วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

4 วิธีแก้คอเคล็ด เมื่อนอนตกหมอน

4 วิธีแก้คอเคล็ด เมื่อนอนตกหมอน

  1. ประคบร้อน ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น บิดพอหมาดๆ แล้วนำมาประคบบริเวณที่ปวดประมาณ 15 ถึง 20 นาที 
  2. ยืดกล้ามเนื้อด้านที่หดรั้ง สังเกตว่าขณะเคลื่อนไหวคอนั้น รู้สึกปวดตึงหรือเจ็บที่ด้านไหน ให้ใช้มือช่วยดันศีรษะในทิศทางนั้นจนกระทั่งรู้สึกตึงมากแต่ไม่เจ็บ ดันค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที คลายแรงที่ดันมือลง แล้วทำซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง จนเริ่มรู้สึกว่าอาการเกร็งและตึงที่กล้ามเนื้อนั้นทุเลาลง 
  3. นวดเบาๆ ใช้มือบีบลงบนแนวของกล้ามเนื้อที่รู้สึกตึง หรือ ปวดเมื่อย ให้แรงบีบพอประมาณที่ทำให้รู้สึกแน่นตึงและไม่เจ็บ บีบและคลายเป็นจังหวะ การประคบร้อนก่อนการนวด จะช่วยให้นวดได้ง่ายขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น 
  4. เลี่ยงการหันศีรษะบ่อย อย่าพยายามเคลื่อนไหวคอและให้อยู่นิ่งๆ โดยการนอนราบชั่วคราวเพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก

ข้อควรระวัง

ไม่ควร กด บีบ หรือ ยืด กล้ามเนื้อจนรู้สึกเจ็บเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น และไม่ควรให้ผู้อื่นดัดคอหรือจับเส้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้อักเสบ และเรื้อรังได้ ถ้ายังไม่หายค่อยๆ ฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อ หรือปรึกษานักกายภาพบำบัด

หากมีปัญหาการนอนตกหมอนบ่อยๆ ควรสังเกตตัวเองว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร 

  • ปรับท่านอนให้เหมาะสม โดยนอนหงายให้หูกับหัวไหล่อยู่ในแนวขนานกัน หน้าไม่แหงนเกินไปและไม่ก้มจนเกินไป หากนอนตะแคงก็ควรนอนได้แนวเป็นกระดูกตรงเช่นเดียวกัน
  • เลือกหมอนที่มีความนุ่มปานกลาง หากนุ่มเกินไปเวลาพลิกตัวจะทำให้กระดูกเกิดแรงสั่นมากขึ้น และหมอนที่พอดีกับศีรษะของเรานั้นต้องทำให้ระดับคางไม่เงยหรือก้มต่ำเกินไป ความยาวของหมอนควรถึงต้นหัวไหล่ป้องกันการคอตก สามารถเช็กระดับความพอดีโดยนำกระจกมาตั้งด้านข้างเตียงหรือให้คนถ่ายรูปด้านข้างเวลาเราหนุนหมอน
  • ไม่นอนคว่ำตอนดูหนังหรืออ่านหนังสือหรือนอนตะแคงข้างมีอาการปวดบ่อยๆ เพราะสามารถติดเป็นนิสัยทำให้บาดเจ็บซ้ำๆ ได้
  • ปกติอาการปวดคอมักจะหายภายใน 1-2 วัน ถ้าอาการรุนแรงขึ้น หรือยังไม่หายสนิทให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาให้ถูกต้อง
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

รู้ก่อนเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพหากติดมือถือมากเกินไป

 

รู้ก่อนเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพหากติดมือถือมากเกินไป

1.อาการที่เกี่ยวกับดวงตา

แสงที่มนุษย์ทุกคนสามารถมองเห็นได้ในช่วงแสงสีขาว ซึ่งแสงขาวแบ่งได้ 7 สี (สีแดง ม่วง ส้ม เหลือง น้ำเงิน/ฟ้า คราม และเขียว) ถูกพบได้ทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด หลอดไฟ แต่ที่ส่งผลกระทบถึงคนส่วนใหญ่มากที่สุด คือ แสงสีฟ้า โดยแสงสีฟ้าผสมอยู่ในช่วงสีน้ำเงินกับคราม และยังเป็นแสงที่มีพลังงานสูงใกล้เคียงรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อีกด้วย ทำให้เป็นหนึ่งในแสงที่สามารถเข้าไปสู่จอประสาทตาได้อย่างง่าย

เวลาที่เราใช้พวกหน้าจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต เราจำเป็นต้องเพ่งสายตาจ้องหน้าจอที่มีแสงจ้าเหล่านั้น หากจ้องนานเกินไป ก็อาจเกิดผลเสียต่อดวงตาได้หลายทาง เช่น อาการสายตาล้า ปวดตา ตาแห้ง ตามัว สำหรับเด็กเล็กอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสายตาสั้นได้ และอาจจะทำให้เซลล์ในดวงตาตายได้ ซึ่งหนักถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นเลยทีเดียว ถ้าเราไม่ดูแลรักษาและป้องกันดวงตาของเราให้ดี

โดยอันตรายจากการมองแสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์นั้น สามารถทำลายจอประสาทตา (เรติน่า) อาจเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างมาเตือน อย่างอาการเจ็บตา ระคายเคือง ตาแห้ง บางครั้งสายตาพร่ามัว ปวดกระบอกตาอยู่บ่อยๆ และอาจมีอาการไมเกรนพ่วงมาด้วย อาจทำให้เกิดโรคทางสายตา เช่น Computer Vision Syndrome โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก โรควุ้นสายตาเสื่อม หรือโรคสายตาสั้นเทียม

2.อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก ข้อส่วนต่างๆ

ลักษณะก็จะเหมือนกับคนทำงานออฟฟิศที่โดนออฟฟิศซินโดรมเล่นงาน ซึ่งในกรณีนั้นมันเลี่ยงยากเพราะเป็นการทำงาน แต่การติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีอื่นใดแบบที่หมกมุ่นอยู่ได้ทั้งวันโดยไม่ทำอะไรอื่น ก็ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่ใกล้เคียงออฟฟิศซินโดรมได้เหมือนกัน เกิดปัญหากับกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ โรคทางกล้ามเนื้อกระดูก ที่เกิดจากการนั่งท่าที่ไม่เหมาะสมก็ได้เช่นกัน

ที่มักจะพบประจำก็เช่น นิ้วล็อก ปวดคอ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดไหล่ อาจจะรวมไปถึงความเสื่อมกระดูก ข้อต่อกระดูก หรือหมอนรองกระดูกบริเวณคอ อาการ Cellphone Elbow คือ อาการปวดชา หรือเหน็บชาบริเวณปลายแขนและมือ เนื่องจากการถือสมาร์ทโฟนด้วยท่าทางที่งอแขนเป็นมุมแคบกว่า 90 องศานานเกินไป

หรืออาจจะเป็นโรค RSI (Repetitive Strain Injury) ที่ทำให้เรามีอาการตึงหรือเจ็บข้อต่างๆ ได้แก่ เจ็บปวดบริเวณข้อมือ นิ้วมือ มือ แขน ข้อศอก มีอาการมือชาหรืออ่อนแรง มือไม่สามารถทำงานประสานกัน ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการที่เราใช้งานข้อมือนานๆ ซ้ำๆ และเป็นประจำ

3.โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร/ระบบขับถ่าย

หลายคนน่าจะรู้แล้ว เพราะมีคอนเทนต์ที่นำเสนอความรู้ว่าโทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันทุกวัน อาจจะสกปรกกว่าโถส้วมเสียอีก โดยสถาบันวิจัยที่มีชื่อว่า Which? จากประเทศอังกฤษ มีงานวิจัยที่พบว่า หน้าจอทัชสกรีนของแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน รวมถึงและคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์มีเชื้อแบคทีเรียมากกว่าโถชักโครกถึง 20 เท่า แบคทีเรียชนิดนี้มีชื่อว่า สตาฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสารพิษและทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนและท้องร่วง หากเราจับอุปกรณ์พวกนั้นแล้วไม่ล้างมือ เชื้อโรคก็ปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

นอกจากนี้พฤติกรรมการติดโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ยังอาจทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะในระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย เช่น การกินอาหารไม่ตรงเวลา กินแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ขยับเขยื้อนร่างกายน้อย และพวกที่ชอบนั่งแช่เล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำนานๆ อาจทำให้มีอาการท้องผูก ท้องร่วง หรือริดสีดวงทวาร

4.โรคอ้วน/โรคขาดสารอาหาร

แม้ว่าพฤติกรรมการติดมือถือจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงให้เกิดโรคอ้วน แต่สำหรับผู้ที่จดจ่ออยู่แต่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยการนั่งทั้งวันไม่ยอมลุกเดินหรือขยับเขยื้อนร่างกายไปทำอย่างอื่นเลย คือปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื่อรังอื่นๆ มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยซิมอน โบลิวาร์ (SBU) ประเทศโคลอมเบีย ระบุว่าคนวัยหนุ่มสาวที่มีพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟน มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมา เช่น เบาหวาน ความดัน และโรคเกี่ยวกับหัวใจ

การศึกษานี้ได้ศึกษาพฤติกรรมของนักศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพในมหาวิทยาลัย SBU จำนวน 1,060 คน แบ่งเป็นหญิง 700 คน และชาย 360 คน ผู้เข้าร่วมการทดลองจะมีอายุ 19-20 ปี พบว่านักศึกษาที่ติดสมาร์ทโฟน โดยเล่นสมาร์ทโฟนมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มที่จะดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล กินอาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมหวาน และของว่าง มากกว่าคนที่ไม่ได้ติดถึง 2 เท่า และยังทำให้พวกเขาออกกำลังกายน้อยลง นำไปสู่การเป็นโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น 43 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

หรือในอีกมุมหนึ่ง การเสพติดโทรศัพท์มือถือ และมีพฤติกรรมที่นั่งเล่นหรือจดจ่ออยู่กับหน้าจอทั้งวัน ยังอาจทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร ในกลุ่มคนที่กำลังเจริญเติบโต เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะเล่นโทรศัพท์ทั้งวันโดยไม่สนใจวันเวลาและมื้ออาหาร หรือถ้าหิวขึ้นมาก็หันไปกินอาหารประเภทสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์กับร่างกาย จึงทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย (อ้วนก็ขาดสารอาหารได้เช่นกัน)

5.เกี่ยวกับสภาพจิตใจ

มันคือความผิดปกติทางด้านอารมณ์และสภาพจิตใจ ที่เกิดขึ้นจากการติดโทรศัพท์ ติดโซเชียลมีเดีย ติดเกม เทคโนโลยีมีประโยชน์มากก็จริง แต่ถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ขาดการควบคุม ใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม มันก็มีโทษเช่นกัน ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือทางด้านอารมณ์ของคนที่ติดมือถือจนขาดไม่ได้ ความรู้สึกที่จะเกิดจขึ้นเมื่อพวกเขาไม่มีโทรศัพท์ จะทำให้พวกเขากระวนกระวาย โกรธ โดดเดี่ยว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย หงุดหงิด ก้าวร้าว ฯลฯ บางคนมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และควบคุมตนเอง รวมถึงความเครียดจากการเสพข่าวสารด้านลบ อยู่ตลอดเวลา

บางคนอาจอาการหนักจนเรียกได้ว่าเป็นอาการป่วย เช่น โรคอดทนรอไม่ได้ คนที่จะหงุดหงิด กระวนกระวาย ใจร้อนเวลาที่อินเทอร์เน็ตช้า จนติดมาเป็นพฤติกรรมไม่พึงประสงค์กับชีวิตจริง การเชื่อทฤษฎีสมคบคิด หลงเชื่อข่าวปลอมได้ง่าย และติดอยู่ในห้องเสียงสะท้อน ไม่ยอมเปิดใจรับฟังในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ อาการซึมเศร้า วิตกกังวล มาจากการรอคอยหรือคาดหวังเสียงโทรศัพท์ หรือการตอบกลับข้อความต่างๆ คลั่งการกดไลก์ คอมเมนต์ หรือแชร์ข้อความต่างๆ โรคกลัวตกกระแสหรือ FOMO และโรคขาดมือถือไม่ได้ หรือโนโมโฟเปีย หมกมุ่นกับการใช้โทรศัพท์มากเกินไป

6.ปัญหาการเข้าสังคม

เพราะอาการติดหน้าจอ ทำให้ปฏิสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างน้อยลง แม้ว่าเราและเพื่อนจะนั่งอยู่ด้วยกัน แต่มีเรื่องคุยกันน้อยมาก เพราะต่างฝ่ายก็มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ของตนเอง แทนที่จะพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนตรงหน้า จึงมีแนวโน้มว่าผู้ที่ติดโทรศัพท์มือถือ ติดโซเชียลมีเดีย จะแยกตัวออกจากสังคม แล้วไปมีโลกส่วนตัวบนออนไลน์มากกว่า พวกเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับใครอื่น ตราบใดที่พวกเขามีโทรศัพท์อยู่กับมือ

Pew Research Center สถาบันวิจัยจากวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ทำการศึกษาข้อมูลของผู้ใช้สมาร์ทโฟน พบว่าคนกว่า 82 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาการสนทนาในชีวิตจริง เนื่องจากเลือกพิมพ์ข้อความสนทนากันมากขึ้น รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่ควรจะมีจากการสื่อสารพูดคุย ที่มีการแสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าท่าทางและแววตาจะหายไป สมาธิสั้น รวมถึงอ่านหนังสือน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพในการพูดคุยกันกับคนอื่นๆ ลดลงตามไปด้วย ขาดการเรียนรู้การใช้ภาษาในรูปแบบอื่น เพราะการสื่อสารในโลกออนไลน์มักจะใช้แค่คำสั้นๆ จึงมีปัญหาเวลาที่ต้องพูดคุยกับคนอื่นจริงๆ

7.เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งสมองและโรคเกี่ยวกับสมอง

ย้ำว่ามันเป็นการ “เพิ่มความเสี่ยง” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการใช้สมาร์ทโฟนจะทำให้เป็นโรคมะเร็งเสมอไป ซึ่งต้นเรื่องนั้นมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกส่งเข้ามาที่อุปกรณ์สื่อสารโดยตรงระหว่างที่เราใช้งาน ซึ่งการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานกว่า 10 ปี สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็งสมองได้ถึง 2 เท่า โดยมะเร็งจะเกิดกับสมองด้านที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นประจำ

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ส่งผลต่อการทำงานของสมอง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ของสหรัฐอเมริกาได้ทดสอบแล้ว ว่า ไม่ว่าจะปิดหรือเปิดโทรศัพท์, วางคว่ำหน้าหรือหงายไว้บนโต๊ะ (แล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว) ล้วนบั่นทอนประสิทธิภาพของสมองลงได้ การวางสมาร์ทโฟนไว้ใกล้ตัว ทำให้สมองส่วนหนึ่งพะวงหรือคิดถึงมือถือตลอดเวลา จุดนี้บั่นทอนพลังสมอง มีผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง อาจส่งผลต่อเรื่องความจำ

นอกจากนี้งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยังมีผลการศึกษาการใช้โทรศัพท์มือถือ ว่ามันสามารถส่งผลให้เซลล์ของมนุษย์เปลี่ยนแปลง และอาจก่อให้เกิดมะเร็งหรือเนื้องอกในสมองได้ด้วย พวกเขามีคำแนะนำที่ควรปฏิบัติตามคือ ให้กดรับโทรศัพท์ให้ห่างตัวก่อนพูดคุยตามปกติ

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

สาระน่ารู้ นอนกัดฟัน-เคี้ยวแรงเสี่ยงปุ่มกระดูกงอกในช่องปาก

 

สาระน่ารู้ นอนกัดฟัน-เคี้ยวแรงเสี่ยงปุ่มกระดูกงอกในช่องปาก

อาการปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกในช่องปาก พบได้ในบางคนซึ่งสาเหตุของการเกิดนั้นยังไม่แน่ชัด อาจเกิดจากพันธุกรรม เชื้อชาติ เพศ อายุ และมักเกี่ยวข้องกับแรงบดเคี้ยวปริมาณมาก เช่น มีนิสัยขบเค้นฟันในเวลากลางวัน หรือนอนกัดฟันในเวลากลางคืน

ทพญ.เกศนี คูณทวีทรัพย์ ฝ่ายทันตกรรม รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า ปุ่มก้อนกระดูกงอกในช่องปากนี้จะค่อยๆ โตขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปตามช่วงอายุ จึงทำให้ไม่พบในเด็ก แต่มักเริ่มพบได้ในวัยหนุ่มสาว ทั้งนี้ ปุ่มกระดูกงอกจะโตช้าลงจนสามารถหยุดโตเองได้ โดยปุ่มกระดูกงอกในช่องปากมีรูปร่างไม่แน่นอนในแต่ละคน มีความแข็ง พื้นผิวปกคลุมด้วยเหงือกสีชมพูที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเหงือกบริเวณอื่นๆ ในช่องปาก ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หากปุ่มก้อนกระดูกงอกนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถพบได้ในบริเวณต่างๆ ของช่องปาก ได้แก่

  • Torus palatinus ปุ่มกระดูกบริเวณเพดาน เป็นปุ่มกระดูกงอกซึ่งมักจะอยู่บริเวณกึ่งกลางเพดานแข็งในปาก มีขนาดที่แตกต่างกันไป อาจเป็นก้อนเดี่ยวหรือหลายก้อนรวมๆ กัน ทำให้มองดูคล้ายผิวมะกรูด
  • Torus mandibularis ปุ่มกระดูกงอกบริเวณขากรรไกรล่าง พบบริเวณสันเหงือกด้านลิ้นของขากรรไกรล่าง สามารถพบได้ทั้งข้างซ้ายและข้างขวา โดยจะอยู่ถัดจากฟันเขี้ยวเข้าไปด้านหลัง
  • Exostosis ปุ่มกระดูกผิวขรุขระ พบได้ในบริเวณเหงือกด้านชิดแก้มโดยรอบของขากรรไกร

เนื่องจากปุ่มกระดูกนี้ไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงมักจะสังเกตเห็นหรือรู้สึกตัวเมื่อปุ่มกระดูกนั้นมีขนาดใหญ่พอสมควร ทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวล บางรายมาพบทันตแพทย์เพราะกลัวเป็นมะเร็งในช่องปาก แต่แท้จริงแล้ว ภาวะปุ่มกระดูกงอกนี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด หากทำการตรวจด้วยภาพถ่ายรังสีก็จะพบว่าเป็นปุ่มหรือก้อนกระดูกงอกออกมาจากกระดูกปกติ ไม่พบรอยโรคหรือความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ยกเว้นบางกรณีมีข้อบ่งชี้ที่ต้องรับการรักษา คือ

  1. ปุ่มกระดูกมีขนาดใหญ่มากจนขัดขวางการรับประทานอาหาร มีเศษอาหารติดบริเวณซอกของปุ่มกระดูก ยากแก่การทำความสะอาด ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วย ทำให้เกิดการหมักหมมและการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ก่อให้เกิดกลิ่นปาก หรือในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดปัญหาด้านการพูด
  2. เนื้อเยื่อที่ปกคลุมบริเวณปุ่มกระดูกงอกเกิดเป็นแผลบ่อยครั้ง หรือเป็นแผลเรื้อรังจากการรับประทานอาหาร หรือการแปรงฟันไปกระแทกโดนบริเวณนั้นบ่อยๆ
  3. ทันตแพทย์ใส่ฟันพิจารณาแล้วว่าปุ่มกระดูกงอกนั้นขัดขวางต่อการใส่ฟันปลอม เพราะโครงฐานของฟันปลอมต้องพาดผ่านส่วนที่มีปุ่มกระดูกงอกนี้ หากใส่ฟันปลอมทับปุ่มกระดูกไปเลย จะทำให้เกิดการกดทับ เจ็บ และเกิดแผลเรื้อรังได้

สำหรับวิธีการรักษา ได้แก่ การผ่าตัดเอาปุ่มกระดูกงอกออก ถือเป็นการผ่าตัดเล็ก โดยมากสามารถทำได้ด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ แต่ภายหลังการผ่าตัดอาจเกิดปุ่มกระดูกงอกขึ้นใหม่อย่างช้าๆ เช่นเดิมได้ ดังนั้น ทันตแพทย์จึงพิจารณาผ่าตัดเฉพาะในผู้ป่วยรายที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น หากผู้ป่วยมีปุ่มกระดูกงอกและมีข้อสงสัยถึงความจำเป็นในการรักษา สามารถปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

สารอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด

 

สารอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด

จากหลักฐานการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานอาหาร หรือวิตามิน ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อาจช่วยให้บรรเทาอาการของโรคหอบหืดลง และปกป้องเซลล์ที่ได้รับความเสียหาย ที่สำคัญการที่ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีเพียงพอต่อวัน อาจทำให้ร่างกายสามารถสู้กับเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจก่อนจะเกิดอาการของหอบหืดในระดับรุนแรงขึ้น

สารอาหารที่อาจเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด มีดังนี้

โคลีน (Choline)

โคลีน เป็นสารอาหารที่คล้ายกับวิตามินบี โดยจะพบได้ในเนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว ผัก และไข่ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี ลดอาการบวมอักเสบ นอกจากในรูปแบบของอาหาร โคลีนยังเป็นส่วนประกอบที่นำมาใช้ทำเป็นยาพ่นผ่านช่องปาก ขยายหลอดลม และบรรเทาอาการที่ผู้ป่วยโรคหอบหืดเป็นได้ อย่างไรก็ตามโคลีนยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อาการท้องร่วง อาเจียน เหงื่อออกมาก ควรปรึกษาหมอก่อนรับประทาน

แมกนีเซียม (Magnesium)

แมกนีเซียม คือแร่ธาตุที่สำคัญมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกในร่างกายให้แข็งแรง แต่นอกจากจะช่วยบำรุงกระดูก แมกนีเซียมยังช่วยให้กล้ามเนื้อหลอดลมผ่อนคลาย ขยายทางเดินหายใจให้อากาศไหลเข้า และไหลออกจากปอดได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังอาจช่วยบรรเทาอาการหอบหืดเฉียบพลันได้ และอาจปลอดภัยสำหรับผู้ที่รับประทานในปริมาณน้อยกว่า 350 มิลลิกรัมต่อวัน ถึงอย่างไรควรคำนึงถึงผลข้างเคียงที่อาจตามมาร่วม เช่น อาการท้องร่วง คลื่นไส้ หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หายใจลำบาก

พิกโนจีนอล(Pycnogenol)

พิกโนจีนอล เป็นสารประกอบของสารเคมีธรรมชาติที่มาจากเปลือกต้นสน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ในร่างกายได้รับความเสียหาย ช่วยลดอาการของ หอบหืด และโรคภูมิแพ้ได้ จากการวิจัยของสหรัฐอเมริกาในการศึกษาเด็กที่เป็นโรคหอบหืด แสดงให้เห็นว่าการรับประทานพิกโนจีนอลอย่างน้อย 5 สัปดาห์แรก ก่อนเข้าช่วงโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล อาจช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น นอกจากนี้ยังอาจช่วยลดปริมาณการับประทานยารักษาโรคหอบหืดบางชนิดลง แต่ขณะเดียวกันพิกโนจีนอลอาจไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีประวัติทางสุขภาพเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ได้แก่ โรคลูปัส โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ข้ออักเสบรูมาตอยด์

กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 fatty acids)

จากการศึกษาในเด็กโดยนักวิจัยของสถาบัน Johns Hopkins Medicine เพิ่มหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารอาจส่งผลบรรเทาอาการของ หอบหืด จากมลพิษทางอากาศได้ โดยอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ทูน่า วอลนัท น้ำมันคาโนล่า เป็นต้น ในขณะเดียวกันโอเมก้า 6 อาจให้ผลตรงกันข้าม ทำให้เด็กมีโอกาสมีอาการของโรคหอบหืดที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาหารที่มีโอเมก้า 6 ที่ควรหลีกเลี่ยง คือ น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันข้าวโพด

เทียนดำ (Black Seed)

เทียนดำ หรือ Black Seed เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรมากกว่า 2,000 ปี ซึ่งอาจมีส่วนช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการบวม ลดอาการภูมิแพ้ พร้อมทั้งลดอาการไอ ปรับปรุงระบบการหายใจ และการทำงานของปอดในผู้ป่วยโรคหอบหืดได้ หากจะใช้ Black Seed ได้อย่างปลอดภัยควรใช้ปริมาณเล็กน้อยในการนำมาปรุงแต่งเพิ่มรสชาติอาหาร เพื่อป้องกันอาการท้องผูก ปวดท้อง และอาเจียน

ไม่ว่าจะเลือกรับประทานสารอาหารชนิดใด ควรรับประทานแบบพอดี และควรเข้ารับการตรวจเช็กร่างกายเบื้องต้น รวมถึงรับคำปรึกษาจากคุณหมอ เพื่อความปลอดภัยของระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพกายโดยรวม

อาหารที่อาจทำให้อาการหอบหืดแย่ลง

  • หากได้รับสารอาหาร หรือโภชนาการที่ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลให้อาการของโรคหอบหืด รุนแรงขึ้นได้ โดยอาหารที่ควรเลี่ยง มีดังนี้
  • อาหารที่มีแคลอรี่สูง การกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงมากเกินกว่าระบบการเผาผลาญจะทำงานทัน อาจทำให้มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และส่งผลเสียต่อสุขภาพ รวมถึงผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดด้วย อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดอาการ หอบหืด รุนแรงได้มากกว่าเดิม
  • สารกันบูด คือกลุ่มสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide) ที่ถูกนำมาใช้เป็นสารกัดบูด และต้านอนุมูลอิสระ ในอาหาร และเครื่องดื่มบางประเภท เพื่อหยุดการเติบโตของเชื้อรา แม้ว่าสารกัดบูดที่ใช้สำหรับอาหารในปริมาณที่พอดีอาจไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ก็อาจทำให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีอาการแย่ลง สร้างความระคายเคืองให้ปอด ซึ่งส่วนใหญ่สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์นี้มักอยู่ในน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารแปรรูปหลายชนิดได้แก่ ผัก ผลไม้อบแห้ง
  • อาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ปฏิกิริยาการแพ้อาหารของแต่ละบุคคลมักแตกต่างกันออกไป หากรู้ตนเองว่ามีอาการแพ้อาหารชนิดใดอยู่ไม่ว่าจะเป็น แพ้ถั่ว แพ้นมวัว แพ้ไข่ เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอย่างทันท่วงทีเพราะอาจส่งผลให้อาการ หอบหืด แย่ลงได้

การดูแลตัวเองบรรเทาอาการหอบหืด

นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด การดูแลตัวเองร่วมก็เป็นอีกหนทางที่อาจช่วยให้อาการของ หอบหืด ไม่แย่ลงไปกว่าเดิมได้ ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคืองที่เข้าไปกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด
  • ใช้ยาพ่นตามที่คุณหมอแนะนำ เมื่อมีอาการหอบหืด
  • รับประทานยาตามที่คุณหมอกำหนดสม่ำเสมอ ถึงแม้จะมีอาการดีขึ้น ก็ควรรับประทานต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าคุณหมอจะอนุญาตให้หยุดยา

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

ภาวะ AVF คืออะไรพร้อมสาเหตุ

 

ภาวะ AVF คืออะไรพร้อมสาเหตุ

  • นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ภาวะAVF หรือภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดแดงกับโพรงหลอดเลือดดำบริเวณเยื่อหุ้มสมอง อาจส่งผลต่อการระบายเลือดกลับของสมองจะขึ้นกับตำแหน่งและความผิดปกติของโพรงหลอดเลือดดำ 

  • ภาวะนี้มีการแบ่งเป็น 2 ลักษณะตามการรบกวนการระบายเลือดกลับของสมอง ได้แก่ ชนิดไม่รุนแรงและชนิดรุนแรง ซึ่งชนิดรุนแรงจะเป็นชนิดที่รบกวนการระบายเลือดกลับของสมองโดยจะส่งผลก่อให้เกิดภาวะความดันในหลอดเลือดดำสมองสูงเนื่องจากไม่สามารถระบายเลือดออกได้ จึงทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดและภาวะเลือดออกตามมาในที่สุด

อาการของภาวะ AVF

  • นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการแสดงของภาวะชนิดไม่รุนแรง จะเกิดขึ้นตามตำแหน่งของหลอดเลือดดำที่ถูกรบกวน เช่น 

  • ผู้ป่วยมีภาวะเสียงดังรบกวนในหูตามจังหวะชีพจร ซึ่งเกิดจากการรบกวนโพรงหลอดเลือดดำที่ฐานกะโหลกบริเวณหู 
  • อาการต่อมาที่พบได้บ่อยคือ เสียงฟู่ สัมผัสได้บริเวณต่างๆ รอบศีรษะ
  • พบภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง เป็นอีกหนึ่งภาวะที่สามารถพบได้ เกิดจากการดูดกลับของน้ำเลี้ยงสมองส่วนใหญ่ต้องผ่านโพรงหลอดเลือดดำ 

ภาวะชนิดรุนแรง อาการส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะความดันในหลอดเลือดดำสมองสูง ได้แก่ 

  • ความจำเสื่อม 
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง 
  • เคลื่อนไหวผิดปกติ
  • แขนขาอ่อนแรง 
  • สาเหตุการเกิดภาวะ AVF

สาเหตุการเกิดโรคมักเกิดตามหลังภาวะโพรงหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน เป็นภาวะที่พบมากในผู้ป่วยเพศหญิง อาจเกิดตามหลังอุบัติเหตุทางศีรษะและความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด แต่บางครั้งก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ชัดเจน 

การวินิจฉัยภาวะ AVF

  • การวินิจฉัยผู้ป่วยทำได้โดยแพทย์ส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบฉีดสี หรือหากต้องการข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นแพทย์อาจพิจารณาผู้ป่วยส่งตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 

  • ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลเบื้องต้นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทโดยตรง เนื่องจากความซับซ้อนของสาเหตุการเกิดโรค จึงทำให้การป้องกันเป็นไปได้ยาก 

อย่างไรก็ตามการดูแลและตรวจสุขภาพเป็นประจำรวมถึงการรักษาโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะโรคนี้ได้ ปัจจุบันสถาบันประสาทวิทยามีการพัฒนา การรักษาโดยวิธีการใช้รังสีร่วมรักษาและการรักษาผ่านทางสายสวนหลอดเลือด โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดสมองทำให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คืออะไร

 ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คืออะไร

นพ. นรศักดิ์ สุวจิตตานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ และ sport cardiologist โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ระบุว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือ ภาวะที่หัวใจทำงานผิดปกติ จนทำให้หัวใจบีบตัวแบบไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่บีบตัว หรือหยุดเต้นโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องมีโรคประจำตัวอื่นๆ มาก่อน ภาวะนี้ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เพียงพอ จึงทำให้เกิดอาการเป็นลม หมดสติ

ในนักกีฬาที่กำลังเล่นกีฬาแล้วเกิดเป็นลม หมดสติกระทันหันนั้น มักเกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นภาวะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1:100,000 ซึ่งตัวเลขนี้ก็แตกต่างกันไปในงานวิจัยที่แตกต่างกัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน อาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวที่ส่งผลให้การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือมีความผิดปกติของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามช่วงอายุของนักกีฬา ดังนี้

กลุ่มนักกีฬาที่อายุน้อยกว่า 35 ปี

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นในนักกีฬากลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติของหัวใจที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่ก็ได้ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ภาวะที่มีการนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือความผิดปกติของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น ในอดีตนั้นพบว่า สาเหตุหลักนั้นเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ซึ่งสุดท้ายแล้วจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้

แต่ในการศึกษาในช่วงหลังพบสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นจากหัวใจหนาตัวน้อยลง อาจเป็นเพราะการตรวจคัดกรองโรคหัวใจในนักกีฬาถูกบรรจุเป็นภาคบังคับสำหรับนักกีฬาอาชีพที่แพร่หลายมากขึ้น ทำให้สาเหตุของการเสียชีวิตของนักกีฬาอายุน้อยในช่วงหลังๆ ตรวจไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างของหัวใจ จึงถูกสรุปว่าการเสียชีวิตนั้นมีสาเหตุมาจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน (Sudden Arrhythmic Death Syndrome; SADS) มากขึ้นแทน

กลุ่มนักกีฬาที่อายุมากกว่า 35 ปี

สาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ในคนกลุ่มนี้ จะมาจากเรื่องของเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าความผิดปกติของโครงสร้างของหัวใจ ซึ่งสาเหตุของเส้นเลือดหัวใจตีบที่พบบ่อยนั้น ได้แก่ การมีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือมีโรคร่วมอื่นๆ เช่น เบาหวาน หรือมีภาวะไตเสื่อม หรืออาจเกิดจากอุปนิสัยส่วนตัว เช่น สูบบุหรี่มาเป็นระยะเวลานานๆ การใช้สารเสพติด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุอย่างภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลันก็ยังคงพบได้อยู่ แต่พบได้ในอัตราส่วนที่น้อยลงเมื่อเทียบกับกลุ่มนักกีฬาที่อายุน้อยกว่าข้างต้น

  • การป้องกันการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
  • การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ มีส่วนที่สำคัญหลักๆ อยู่ 2 ประการ คือ
  • การตรวจคัดกรองโรคหัวใจ

ในวงการนักกีฬาอาชีพ การตรวจร่างกายนักกีฬาแบบละเอียดจะถูกตั้งไว้เป็นมาตรฐานของทีมที่ต้องทำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าฤดูกาลแข่งขัน ช่วงเวลาซื้อขายนักเตะ หรือนักกีฬาประเภทอื่นๆ โดยทั้งหมดมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

  • การซักประวัติ ประวัติที่สำคัญที่จะต้องทราบเกี่ยวกับนักกีฬา ได้แก่
  • นักกีฬาเหล่านั้นเคยมีปัญหาหน้ามืด วูบ เป็นลมหมดสติ หรือใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบากมาก่อนหรือไม่ ทั้งในเวลาปกติ เวลาออกกำลังกาย หรือช่วงหลังการออกกำลังกาย
  • ประวัติครอบครัว มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยๆ (น้อยกว่า 50 ปี) หรือไม่
  • นักกีฬาเหล่านั้นเคยตรวจพบความผิดปกติด้านหัวใจจากการตรวจร่างกายจากที่อื่นมาก่อนหรือไม่

การตรวจร่างกาย หลังจากซักประวัติเรียบร้อยแล้ว เพื่อตรวจดูสภาวะต่างๆ ดังนี้

  • ตรวจดูความผิดปกติของความดันโลหิต และเสียงลิ้นหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจว่ามีลักษณะที่ชี้นำให้สงสัยภาวะหัวใจหนาตัว หรือการนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจเพื่อดูว่าการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test – EST) หรืออาจตรวจ CPET/VO2 max ว่ามีความผิดปกติของการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ยังไม่สามารถคัดกรองโรคหัวใจได้ 100% ดังนั้น การตรวจคัดกรองเป็นระยะๆ จึงยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้นร่วมด้วย ซึ่งอาจจะต้องทำซ้ำเร็วกว่าปกติ

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/


กาแฟผสมยาอี วิธีสังเกต ได้ง่ายๆ โดยไม่ อันตรายถึงชีวิต

กาแฟผสมยาอี วิธีสังเกต ได้ง่ายๆ โดยไม่ อันตรายถึงชีวิต

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพติดตัวเดียวกัน มีฤทธิ์หลอนประสาทและกระตุ้นประสาท จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี มีทั้งที่เป็นแคปซูลและเป็นเม็ดยาสีต่างๆ แต่ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบนและมีสัญลักษณ์บนเม็ดยาเป็นรูปต่างๆ เช่น กระต่าย ค้างคาว นก ดวงอาทิตย์ เป็นต้น 

วิธีสังเกต "กาแฟผสมยาอี" อันตรายถึงชีวิต

ในปัจจุบันมีการลักลอบนำยาอีบดเป็นผงบรรจุลงในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ซองครีมเทียม ซองกาแฟ 3in1โดยพบแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นทาง Social Media (สื่อสังคมออนไลน์) เมื่อเสพยาอีเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ภายในเวลา 30-45 นาที และฤทธิ์ของยาจะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ชั่วโมง 

ยาอีออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นจะหลอนประสาทอย่างรุนแรง อาการที่สามารถสังเกตได้หลังดื่มกาแฟผสมยาอี คือ

  • รู้สึกร้อน เหงื่อออกมาก 
  • หัวใจเต้นเร็ว 
  • ความดันโลหิตสูง 
  • การได้ยินเสียง และการมองเห็นแสงสีต่างๆ ผิดไปจากความเป็นจริง
  • เคลิบเคลิ้ม 
  • รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ 

ยาอี เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาอี จะเข้าไปทำลายระบบประสาททำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมอารมณ์ทำงานผิดปกติ โดยจะหลั่งสารนี้ออกมามากกว่าปกติทำให้สดชื่น อารมณ์ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปสารดังกล่าวจะลดน้อยลง ทำให้ผู้เสพเข้าสู่สภาวะอารมณ์เศร้าหมองหดหู่ เกิดอาการซึมเศร้า และอาจกลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า (Depression) มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ 

นอกจากนี้การที่สารซีโรโทนินลดลง จะทำให้การนอนหลับผิดปกติ เวลาการนอนลดลง หลับไม่สนิท อ่อนเพลียขาดสมาธิในการเรียนและทำงาน บางรายนิยมเสพพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพยาชนิดอื่นร่วมด้วย อาจทำให้เกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

สาระน่ารู้ ผักปลังและคุณค่าสารอาหาร

 

สาระน่ารู้ ผักปลังและคุณค่าสารอาหาร

  • สึรุมูราซากิ หรือ ผักปลัง หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Malabar spinach เป็นผักที่มีใบสีเขียวเข้ม มีก้านสีม่วงและสีเขียว (ปัจจุบันจะหาซื้อผักที่มีก้านสีเขียวได้ง่ายกว่าก้านสีม่วง) เมื่อนำมาปรุงให้สุกจะมีลักษณะหนืดและมีกลิ่นเหม็นเขียวเล็กน้อย สึรุมูราซากิมีคุณค่าสารอาหารดังนี้ คือ
  • เบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสายตาและช่วยคงสภาพความแข็งแรงของเยื่อเมือกและผิวหนัง
  • วิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินที่จำเป็นสำหรับการสร้างคอลลาเจนอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนังและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
  • แคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • แมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด และการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
  • มิวซิน (Mucin) ซึ่งเป็นสารเมือกที่พบในมันมือเสือและกระเจี๊ยบเขียว สารชนิดนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังกระเพาะอาหารและภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นอกจากนี้วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนที่มีมากในผักชนิดนี้จะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลช่วยชะลอความแก่และช่วยป้องกันโรคซึ่งเกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ อีกทั้งยังมีการศึกษาที่พบว่า เบต้าแคโรทีน มีผลในการป้องกันโรคมะเร็งช่องปาก สึรุมูราซากิซึ่งเป็นผักที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน จึงเป็นหนึ่งในผักที่คนญี่ปุ่นเชื่อว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

วิธีการนำผักสึรุมูราซากิหรือผักปลังมารับประทานของคนญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นนิยมนำผักปลังมารับประทานดังนี้คือ

  • ยำญี่ปุ่นหรือโอฮิตาชิ
  • มีวิธีการง่ายๆ เพียงนำผักปลังมาเด็ดแยกส่วนใบและก้านออกและแยกต้มในน้ำเดือด โดยเติมก้านลงไปต้มก่อนประมาณ 2 นาที แล้วเติมใบลงไปต้มประมาณ 1 นาที ล้างด้วยน้ำเย็น บีบน้ำออกเล็กน้อยก่อนนำมาคลุกในส่วนผสมเมนทสึยุหรือโชยุและเติมปลาโบนิโตะแห้งลงไป
  • ซุปมิโซะ
  • ซุปมิโซะผักปลังเป็นอีกเมนูยอดนิยมของคนญี่ปุ่น มิโซะจะช่วยลดรสขมและกลิ่นเหม็นเขียวของผักปลังได้ดี
  • ผัด
  • การผัดด้วยน้ำมันจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมเบต้าแคโรทีน เข้าสู่ร่างกายได้ดี
  • ผักสึรุมูราซากิหรือผักปลังเป็นผักที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก บ้านเราหาซื้อได้ง่าย และนิยมนำมาลวกจิ้มน้ำพริกกัน หากชอบการปรุงแบบญี่ปุ่นก็ลองทำดูนะคะ
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

จากการดูแลฟันเทียมไม่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายได้

 จากการดูแลฟันเทียมไม่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายได้

หากดูแลฟันเทียมไม่ถูกต้อง มีอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย ไม่ว่าจเป็นการดูแลรักษาฟันเทียมไม่ดี ที่อาจทำให้รูปทรงของฟันเทียมเปลี่ยนไป นำกลับมาใส่ได้ไม่พอดีกับเหงือก อาจทำให้ใช้ฟันเทียมได้ไม่สะดวก เกิดอาการบาดเจ็บขณะสวมใส่ เสี่ยงแผลติดเชื้อ รวมไปถึงฟันเทียมมีรอย ชำรุด ที่เสี่ยงต่อการสะสมของเชื้อโรค

นอกจากนี้ ฟันเทียมยังอาจสามารถหลุดลงคอได้ หากมีปัญหาฟันเทียมหลวม ไม่พอดี ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อแก้ไขในทันที เพราะอาจเกิดอันตราย เช่น ฟันเทียมที่หลวมอาจหลุดลงคออุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้อีกด้วย

7 วิธีดูแล ฟันเทียม ที่ถูกต้อง

ควรพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง

ถอดทำความสะอาดหลังกินอาหารทุกมื้อ ด้วยแปรงสีฟันกับน้ำเปล่า หรือน้ำสบู่ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ หรือยาสีฟันที่มีผงขัดหยาบ รวมถึงใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม หากมีขนแข็งเกินไปอาจทำให้ฟันปลอมเป็นรอยขูดขีด

  • ก่อนนอนให้ถอดแช่น้ำสะอาด ไม่ควรใส่ฟันเทียมนอน
  • แช่ในน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ ไม่ควรแช่ในน้ำร้อน เพราะจะทำให้ฟันเทียมผิดรูปได้ 
  • เก็บฟันเทียมในภาชนะที่มีฝาปิด หลีกเลี่ยงการวางไว้ในที่ต่างๆ เพราะอาจทำให้ชุด แตก หัก หรือสูญหายได้
  • ไม่ควรห่อฟันปลอมด้วยกระดาษทิชชู เพราะฟันปลอมอาจแห้ง เสียรูปทรง และทำให้ใส่ไม่เข้า
  • ลดการกินอาหารหวาน เหนียว เลี่ยงอาหารแข็ง เพื่อป้องกันฟันเทียมแตก
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/


ตรวจยีน หาความเสี่ยงโรค (Genetic Testing)

 

ตรวจยีน หาความเสี่ยงโรค (Genetic Testing)

นพ.ณัฏฐชัย สุวจิตตานนท์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing) เป็นการตรวจวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของยีนในระดับดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล โดยจะวิเคราะห์ในแต่ละโรคว่าต้องดูที่ยีนตัวใดบ้าง จึงทำการตรวจตำแหน่งยีนนั้นว่ามีความผิดปกติหรือไม่ 

หากพบความผิดปกติจะมีการคำนวณคะแนนเพื่อประเมินผลว่าผู้ป่วยควรต้องดูแลตัวเองเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร โดยหลักการที่นำมาใช้จะเป็นการวิเคราะห์เชิงสถิติ นำคะแนนที่ได้ไปเทียบกับคะแนนของประชากร (Score Population) ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน โดยคะแนนสูงไม่ได้หมายความว่าจะป่วยเป็นโรคเสมอไปและไม่สามารถชี้ได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดโรค แต่เป็นการบอกความเสี่ยงจากพันธุกรรมว่าอาจจะมีโอกาสในการเกิดโรคนั้นๆ ได้      

กลไกการเกิดโรคกับพันธุกรรมหลักๆ ได้แก่

Genotype รูปแบบของยีนภายในที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของพันธุกรรม หากมีการกลายพันธุ์ของยีนบางยีนบางตำแหน่ง ซึ่งมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง อาจทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำให้เกิดโรคเสมอไป บางคนก็อาจจะไม่เป็นโรค 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแสดงออกของยีนให้เกิดความผิดปกติของร่างกายได้ คือ 

  • Penetrance หรือ เปอร์เซ็นต์ที่อธิบายความถี่ของการแสดงออกของยีน หากพบความผิดปกติของยีนนั้น ความน่าจะเป็นที่ยีนกลายพันธุ์จะแสดงลักษณะนั้นออกมาจะเป็นเท่าใด
  • Epigenetic คือ กระบวนการควบคุมเหนือพันธุกรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงการทำงานหรือพฤติกรรมของยีนนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในระดับ DNA มีบทบาทในการควบคุมการแสดงออกของยีนที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ต่างกันออกไป โดยมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาส่งผลให้ยีนแสดงออกทางร่างกายต่างกัน และมีผลต่อความไวในการก่อโรคที่ต่างกันของแต่ละบุคคลตลอดทุกช่วงชีวิต
  • Environmental Factors คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ อาหาร การนอนหลับ วิธีออกกำลังกาย ความเครียด ฯลฯ ที่ส่งผลให้บุคคลหนึ่งๆ เกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้
  • Phenotype คือ การแสดงออกมาเป็นความผิดปกติของร่างกาย หรือการเกิดโรคต่างๆ นั่นเอง โดยอาจแบ่งออกได้เป็น ระดับไม่รุนแรง (Mild) ระดับปานกลาง (Moderate) ระดับรุนแรง (Severe) โดยการตรวจ Genetic Testing จะทำให้สามารถตรวจสุขภาพได้แบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ออกแบบการป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจเจอโรคในระยะแรกเริ่มและรักษาได้ไว เพื่อลดความรุนแรง ของโรคต่างๆ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ขั้นตอนการตรวจยีนหาความเสี่ยงโรค

การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing) จะมีขั้นตอนดังนี้

  • ตรวจสอบความแปรผันทางพันธุกรรมจากหลายๆ ตำแหน่งบนสาย DNA ของแต่ละบุคคล ผลที่ได้จะนำไปผ่านอัลกอริธึมเฉพาะเพื่อคำนวณออกมาเป็นคะแนนและแนวทางการดูแลสุขภาพก่อนเกิดโรคหรือภาวะสุขภาพต่างๆ
  • ผลการตรวจจะนำคะแนนของผู้เข้ารับการตรวจมาคำนวณเพื่อแสดงเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม
  • ทำการวิเคราะห์ผลของผู้เข้ารับการตรวจเปรียบเทียบกับคะแนนของการเกิดโรคเดียวกันในประชากรทั่วไปเพื่อให้ทราบว่าคะแนนของผู้เข้ารับการตรวจมีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ
  • ไม่ว่าผลที่ได้จะแสดงระดับการดูแลในระดับปกติ ใส่ใจ หรือใส่ใจเป็นพิเศษ สิ่งที่ต้องทราบ คือ สาเหตุของโรคหรือความเจ็บป่วยต่างๆ เกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม การดำรงชีวิต และสิ่งแวดล้อม การตรวจพบคะแนนทางพันธุกรรมสูงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคอย่างแน่นอน 
  • การตรวจพบปัจจัยทางพันธุกรรมช่วยให้เริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย รวมถึงอาการของโรคต่างๆ และดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง เพราะแม้ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นสิ่งที่ติดตัวมาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ปัจจัยด้านการดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ หากตรวจพบปัจจัยทางพันธุกรรมในระดับใส่ใจและใส่ใจเป็นพิเศษ ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ หรือมีอาการผิดปกติ แนะนำให้นำผลการตรวจไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรึกษาและร่วมกันวางแผนการตรวจเพิ่มเติมหรือการดูแลรักษาต่อไป 
  • แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีและหมั่นดูแลร่างกายตัวเองอยู่เสมอ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากโรคร้ายได้อีกด้วย
ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

Long COVID อาการหลากหลาย ครอบคลุมทั้งกายและใจ

Long COVID อาการหลากหลาย ครอบคลุมทั้งกายและใจ

Long COVID คือผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของผู้ป่วยโควิด-19 แม้ว่าจะพ้นการติดเชื้อไปแล้ว อาการแสดงจะมี 3 ลักษณะดังต่อไปนี้

กลับมามีอาการใหม่หรืออาการเดิมยังอยู่ (New or ongoing symptoms)             

พบในผู้ป่วยที่เคยมีอาการรุนแรง ได้แก่ เป็นไข้ ปวดหัว วิงเวียน หายใจไม่อิ่ม ไอ แน่นหน้าอก อ่อนเพลีย ปวดท้อง ท้องเสีย ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน มีอาการชา ปวดกล้ามเนื้อ รับกลิ่นหรือรสได้ไม่ดี

เกิดความผิดปกติในหลายอวัยวะ (multiorgan effects)

เนื่องจากขณะที่มีการติดเชื้อ ได้เกิดกระบวนการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย มีการหลั่งของ cytokines ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะอักเสบในระบบอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย มิได้เฉพาะเจาะจงแค่ระบบทางเดินหายใจเท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ ระบบประสาท ระบบฮอร์โมน ระบบย่อยอาหาร รฤฤ๐ฟฟะบบกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นต้น

ผลกระทบระยะยาวจากการนอนโรงพยาบาล

ผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานๆ จะไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวตัว ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ แขนขาไม่ค่อยมีแรง การรับรู้ความรู้สึกของข้อและการทรงตัวแย่ลง นอกจากนี้การนอนโรงพยาบาลนานจะเกิดผลกระทบต่อจิตใจ เช่น รู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สดชื่นแจ่มใส ผู้ป่วยบางรายที่เคยได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ อาจเข้าสู่ภาวะผิดปกติทางจิตใจหลังจากประสบเหตุการณ์รุนแรงได้ (post-traumatic stress disorder; PTSD)

Long COVID จะเป็นไปอีกนานแค่ไหน

นอกจากจะรบกวนทั้งกายและใจแล้ว อาการ Long COVID ยังถือว่ากินเวลา “Long” สมชื่อ จากผลการวิจัยของโครงการศึกษาระดับนานาชาติพบว่า ผู้ป่วยจำนวน 3,762 คนจาก 56 ประเทศ มีอาการจาก Long-COVID รวม 203 อาการ โดยจะมี 1 ใน 3 อาการที่เกิดขึ้นยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กบางราย ผลกระทบยังคงอยู่ต่อเนื่องเป็นปี

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

กินอะไรถึง อิ่ม

 

กินอะไรถึง อิ่ม

อิ่ม หรือ Satiety คือความรู้สึกเติมเต็มในท้อง ส่งผลให้ไม่รู้สึกอยากรับประทานอาหารไประยะเวลาหนึ่ง ซึ่งพบว่าอาหารแต่ละประเภท จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกอิ่มที่ต่างกัน แม้จะให้พลังงานเท่าๆ กัน 

งานวิจัยในเรื่องนี้มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 โดยนักวิจัยได้นำอาหาร 38 ประเภท ในปริมาณที่ให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี่เท่ากัน ให้กลุ่มตัวอย่างรับประทาน แล้วเปรียบเทียบความรู้สึกอิ่มที่เกิดจากอาหารแต่ละประเภท 

อาหารที่ทำให้รู้สึกอิ่มได้มาก จะจัดว่ามี Satiety index สูง เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนอิ่มยากและอยากลดน้ำหนัก โดยพบว่าอาหารที่ตกอยู่ในกลุ่มนี้ มักมีคุณสมบัติร่วมคือ มีโปรตีนสูง และ/หรือ มีเส้นใยอาหารสูง เช่น 

  • ถั่ว โดยเฉพาะถั่วในกลุ่ม legumes เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วชิคพี 
  • ไข่ เป็นแหล่งโปรตีนดีราคาไม่แพง ที่ช่วยเติมเต็มความอิ่มได้ดี แต่เพื่อสุขภาพ ควรเลี่ยงการทำมาทอดหรือเจียวด้วยน้ำมันมาก
  • ปลา เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ปลามีคะแนน satiety index สูงกว่า และยังมีไขมันดีจากโอเมก้า3
  • ข้าวโอ๊ต เป็นแป้งเชิงซ้อนที่มีเส้นใยอาหารสูง เหมาะกับรับประทานเป็นอาหารเช้าร่วมกับนมและถั่วต่างๆ
  • กรีกโยเกิร์ต เนื่องจากมีโปรตีนสูงกว่าโยเกิร์ตทั่วไป จึงมี satiety index สูงกว่า
  • ผักต่างๆ พบว่าการโหลดสลัดผักก่อนอาหารจานหลักในแต่ละมื้อ จะช่วยเพิ่ม satiety index ในมื้อนั้นๆ ได้ถ้าอาหารเหล่านั้น ยังไม่ทำให้คุณอิ่มท้อง...

สำหรับคนที่กินแล้วอิ่มยาก ลองพยายามเพิ่มโปรตีนดีและเส้นใยอาหารในอาหารแต่ละมื้อ เพิ่มอาหารที่มี satiety index สูงตามตัวอย่างข้างต้น ร่วมกับวิธีการอื่นๆ เช่น เคี้ยวช้าๆ กินอย่างมีสติ เลี่ยงการกินไปเล่นมือถือไป 

และที่สำคัญคือ ถามตัวเองทุกครั้งว่า เป็นความรู้สึกหิวจริงๆ จากความโล่งในช่องท้อง หรือเป็นเพียงความอยากกินเพื่อเติมเต็มความโล่งในจิตใจ

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/

Coulrophobia มีอาการอย่างไร

 

Coulrophobia มีอาการอย่างไร

เข้าใจก่อนว่ามันก็คืออาการกลัวเหมือนกับการที่เรากลัวอื่นๆ อาการที่แสดงออกมานั้นก็มีทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น 

  • ตื่นกลัว
  • ตกใจ
  • รู้สึกกังวล
  • เหงื่อออก 
  • สั่น 
  • รู้สึกกลัว
  • หายใจลำบาก หายใจเร็วขึ้น
  • หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  • หากกลัวมากๆ ก็มีจะ อาการกรีดร้อง ร้องไห้ เวลาเห็นตัวตลก 
  • สาเหตุที่เรากลัวตัวตลก 

โรคกลัวตัวตลก มีที่มาจากหลายๆ สาเหตุ หลายประการ พอสรุปได้ดังนี้

  • หนังและภาพยนตร์ ตัวตลกถูกใช้เป็นตัวละครที่เกี่ยวข้องกับความสยองขวัญ การฆาตกรรม ตัวละครที่สร้างความกลัวให้กับผู้ชม ตรงนี้อาจสร้างความกลัวให้กับเราตั้งแต่ช่วงที่เราเด็ก ทำให้เราจำและกลัวมาจนถึงทุกวันนี้ 
  • มีประสบการณ์ที่กระเทือนจิตใจ ในช่วงของชีวิตอาจจะเคยเจอประสบการณ์ที่ไม่ดี แล้วกระทบกระเทือนจิตใจที่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวตลก ทำให้สมองและร่างกายจดจำและพยายามหนีจากตัวตลก 
  • โดนสอนมาว่าตัวตลกนั้นน่ากลัว เราอาจจะมีพ่อแม่ พี่น้องหรือคนที่ใกล้ชิดกับเราที่รู้สึกกลัวตัวตลก เลยบอกว่าตัวตลกคือสิ่งที่น่ากลัว ทำให้เราจำฝังใจมาตั้งแต่ตอนนั้นและเรียนรู้ไปว่ามันคือสิ่งที่น่ากลัวและไม่ควรไปยุ่ง 
  • มีอีกเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะในฝั่งอเมริกาหรือฝั่งยุโรปว่าทำไมพวกเขาถึงกลัว ตัวตลก กันเยอะ ตรงนี้เชื่อมโยงกับคดีดัง เช่นในฝั่งอเมริกาเหนือเคยมีเหตุสะเทือนขวัญของฆาตกรที่ลวงเด็กมาฆ่าถึง 33 คน โดยแต่งตัวเป็นตัวตลก หลังจากนั้นก็มีหนังออกมามากมายในโซนนั้นทำให้กลายเป็นภาพจำไปว่าตัวตลกคือสิ่งที่น่ากลัว 

แก้ปัญหาความกลัวนี้ยังไงดี

อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ โรคกลัวตัวตลกไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นโรคอย่างเป็นทางการ ดังนั้นอาจจะต้องบำบัด ทานยา แล้วแต่อาการของแต่ละบุคคล หรือส่วนใหญ่พอโตขึ้นก็หายกลัวไปเอง

ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเคิมได้ที่>>> https://saruknaruu.blogspot.com/