพื่อดูว่าสีของอุจจาระกลับมาปกติหรือไม่ แต่หากไม่แน่ใจหรือมีอาการอื่นในระบบทางเดินอาหารร่วม ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ผู้สูงอายุก็อยู่กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน

ผู้สูงอายุก็อยู่กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน

โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุเป็นภาวะที่พบได้บ่อย แต่ในบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อ

  • อยู่ห่างไกลจากครอบครัว
  • มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคพาร์กินสัน
  • มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น เกษียณจากงาน สูญเสียคนในครอบครัว 
  • มีอายุมากกว่า 85 ปีขึ้นไป

อาการโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

ผู้ใกล้ชิดควรหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ เนื่องจากบางรายอาจไม่ค่อยชอบพูดคุยกับคนรอบข้างมากนักว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร หากผู้สูงอายุมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นตามนี้ นี่อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าได้

  1. มีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น หงุดหงิดง่าย น้อยใจง่าย มีความวิตกกังวลสูงขึ้นมาก 
  2. มีอาการทางร่างกายมากกว่าเดิม เช่น อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง นอนไม่หลับ
  3. มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น นิ่งเฉย ไม่ค่อยพูด

หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ แต่อาการดังกล่าวส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

การรักษาโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

  • การทานยาต้านเศร้า หากผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอยู่ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง เนื่องจากการทานยารักษาโรคประจำตัวอื่นๆ อาจทำปฏิกิริยากับยาต้านเศร้าได้ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ในกลุ่มผู้สูงอายุจะค่อนข้างใช้เวลาในการออกฤทธิ์มากกว่าผู้ป่วยในวัยอื่นๆ โดยอาจใช้เวลามากกว่า  1 เดือน
  • ปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม และเพิ่มกิจกรรมผ่อนคลายต่าง ๆ โดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น
  • รักษาโรคประจำตัวของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น สำหรับรายที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แต่ยังควบคุมได้ไม่ค่อยดี อาจต้องพิจารณาให้ยาหรือการรักษาที่ช่วยให้อาการของโรคสงบได้ดีขึ้น จะช่วยให้การรักษาโรคซึมเศร้าได้ผลดีขึ้นด้วย
  • โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุต้องอาศัยความใส่ใจของคนในครอบครัว หมั่นสังเกตและตระหนักถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ถือเป็นด่านแรกของการนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาอย่างรวดเร็วต่อไป
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

สัญญาณอันตราย อาการของโรคอัลไซเมอร์

สัญญาณอันตราย อาการของโรคอัลไซเมอร์

อาการของโรคอัลไซเมอร์นั้น นอกจากปัญหาเรื่องความจำที่เป็นอาการที่เด่นชัดและสังเกตได้ง่ายแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ที่หลากหลายแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน โดยทั่วไปแล้ว อาการเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปและการเข้าสังคมด้วยเช่นกัน

สูญเสียความจำหรือข้อมูลระยะสั้น มีการหลงลืมที่รบกวนชีวิตประจำวัน ลืมของไว้ในที่ที่ไม่ควรเก็บ เช่น วางของทิ้งไว้แล้วลืม วางกุญแจรถไว้ในตู้เย็น นึกชื่อคนที่รู้จักไม่ออก ถ้าหากตัวโรคเป็นมากขึ้น ก็อาจทำให้สูญเสียความทรงจำในอดีตได้

  1. มีความสับสนในวัน เวลา สถานที่
  2. มีความสับสนในทิศทาง เช่น ลืมเส้นทางที่เคยใช้เป็นประจำ
  3. มีปัญหาในการสื่อสาร เช่น คิดคำพูดไม่ออก เข้าใจหรือสื่อสารข้อความยาวๆ ไม่ได้
  4. มีการตัดสินใจที่แย่ลง ช้าลง
  5. มีการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาที่ทำได้ยากขึ้น หรือทำได้แย่ลง
  6. ขาดสมาธิในการจดจ่อกับสิ่งที่ทำ
  7. มีปัญหาในการทำงาน ทำงานให้สำเร็จได้ยากกว่าปกติ
  8. มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ซึมเศร้า
  9. มีการแยกตัวจากสังคม งาน หรือกิจกรรมที่เคยทำหรือชื่นชอบ

คนที่ขี้หลงขี้ลืม จัดว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่?

หากบอกว่าคนที่มีอาการขี้หลงขี้ลืมนั้นถือเป็นโรคอัลไซเมอร์ อาจไม่ถูกต้องนัก คนที่มีอาการขี้หลงขี้ลืมบ่อยๆ อาจเป็นได้จาก 2 กรณี ได้แก่

  • มีอาการขี้ลืมจากการไม่ได้จดจำ ไม่ได้เก็บข้อมูลเข้าไปในความจำ เช่น ยุ่งมากมีเรื่องหลายเรื่องที่ต้องทำ ลักษณะนี้ไม่ถือว่าเป็นโรคความจำเสื่อม
  • มีอาการขี้ลืมที่เกิดจากความจำถดถอย ความสามารถในการจดจำลดลง ถือว่าเป็นโรคความจำเสื่อม ซึ่งมักมีอาการอื่นในเรื่องของความจำร่วมด้วย

การตรวจวินิจฉัยโรคความจำเสื่อม

  • การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของโรคความจำเสื่อม ถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาและตรวจหาสาเหตุ เพื่อให้ทำการรักษาได้ตรงเป้า แม่นยำเฉพาะโรค และประสบผลสำเร็จ การวินิจฉัยโรคความจำเสื่อม ทำได้ดังนี้

  • การซักประวัติ จากตัวผู้ป่วยเอง คนรอบข้าง หรือผู้ใกล้ชิด เพื่อสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์
  • การตรวจร่างกาย เพื่อหาอาการร่วมทางระบบประสาท เช่น อาการอ่อนแรง การเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • การตรวจความจำ เช่น Mini Mental Status Examination (MMSE), Montreal Cognitive Assessment (MoCA), Cognitive Ability Test

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจภาพวินิจฉัยสมอง ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อประเมินภาวะของสมอง
  • การตรวจเลือด เพื่อหาปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การตรวจน้ำตาล น้ำตาลสะสม ระดับไขมันในเลือด การทำงานของไทรอยด์ ระดับวิตามินบี12 การตรวจหาภาวะการติดเชื้อซิฟิลิสหรือเอชไอวี การตรวจภูมิคุ้มกันในร่างกายที่มีผลต่อสมอง

การประเมินภาวะทางอารมณ์

การตรวจยีน เช่น  Apolipoprotein E4 (Apo E4), Amyloid-beta Precursor Protein (APP), Presenilin 1 (PSEN1) และ Presenilin 2 (PSEN2)

นอกจากนั้น ยังจำเป็นจะต้องตรวจหาภาวะหรือโรคทางกายอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อความจำและให้การรักษาด้วยเสมอ ได้แก่ ภาวะเกลือแร่ในร่างกายต่ำ เช่น โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ภาวะขาดวิตามินในร่างกาย ได้แก่ วิตามินบี1 บี12 โฟลิก ภาวะพร่องไทรอยด์หรือไทรอยด์เป็นพิษ การติดเชื้อบางอย่างในร่างกาย เช่น ซิฟิลิส เอชไอวี โรคภูมิคุ้มกันแปรปรวนที่มีผลต่อสมอง การใช้ยาบางอย่างที่มีผลต่อความจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลทำให้ง่วงนอน ยานอนหลับ สารเสพติดบางชนิด เช่น แอมเฟตามีน โคเคน กัญชา โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติการใช้ในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

การป้องกันโรคความจำเสื่อม

  • ลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หากมีภาวะเหล่านี้ ควรรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและควบคุมได้
  • ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • บริหารสมอง โดยการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบในเวลาว่าง เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป ทำอาหาร ปลูกต้นไม้
  • เข้าสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
  • บริหารอารมณ์ให้แจ่มใส ลดความวิตกกังวล ลดความเศร้า หากไม่สามารถทำเองได้ แนะนำให้พบจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัด เพื่อดูแลอาการให้ดีขึ้น

การรักษาภาวะความจำเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์นั้น ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาที่ช่วยให้อาการของผู้ป่วยทุเลาลงหรือประคับประคองไม่ให้อาการแย่ลงไป รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนี้

  • มุ่งเน้นไปที่สาเหตุ/โรคร่วมที่ทำให้เกิดโรค และให้การดูแลสุขภาพในทุกมิติ ทั้งการดูแลสุขภาพกาย การทำกิจวัตรประจำวัน
  • หากิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมอง กิจกรรมกระตุ้นความคิด
  • หาผู้ดูแลผู้ป่วยที่ค่อนข้างเข้าใจในธรรมชาติของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วยได้ถูกต้อง
  • วางแผนการรักษาในระยะยาว ปรับสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยให้มีความปลอดภัย
  • การใช้ยากระตุ้นสมอง
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

สัญญาณอันตรายโรคร้ายจากรอยย่นที่ติ่งหู

สัญญาณอันตรายโรคร้ายจากรอยย่นที่ติ่งหู

มีรายงานพบว่า รอยย่นที่ติ่งหูแบบ Frank’s sign พบในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction) มากกว่าคนที่ไม่เป็นโรค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีรายงานเรื่องเหล่านี้

อัตราการรอดชีวิตต่ำ 

  • มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงกว่า
  • เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดภายในและหลังผ่าตัด
  • โดยในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีรอยนี้ พบว่าสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้มากกว่ากลุ่มที้ไม่มีรอย
  • อายุเยอะ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหลอดเลือดสมองตีบ

อาจบ่งบอกได้ว่า รอยนี้สัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแข็งตัวเป็นเวลานาน (long-standing arteriosclerosis)

พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology) ของ Frank's sign มีอธิบายไว้หลายอย่างในหลายงานวิจัย แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงความเกี่ยวข้องกับ โรคหลอดเลือดโคโรนารี และโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น  

  • เลือดไปเลี้ยงติ่งหูน้อย เนื่องจากไม่มีหลอดเลือดแดงปลายใบหูส่วนล่าง
  • การเสื่อมสภาพของอีลาสติน จากการทำการตรวจชิ้นเนื้อติ่งหู
  • ความหนาของ adventitia reticularis ในหลอดเลือดขนาดเล็กของติ่งหู
  • ความผิดปกติของเยื่อบุผนังหลอดเลือด จากการตรวจมีการขยายตัวของหลอดเลือดที่ไหลผ่านส่วนล่าง และการขยายตัวของหลอดเลือดที่เกิดจากไนโตรกลีเซอรีน
  • ความหนาตัวของผนังชั้นในและชั้นกลางของเส้นเลือดแดงแคโรทิด
  • ค่าแคลเซียมสูงจากการเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI
  • ซึ่งจากการตรวจพบลักษณะข้างต้นนี้ จึงเป็นไปได้ว่า อาจสัมพันธ์กับเรื่องอายุ และกระบวนการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง

หากมีรอยย่นที่ติ่งหู ควรทำอย่างไร? 

คนที่ยังไม่เป็นโรคต่างๆ แต่มีรอยนี้ ควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมกับการมองหาความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดแข็งตัว และแนะนำให้ปรับพฤติกรรมในการดูแลตัวเอง การรับประทานอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ หากมีโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงหรือไขมันสูงอยู่ด้วยแล้ว ก็ควรต้องรักษาตัวให้ดี เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองในอนาคต

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

พยาธิชอนไชมือเด็กได้อย่างไร และ วิธีป้องกันพยาธิชอนไชมือ

พยาธิชอนไชมือเด็กได้อย่างไร และ วิธีป้องกันพยาธิชอนไชมือ 

โดยทั่วไปเกิดจากตัวอ่อนระยะที่ 3 ของพยาธิปากขอ ชนิด Ancylostoma Braziliensis และ Ancylostoma Caninum ที่มากับฝุ่น ดิน หรือทราย อุจจาระของแมวหรือสุนัขปะปนอยู่ โดยตัวอ่อนระยะติดต่อจะไชเข้าสู่ผิวหนัง และค่อยๆ คืบคลานไปตามระหว่างชั้นของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเกิดเป็นร่องคดเคี้ยว (serpiginous tunnel) ต่อมาเกิดเป็นตุ่มใสขนาดเล็ก (Vesicle) ขึ้นตามร่องเหล่านี้ เรียกพยาธิสภาพบนผิวหนังเช่นนี้ว่า Creeping Eruption โดยมากพบร่องในลักษณะนี้หลายๆ ร่อง เช่น พบตามหัวเข่า ต้นขา หน้าแข้ง มือหรือแขน

วิธีป้องกันพยาธิชอนไชมือ 

พ่อแม่ ผู้ปกครอง จึงต้องกำชับให้บุตรหลานหมั่นล้างมือให้สะอาดและถูกต้อง ปฏิบัติตามหลัก 7 ขั้นตอน ได้แก่

1.ฝ่ามือถูฝ่ามือ

2.ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว

3.ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว

4.หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ

5.ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ

6.ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ

8.ถูรอบข้อมือ

ทั้งนี้ ควรล้างมือหลังหยิบจับของเล่น รวมถึงหมั่นทำความสะอาดของเล่นบ่อยๆ ด้วย แต่ในกรณีที่ไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่ สามารถใช้เจลล้างมือ ซึ่งหาซื้อได้ง่ายและพกติดตัวได้ตลอดเวลา โดยการให้ความสำคัญกับการล้างมืออย่างถูกวิธี ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของพยาธิเท่านั้น แต่ควรล้างมือให้สะอาดทั้งในช่วงที่มีการระบาดของโรคต่างๆ ในช่วงหน้าฝน และช่วงระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย โดยทำให้ติดเป็นนิสัยเพราะการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้ อาทิ โรคปอดบวม ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ และพยาธิ เป็นต้น

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สาเหตุมะเร็งปากมดลูก และ วิธีป้องกัน มะเร็งปากมดลูก

สาเหตุมะเร็งปากมดลูก และ วิธีป้องกัน มะเร็งปากมดลูก

อาการในระยะเริ่มแรกของมะเร็งปากมดลูกมักไม่ปรากฏให้เห็นชัด แต่สามารถตรวจพบได้โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เมื่ออาการเริ่มรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด มีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีตกขาวผิดปกติ ส่วนอาการในมะเร็งระยะลุกลาม ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ขาบวม ต่อมน้ำเหลืองโต ไตวาย ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน

1.สาเหตุมะเร็งปากมดลูก 

มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งมาจากการมีเพศสัมพันธ์

2.ป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างไร

นอกจากการรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ก็เป็นวิธีที่จะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างหนึ่ง ดังนั้นผู้หญิงทุกคนควรเข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ส่วนผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป ปัจจุบันมี 3 วิธี ได้แก่

1.แปปสเมียร์ (Pap Smear)

คือการป้ายเซลล์จากปากมดลูกบนแผ่นกระจกสไลด์เพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ

2.Liquid Based Cytology

คือการป้ายเซลล์จากปากมดลูกใส่ในของเหลวเพื่อตรวจหาเซลล์ผิดปกติ ซึ่งให้ผลตรวจที่ชัดเจนมากขึ้น

3.HPV Testing

คือการตรวจหาเชื้อไวรัสสายพันธุ์เสี่ยงสูงต่อมะเร็ง ให้ผลตรวจที่ละเอียดมากขึ้น 

รู้จักวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก  

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือ วัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ในประเทศไทยมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่

  • Bivalent Vaccine
  • หรือชื่อว่า Cervarix สามารถป้องกันเชื้อไวรัส HPV 16 และ 18
  • Quadrivalent Vaccine
  • หรือชื่อว่า Gardasil สามารถป้องกันเชื้อไวรัส HPV 16 และ18 ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก และป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ 6 กับ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ 
  • Nonavalent vaccine
  • หรือชื่อว่า Gardasil 9 ซึ่งเป็นวัคซีนตัวล่าสุด สามารถป้องกันเชื้อไวรัส HPV เพิ่มมาอีก 5 สายพันธุ์จากวัคซีน Gardasil ซึ่งสายพันธุ์ที่เพิ่มมา ได้แก่ 31, 33, 45, 52, 58                                                               
  • HPV vaccine ฉีดอย่างไร
  • สำหรับวัคซีนชนิดนี้จะฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection or IM) ที่ต้นแขนหรือสะโพก จำนวน 3 เข็ม โดยเข็มแรกสามารถเลือกวันที่สะดวก เข็มที่สองจะฉีดหลังจากเข็มแรกประมาณ 1-2 เดือน และเข็มที่ 3 จะฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน 

ควรฉีดวัคซีนตอนอายุเท่าไร

การฉีดวัคซีนในเด็กจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าผู้ใหญ่ โดยฉีดวัคซีน 2 ครั้งจะสามารถกระตุ้นภูมิ  ได้เท่ากับการฉีดวัคซีน 3 ครั้งในผู้ใหญ่ ดังนั้นในเด็กอายุ 9-15 ปี จะฉีดวัคซีนเพียง 2 เข็ม โดยให้ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่หากเลยวัยเด็กมาแล้ว ประสิทธิภาพของวัคซีนจะดีที่สุดในผู้ที่ไม่เคยได้รับเชื้อไวรัส HPV หรือผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

วัคซีนมีผลข้างเคียงหรือไม่

  • ส่วนใหญ่อาการมักเป็นเล็กน้อยและหายได้เอง และเป็นอาการข้างเคียงบริเวณที่ฉีดยา เช่น ปวด บวม แดง และคัน จึงควรฉีดยาข้างที่ไม่ถนัด บางคนอาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ผื่นคัน ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรง
  • เป็นเรื่องน่ายินดีที่มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งไม่กี่ชนิดที่สามารถป้องกันได้ โดยควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกปีละครั้งในการตรวจโดยวิธี Pap smear และ Liquid base cytology และแนะนำให้ตรวจทุก 3 ปีถ้าใช้วิธีการตรวจหาเชื้อ HPV ส่วนการตรวจภายในเพื่อหาโรคทางนรีเวช ยังแนะนำให้ตรวจทุกปีเหมือนเดิม  หลายคนหวาดกลัวและไม่กล้าจะตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แต่ในความจริงแล้ว การตรวจคัดกรองไม่มีความน่ากลัวใด ๆ เมื่อเทียบกับอาการของโรคมะเร็งปากมดลูก และความทรมานจากการรักษา การตรวจคัดกรองจึงเป็นการป้องกันและรักษาที่ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา
  • ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งนำไปสู่ค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการรักษา ค่าเสียเวลา และอีกค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จิปาถะ จึงคุ้มค่ากับการลงทุน อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจ เพื่อวัคซีนที่ฉีดจะได้มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

5 วิธีลดพุงและลดไขมันทั้งตัวแบบง่ายๆและปลอดภัยและได้ผลจริง

5 วิธีลดพุงและลดไขมันทั้งตัวแบบง่ายๆและปลอดภัยและได้ผลจริง

1.ลดแป้งและน้ำตาล

หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าที่เราอ้วนเพราะกินอาหารมันๆ และของทอด ซึ่งจริงๆ แล้วก็ถูกต้อง แต่ไม่ใช่แค่นั้น อย่ามองข้ามอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสีอย่างข้าวขาว ขนมปัง รวมถึงของหวานอย่าง เครื่องดื่มต่างๆ ที่ใส่น้ำตาลในปริมาณสูง และขนมต่างๆ ด้วย

หลักการทำงานง่ายๆ ของร่างกาย คือการที่เรากินแป้งและน้ำตาลเข้าไปเกินความจำเป็นของร่างกาย ร่างกายจึงนำแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไปมากเกินไป ไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในรูปแบบของ “ไขมันส่วนเกิน” ที่อยู่ตามจ้นแขน ต้นขา พุง สะโพก ฯลฯ เพื่อเก็บสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น

วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ร่างกายถึงเอาไขมันส่วนเกินที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ คือการลดการสะสมเพิ่มเติมของแป้งและน้ำตาล เมื่อถึงจุดที่ร่างกายรู้สึกถึงการได้รับแป้งและน้ำตาลน้อยลงกว่าปกติ ร่างกายจึงเริ่มดึงเอาไขมันส่วนเกินตามร่างกายต่างๆ มาใช้งานนั่นเอง

2.กินอาหารรวบมื้อ

หากใครไม่เคยปล่อยให้ปากและกระเพาะอาหารว่างจากอาหารเกิน 2-3 ชม. เลย นั่นแหละ คือสาเหตุที่ทำให้คุณอ้วน ลองรวบมื้ออาหารเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างวันให้เหลือไม่เกินวันละ 3 มื้อดู ขนมขบเคี้ยว ผลไม้ต่างๆ ที่เคยหยิบมากินช่วงสายๆ บ่ายๆ หรือก่อนนอน ให้รวบไปกินพร้อมกันหลังมื้ออาหารหลักอย่างมื้อเช้า กลางวัน หรือมื้อเย็นแทน ลดการกินจุบจิบระหว่างวันลง เท่านี้ก็ช่วยให้ร่างกายได้พักจากการรับอาหาร และย่อยอาหารได้แล้ว

3.กำหนดเวลาหยุดกิน

หลังจากที่เราพยายามรวบมื้ออาหาร ไม่กินมื้อเล็กมื้อน้อยพร่ำเพรื่อแล้ว การปล่อยให้ช่วงเวลาหนึ่งของร่างกายเข้าสู่ภาวะ “อด” บ้าง ก็ช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไขมันสะสมในร่างกายมาใช้ได้ด้วย หลายคนอาจจะคุ้นหูว่านี่คือวิธีในการทำ IF (Intermittent Fasting) คือการกำหนดช่วงเวลาในการกินอาหาร-งดมื้ออาหาร สูตรเวลาที่เป็นที่นิยมกันคือ 16/8 หมายถึง กินอาหารได้ 8 ชั่วโมง งดมื้ออาหารไป 16 ชั่วโมง โดยเราสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเราได้ (แต่แนะนำให้เป็นช่วงเวลาที่ตรงกับนาฬิกาของร่างกาย คือกินในช่วงที่ควรกิน งดในช่วงที่ควรงด)

ยกตัวอย่างเช่น สูตร 16/8 กินอาหารได้ตั้งแต่ 10.00-18.00 น. หรือใครที่ตื่นเช้าอาจจะเป็น 9.00-17.00 น. (แต่ไม่แนะนำให้กินในช่วงที่ควรนอน เช่น กินในช่วง 22.00-6.00 น. เพราะไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วงเวลาที่ควรนอน ก็ควรนอน)

หากใครที่ทำสูตรเวลา 16/8 แล้วทนหิวไม่ไหว จะเริ่มจาก 12/12 ก่อนก็ได้ เช่น กินอาหารได้ในช่วง 8.00-20.00 น. เท่านั้น (แปลว่างดกินมื้อดึกหรืออาหารก่อนนอน) จากนั้นค่อยๆ ขยับเวลา เพิ่มเวลาในการ “งด” อาหารให้นานขึ้น ขยับเวลาในการกินให้สั้นลงทีละชั่วโมงๆ เท่านี้การงดมื้ออาหารในช่วงเวลาหนึ่งๆ ก็จะง่ายขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาเอาไขมันส่วนเกินในร่างกายมาใช้เป็นพลังงานระหว่างวันนั่นเอง

4.สร้างกล้ามเนื้อ

ปริมาณมวลกล้ามเนื้อในร่างกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่าร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน หากมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น เมื่อเรากำจัดไขมันส่วนเกินไปออกไปได้แล้ว การสร้างมวลกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง การที่ร่างกายของเรามีมวลกล้ามเนื้อแน่นขึ้น จะช่วยให้เราเมื่อเรากลับไปกินอาหารเหมือนเดิม จะไม่กลับไปอ้วนง่ายเหมือนแต่ก่อน เพราะเราจะเริ่มมีกล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญพลังงานที่ดีนั่นเอง

การจะสร้างกล้ามเนื้อให้ดี เราควรกินโปรตีนให้เพียงพอ เช่น เนื้อสัตวไขมันต่ำ นม ไข่ และออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ อะไรก็ได้ที่เล่นแล้วรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อ ยกน้ำหนัก สควอช แพลงกิ้ง ครันช์ ฯลฯ

5.ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

แม้ว่าเราจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าเราควรออกกำลังกาย 30-45 นาทีขึ้นไป เพื่อให้ลดน้ำหนักอย่างได้ผล แต่อันที่จริงแล้ว เราอาจแบ่งเวลาเป็น 15 นาทีเวทเทรนนิ่ง 15 นาทีคาร์ดิโอได้ หากคุณทำตามข้อ 1-4 จนได้น้ำหนักที่ใกล้เคียงกับที่ต้องการ (น้ำหนักปกติ ไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไป) ร่างกายของคุณเริ่มคุ้นชินกับการดึงเอาพลังงานไขมันสะสมมาใช้แทนพลังงานจากอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่เคยได้แล้ว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเพียง 10-15 นาทีก็ช่วยให้คุณลดน้ำหนักอย่างได้ผลและปลอดภัยได้แล้ว

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Air Embolism คืออะไร? และ อันตรายจากภาวะฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด

Air Embolism คืออะไร? และ อันตรายจากภาวะฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด

Air Embolism หรือ ฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด เป็นภาวะมีสิ่งหลุดอุดหลอดเลือดชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากมีฟองอากาศหรือฟองของแก๊สอื่นๆ หลุดเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือด ในมนุษย์อาจเกิดได้จากระหว่างผ่าตัด การขยายมากเกินไปของปอด (การบาดเจ็บจากแรงกดดัน) การลดความกดอากาศเร็วเกินไป และสาเหตุอื่นๆ

อันตรายจากภาวะฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด

การดื่มน้ำอัดลมโซดาเยอะๆ ในคราวเดียว อาจเสี่ยงอันตรายฟองก๊าซผุดในเส้นเลือด โดยเพจ อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว ระบุว่า อันตรายของภาวะฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด จะดูที่ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรุนแรงคือปริมาณอากาศ ยิ่งมากยิ่งอันตราย และอัตราเร็วของการเข้าสู่กระแสเลือดของฟองอากาศ เช่น ฟองอากาศขนาด 200 ซีซี อัดเข้าหลอดเลือดอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาที ทำให้เสียชีวิตได้ทันที แต่ในขณะที่ฟองอากาศเป็นลิตร แต่หากค่อยๆ เข้าหลอดเลือดก็จะมีโอกาสรอดมากกว่า หมายถึงสองปัจจัยที่มีผลคือปริมาณอากาศ และอัตราเร็วที่เข้าสู่ร่างกาย (ปริมาณอากาศเป็นซีซีต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมจะมีอันตรายที่แตกต่างกันออกไป)

นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ฟองอากาศเข้าไปอุดตันก็สำคัญ อุดที่ไหน อันตรายที่นั่น เช่น หากอากาศปริมาณมากเข้าไปอุดล็อกที่หัวใจห้องขวา รองลงมาก็ไปอุดหลอดเลือดที่ออกจากหัวใจ ไปปอด ทำให้หายใจล้มเหลวได้ 

นอกจากนี้ บางกรณีที่จะไปอุดหลอดเลือดแดง เช่น อากาศที่แทรกมาในหลอดเลือดจากโรคน้ำหนีบ (decompression sickness) เวลาดำน้ำ หรือมีทางเชื่อมผิดปกติระหว่างหลอดเลือดดำและแดง (intracardiac or intrapulmonary shunt) ทำให้ฟองอากาศหลุดไปอุดตำแหน่งที่สำคัญที่สุดคือหลอดเลือดสมอง เป็นอัมพาตได้ เป็นต้น

อาการที่แสดงออก เมื่อเกิดภาวะฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด

วิสัญญีสาร ระบุว่า ในผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดีอาจมีอาการหายใจเหนื่อยขึ้นมาทันทีทันใด เจ็บหน้าอก หลอดลมหดเกร็ง มีอาการสับสน หมดสติ และระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว

วิธีป้องกันภาวะฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด

  • แพทย์ผู้ทำการทำหัตถการ การผ่าตัด การฉีดยาเข้าหลอดเลือด ควรระวังฟองอากาศเสมอ
  • ผู้ที่ดำน้ำ ควรศึกษาหาข้อมูล และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการดำน้ำอย่างเคร่งครัด
  • ไม่ดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากภายในเวลารวดเร็ว หากกระหายน้ำมากๆ ควรเลือกดื่มน้ำเปล่า หรือในกรณีที่เสียเหงื่อมากๆ ควรดื่มน้ำเกลือแร่จะดีกว่า
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

6 วิธีการ ดีท็อกซ์ โซเซียลด้วยตนเอง

6 วิธีการ ดีท็อกซ์ โซเซียลด้วยตนเอง

อ. นพ.ชาวิท ตันวีระชัยสกุล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุวิธีทำโซเชียลดีท็อกซ์ด้วยตนเองเอาไว้ ดังนี้

ปิดแจ้งเตือนในช่วงพัก

สมองจะเกิดการตอบสนองต่อเสียงและการสั่นแจ้งเตือน ทำให้ร่างกายต้องตรวจเช็กการแจ้งเตือนของโทรศัพท์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจกระตุ้นความกังวลและเพิ่มความกลัวการอยู่คนเดียว

กำหนดเวลาใช้งานโทรศัพท์

กำหนดเวลาการใช้โทรศัพท์และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น พักการใช้งานทุก 30 นาที หรือกำหนดการใช้งานครั้งละ 5-10 นาที

ทำโซเชียลดีท็อกซ์ทุกวันหยุด

วันหยุดเป็นช่วงเวลาพักผ่อนซึ่งเหมาะกับการใช้ชีวิตโดยปราศจากอินเทอร์เน็ตสื่อสังคมออนไลน์ หรือใช้ให้น้อยที่สุด เพื่อให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลาย

ซึมซับบรรยากาศแบบออฟไลน์

การปิดโทรศัพท์ การใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ การไม่ลงภาพหรือสถานะในสื่อสังคมออนไลน์และการทำกิจกรรมนอกหน้าจอ เช่น อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว สนทนากับเพื่อน ใช้เวลาร่วมกับญาติหรือครอบครัว เพื่อรับประสบการณ์นอกสื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มที่

จัดการเนื้อหาของข้อมูลที่ได้รับ

เลือกรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ลดการติดตามผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ (Infuencer) ที่ไม่ได้ประโยชน์ และเลือกติดตามเฉพาะคนที่ทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุข

งดเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน

แสงไฟจากหน้าจออุปกรณ์ หรือโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนจะกระตุ้นให้สมองทำงานมากขึ้นและลดการทำงานของสารเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับ ทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564

อาการและสาเหตุของการเกิดความดันและโลหิตต่ำ

อาการและสาเหตุของการเกิดความดันและโลหิตต่ำ

อาการสำคัญของคนมีภาวะความดันโลหิตต่ำ คือ หน้ามืด เวียนศีรษะ โดยเฉพาะในตอนที่เปลี่ยนอิริยาบถอย่างกะทันหัน ปวดศีรษะเล็กน้อย หนาวง่าย และมีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท โดยสาเหตุนั้นอาจจะมาจาก

  • การอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักและการรับประทานอาหารที่ไม่ครบถ้วนตามคุณค่าทางโภชนาการ จนทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงและเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
  • ความเครียดที่ติดต่อกันยาวนานจนส่งผลให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทอง
  • การใช้ยารักษาโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ยาขับปัสสาวะ และยาต้านอาการซึมเศร้า
  • ภาวะทางร่างกายบางอย่างที่มีผลต่อความดันโลหิต เช่น การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจาง และโรคหัวใจ เป็นต้น

วิธีการดูแลบำบัดภาวะความดันโลหิตต่ำได้ด้วยตนเอง

ความดันโลหิตต่ำนั้นเป็นผลจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่สมดุล ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยตนเองโดยวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.ตื่นเช้าเข้านอนเร็ว

การตื่นเช้าเข้านอนเร็ว ไม่เครียดง่าย และหลีกเลี่ยงการนอนดึกจะช่วยคงสภาวะที่ปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ ส่งผลในการทำให้อาการความดันโลหิตต่ำค่อยๆ ดีขึ้น

2.อาบน้ำอุ่น

การอาบและแช่น้ำอุ่นนอกจากจะช่วยลดความเครียดและความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแล้วก็ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ร่างกายมีความดันโลหิตที่เป็นปกติ

3.ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

การไหลเวียนเลือดไปสู่ปลายแขนและขาไม่ดี เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของความดันโลหิตต่ำ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็วและเดินขึ้นลงบันได เป็นต้น จะช่วยยืดกล้ามเนื้อน่อง ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น

4.รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ

คนที่เป็นความดันโลหิตต่ำมักจะอ่อนแอและอ่อนแรงในตอนเช้า การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ทั้ง 3 มื้อจะทำให้ร่างกายรับสารอาหารที่ช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ทั้งนี้การรับประทานอาหารเช้าจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายซึ่งจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น และช่วยให้การเผาผลาญพลังงานของร่างกายดีขึ้น ส่งผลในการบรรเทาอาการตัวเย็นได้ดี

5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ

หากร่างกายขาดน้ำจะทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเวียนในหลอดเลือดลดลง ส่งผลให้ความดันเลือดลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุของดันโลหิตต่ำ ดังนั้นในหนึ่งวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้ความดันของร่างกายลดลง นอกจากนี้การดื่มน้ำที่พอเพียงจะช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานของร่างกายด้วย

6.รับประทานอาหารร้อน

ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำมักจะรู้สึกหนาวเนื่องจากอุณหภูมิของร่างกายต่ำกว่าคนปกติ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารการรับประทานอาหารแช่เย็นหรือผักสด แต่ควรรับประทานซุปผักร้อนๆ และอาหารที่ปรุงสุกใหม่

7.รับประทานอาหารที่ย่อยได้ง่าย

อีกหนึ่งปัญหาของผู้มีภาวะความดันโลหิตต่ำคือ ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ค่อยดี  ทำให้ท้องอืดได้ง่าย ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และหลีกเลี่ยงการดื่มกินที่มากเกินไป

8.ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรปรุงอาหาร

เครื่องเทศปรุงรสอาหาร เช่น ผงกะหรี่ พริกไทย พริกป่น และสมุนไพร เช่น ขิงและกระเทียม เป็นต้น จะช่วยทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น

9.รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและธาตุเหล็ก

โปรตีนที่รับประทานเข้าไปจะถูกนำไปสร้างกล้ามเนื้อและเลือดซึ่งจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย อีกทั้งธาตุเหล็กที่รับประทานเข้าไปจะช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ดี แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและธาตุเหล็กได้แก่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม ไข่ และถั่วเหลือง เป็นต้น

10.รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี

วิตามินอีจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดดี ส่งผลในการเพิ่มความดันโลหิต บรรเทาอาการตัวเย็นและไหล่แข็งได้ดี อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ได้แก่ ฟักทอง บร็อคโคลี่ พริกหวาน ถั่วต่างๆ และอะโวคาโด เป็นต้น

11.รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี

เมื่อระบบการไหลเวียนเลือดแย่ลงเนื่องมาจากความดันโลหิตต่ำ วิตามินบีจึงเป็นวิตามินจำเป็นที่ร่างกายนำมาใช้สร้างพลังงานจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป ดังนั้นจึงควรหมั่นรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีซึ่งมีมากในอาหารดังนี้คือ ผักใบเขียวและเหลือง ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ ผลิตภัณฑ์นม และโปรตีนจากถั่วเหลือง เป็นต้น

ความดันโลหิตต่ำเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยตนเองจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเอง หากปฏิบัติดังข้างต้นอย่างสม่ำเสมออาการที่เกิดจากความดันโลหิตต่ำจะค่อยๆ หายไปเอง อย่างไรก็ดี หากรู้สึกว่าหน้ามืดหรือวิงเวียนศีรษะหนักขึ้นก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

ประโยชน์ของกล้วยสุกและวิธีทำกล้วยปิ้ง

 

ประโยชน์ของกล้วยสุกและวิธีทำกล้วยปิ้ง

กล้วย 1 ผลมีพลังงานเพียง 86 กิโลแคลอรี่ แต่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน B1, B2, ไนอะซิน (B3), วิตามินบี B6 และกรดโฟลิก ซึ่งช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานในร่างกายและช่วยให้สุขภาพผิว ผมและเล็บดี เส้นใยอาหารซึ่งช่วยป้องกันอาการท้องผูก ป้องกันการเพิ่มของระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยกดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย โพแทสเซียมซึ่งช่วยขับเกลือออกจากร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตและช่วยลดอาการบวมของร่างกาย โพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอความแก่และป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน กรดอะมิโนทริปโตเฟนซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนินที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย  ช่วยลดอาการหงุดหงิดและช่วยให้นอนหลับดี นอกจากนี้กล้วยยังมีแมกนีเซียมสูงซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีจิตใจเบิกบาน

ประโยชน์ของกล้วยปิ้ง

กล้วยปิ้งมีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากกล้วยสุก ดังนี้

  • ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
  • การปิ้งกล้วยจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ ซึ่งจะเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ทำให้สิ่งแวดล้อมในลำไส้ดีขึ้น และส่งผลในการป้องกันท้องผูกได้ดี
  • ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
  • ร้อยละประมาณ 70 ของภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกสร้างที่ลำไส้ เมื่อสภาพแวดล้อมในลำไส้ดีจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น อีกทั้งกล้วยร้อนๆ จะช่วยทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วย
  • มีผลในด้านการลดน้ำหนัก
  • หากสภาพแวดล้อมในลำไส้ไม่ดี จะทำให้มีแก๊สสะสมอยู่ในลำไส้สูง และส่งผลในการลดการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้อ้วนได้ง่าย การรับประทานกล้วยปิ้งที่มีน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ในปริมาณสูงจะช่วยให้สภาพแวดล้อมในลำไส้ดี ส่งผลในการขับถ่ายที่เป็นปกติ และช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้ดี จึงเป็นวิธีที่ดีในการลดน้ำหนักจากภายใน

วิธีการทำกล้วยปิ้งในกระทะ

วิธีทำ

ปอกเปลือกกล้วยและหั่นให้มีขนาดพอคำ

ใส่น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือเนยลงไปเล็กน้อยลงในกระทะ นำกล้วยลงไปปิ้งด้วยไฟอ่อน จนทั้งสองด้านเป็นสีน้ำตาล แล้วจึงนำมารับประทานได้ตามชอบ

ปิ้งด้วยเตาปิ้งขนมปัง

วิธีทำ

นำกล้วยทั้งเปลือกวางบนอลูมิเนียมฟอยล์ และนำไปปิ้งในเตาปิ้งขนมปังด้านละ 7-8 นาที จนเปลือกกล้วยดำ แล้วจึงนำมารับประทานได้ตามชอบ

ปิ้งด้วยไมโครเวฟ

วิธีทำ

  • ใช้ปลายมีดกรีดด้านใดด้านหนึ่งของเปลือกกล้วยตามความยาวของกล้วย
  • นำใส่ภาชนะทนร้อน และนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 1-2 นาที หรือจนเปลือกกล้วยมีสีดำ
  • นำกล้วยมาปอกรับประทานได้ตามชอบ
  • นอกจากนี้ก็มีวิธีการปิ้งบนเตาถ่านหรืออบด้วยหม้ออบลมร้อน เป็นต้น
เวลาที่ดีที่สุดในการรับประทานกล้วยปิ้ง

เวลาที่ดีในการรับประทานกล้วยปิ้ง คือ มื้ออาหารเช้า เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในการทำกิจกรรมอื่นๆ ตลอดทั้งวัน ในวันที่ยุ่ง กล้วยปิ้งและนมอุ่น ก็ทำให้ร่างกายรับพลังงานที่เพียงพอเพื่อการเรียนหนังสือหรือการทำงาน อย่างไรก็ดี หากรับประทานกล้วยอปิ้งเดียวสามารถรับประทานได้ถึงวันละ 2 ผล แต่หากรับประทานผลไม้อื่นด้วยก็แนะนำให้รับประทานวันละ 1 ผล

บ้านเรามีกล้วยหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาปิ้งรับประทานได้ง่าย อย่างไรก็ดี ก็ควรระวังไม่รับประทานในปริมาณที่มากเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกับซอสที่มีความหวานจัด

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/







วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ผักผลไม้อบกรอบที่นิยมทานกัน มีประโยชน์หรือไม่

ผักผลไม้อบกรอบที่นิยมทานกัน มีประโยชน์หรือไม่

เป็นเรื่องจริงที่วิตามินและเกลือแร่ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปผ่านกระบวนการทำที่ผ่านความร้อนสูง แต่ ผศ. นพ.นริศร ลักขณานุรักษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า ผักผลไม้อบกรอบยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะการอบกรอบผ่านความร้อน เป็นการแปรรูปที่ทำให้ผักและผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดคงเหลืออยู่ และที่ยังคงอยู่คือเส้นใยอาหารที่ยังคงมีอยู่มากเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้สดสามารถรับประทานได้ง่ายอีกด้วย

วิธีเลือกกินผักผลไม้อบกรอบให้ดีต่อสุขภาพ

1.ควรเลือกซื้อผักและผลไม้อบกรอบที่แปรรูปด้วยการแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) หรือทอดแบบสุญญากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำมันตกค้างจากการทอด

2.ควรเลือกซื้อผักและผลไม้อบกรอบที่มีฉลากแสดงคุณค่าทางโภชนาการและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเลือกชนิดผักและผลไม้อบกรอบที่ให้พลังงานต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง เช่น ผักใบเขียว บรอกโคลีแคร์รอต กระเจี๊ยบเขียว

3.ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบหลากหลายชนิด เน้นผักหลากสี เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลายร่วมกับรับประทานอาหารหลักให้เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ หรือถั่วต่างๆ

ข้อควรระวังในการกินผักผลไม้อบกรอบ

ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบมากเกินไปในแต่ละวัน เนื่องจากอาจได้รับพลังงานมากเกินไปได้ โดยเฉพาะผักและผลไม้ชนิดที่ให้พลังงานสูง

ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบที่มีปริมาณเกลือ น้ำตาล หรือผงปรุงรสมากโดยสังเกตได้จากฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์

ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบทดแทนการรับประทานผักและผลไม้สดทั้งหมด

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วิธี หลีกเลี้ยงเสี่ยงโรคเบาหวานความดัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเกิดโรคหัวใจ

วิธี หลีกเลี้ยงเสี่ยงโรคเบาหวานความดัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเกิดโรคหัวใจ

สิ่งที่สำคัญในการลดอัตราการเกิดโรคหัวใจคือการควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเสี่ยง ดูแลรักษาสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงของโรคอื่นๆ อย่าง โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคอ้วน ฯลฯ ที่มีปัจจัยเกี่ยวเนื่องและส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพได้ 

นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายให้พอเหมาะไม่หนักเกินไปอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อสุขภาพและการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เช่น การสูบบุหรี่ ควบคุมอาหารและทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ไม่ทานอาหารที่มีไขมันสูงจนเกินไป จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจหาความเสี่ยงและวางแผนการป้องกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ภาวะรุนแรงต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อชีวิต อย่าง “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด” และ “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” ซึ่งเป็นผลมาจากไขมันที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเกิดการแตกตัวออกและเกิดลิ่มเลือดอุดตันแบบเฉียบพลัน เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดข้อบ่งชี้ที่แสดงอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกในขณะออกกำลังกาย มีอาการเหนื่อยผิดปกติ หรืออาจจะมีอาการเป็นลมล้มหมดสติ ซึ่งจะต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูอาการและรักษาโดยด่วนเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเฉียบพลันและเสียชีวิตนั่นเอง

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/